สิ้นเสียงคำสั่งของเจาหยวนฮองเฮา ลูกน้องของหวังกงกงก็นำไม้กระดานสำหรับโบยเข้ามาทันที เมื่อหลี่เอ้อร์ได้ยินว่านอกจากตนจะต้องถูกโบยแล้ว ยังจะถูกค้นที่พักอีก เขาก็ถึงกับตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
เขาได้นำเงินเก็บที่อุตส่าห์สะสมมาอย่างยากลำบากซ่อนไว้ในที่พักทั้งหมด ภายในกล่องไม้จื่อถานสลักลายแปดเซียนซึ่งคล้องกุญแจไว้อย่างแน่นหนานั้น มีตั๋วเงินอยู่ไม่น้อย ซึ่งล้วนเป็นเงินที่เขาได้มาจากการออกไปท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บกระดูกในยามค่ำคืนเดือนมืด เพื่อข่มขู่กรรโชกทรัพย์พวกนางกำนัลและขันทีน้อยที่แอบทำเรื่องชั่วช้าในวัง
อีกทั้งยังได้จากการช่วยบรรดาเจ้านายจัดการเรื่องสกปรกโสมม กอบโกยเงินทองมาได้เป็นกอบเป็นกำ
นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องประดับ จอกสุรา ชามหยก และเครื่องทองเครื่องเงินที่เขาแอบฉกฉวยมาจากตำหนักต่าง ๆ โดยกะว่าจะลอบนำของมีค่าเหล่านี้ออกไปขายนอกวัง ซ้ำยังมี ‘ยาเสน่ห์พันผูก’ ที่เหล่าพระสนมในวังหลังมอบให้เขานำไปลอบวางยาฝ่าบาท ซึ่งยังคงซุกซ่อนอยู่ในขวดกระเบื้องใต้เตียงนอนอีกด้วย
ริมฝีปากของหลี่เอ้อร์สั่นระริก ลำคอแห้งผาก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย หากของเหล่านั้นถูกค้นเจอเข้าจริง ๆ ต่อให้เขามีสักสิบหัวก็คงไม่พอให้ตัด เผลอ ๆ อาจจะลากคนในครอบครัวมารับเคราะห์ไปด้วย
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้นเอง ความเจ็บปวดลึกสุดขั้วหัวใจก็พลันแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย
“อ๊าก!” หลี่เอ้อร์ร้องด้วยความเจ็บปวดพลางขบกรามแน่น
เสียงไม้กระทบเนื้อดัง ผัวะ ลงบนสะโพกของหลี่เอ้อร์ครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงไม่นานเนื้อหนังก็ปริแตก เลือดสด ๆ ไหลอาบทะลัก
“ฮองเฮา ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะพูดแล้ว บ่าวจะยอมพูดทุกอย่างแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เอ้อร์กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
ฮองเฮาปรายตามองหลี่เอ้อร์อย่างเย็นชา สุนัขรับใช้บังอาจมาใส่ร้ายลูกชายของข้า ข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้เชียวหรือ?
“พูดมา!”
“บ่าวจะพูดทุกอย่างเลยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เอ้อร์เจ็บจนต้องสูดปากหน้าเบี้ยว
เจาหยวนฮองเฮายกมือขึ้น ผู้ที่ลงไม้โบยจึงหยุดมือลงทันที
“บ่าวน้อย ๆ ผู้นี้ก็เพียงแต่ทำตามคำสั่งของเจ้านาย บ่าวเป็นเพียงผู้น้อยไร้ปากเสียง จำต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายพ่ะย่ะค่ะ ต้องยอมเป็นวัวเป็นม้าให้หลอกใช้ ไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ ”
เจาหยวนฮองเฮาตรัสขัดขึ้นอย่างรำคาญพระทัย “พูดประเด็นสำคัญมา!”
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นโค่วตาน นางกำนัลจากตำหนักเฝ่ยชุ่ยพ่ะย่ะค่ะ นางให้บ่าวไปส่งข่าวแก่องค์ชายใหญ่ ให้บอกว่าสุนัขน้อยสีขาวอยู่ที่ห้องพระพ่ะย่ะค่ะ”
“โค่วตานงั้นหรือ?”
“บ่าวเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าหลังจากนั้นห้องพระจะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นพ่ะย่ะค่ะ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับบ่าวเลยนะพ่ะย่ะค่ะ! บ่าวเพียงแค่เป็นคนส่งสารเท่านั้น ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” หลี่เอ้อร์รีบอธิบาย พลางโขกศีรษะขอร้องอ้อนวอนอย่างลุกลน
“ตำหนักเฝ่ยชุ่ย มารดามันเถอะ! เฉินเฟย นางหญิงแพศยา ข้าจะไปถลกหนังนางเดี๋ยวนี้!” เจาหยวนฮองเฮาถลกแขนเสื้อขึ้น ถ่มน้ำลายลงพื้น แล้วผุดลุกขึ้นคว้าถ้วยชาใกล้มือปาลงพื้นจนแตกกระจาย
หลี่เอ้อร์ถึงกับใจคอไม่ดี หากพระสนมเฉินเฟยรู้ว่าเป็นเขาที่ปากโป้ง ต่อให้รักษาชีวิตน้อย ๆ นี้ไว้ได้ เขาก็ต้องรับผลกรรมอย่างแสนสาหัสแน่
“ฮองเฮา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระสนมเฉินเฟยนะพ่ะย่ะค่ะ เป็นโค่วตาน นางกำนัลตำหนักเฝ่ยชุ่ยผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ! เรื่องที่ให้ไปส่งข่าว โค่วตานก็เป็นคนบอกบ่าวเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าช่างรู้จักปกป้องเจ้านายเสียจริงนะ หวังกงกง! จับบ่าวสารเลวนี่ไปขังไว้ แล้วควบคุมดูแลให้ดี!” เจาหยวนฮองเฮาแค่นเสียงเย็นชา
“พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาโปรดวางพระทัย บ่าวจะจัดการไอ้บ่าวสารเลวคนนี้อย่างดี” หวังกงกงค้อมเอวประจบประแจง
ทว่ายังไม่ทันจะกล่าวจบ เมื่อหวังกงกงเงยหน้าขึ้นมาอีกที ฮองเฮาก็เสด็จออกจากห้องไปเสียแล้ว
เมื่อออกจากโรงชำระล้าง ฮองเฮาก็สบถด่าไม่ขาดปาก นางคว้าถังอุจจาระที่วางอยู่มุมหนึ่งติดมือมาด้วย ก่อนจะนำขบวนนางกำนัลและขันที ก้าวอาด ๆ เดินอย่างองอาจห้าวหาญตรงดิ่งไปยังตำหนักเฝ่ยชุ่ยทันที
“ฮองเฮาเพคะ เรื่องราวยังตรวจสอบไม่แน่ชัด มิสู้รอไปก่อนดีหรือไม่เพคะ” ชุ่ยหลิงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเตือนฮองเฮาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา อย่างไรเสียเฉินเฟยผู้นี้ก็เป็นถึงพระสนมที่มีฐานะสูงส่งในวังหลัง อีกทั้งตระกูลเดิมก็มีอำนาจบารมีมาก คนเช่นนี้ไม่สมควรล่วงเกินเป็นอย่างยิ่ง
“ยังจะสืบอะไรอีก! นางแพศยานั่นคิดจะใส่ร้ายลูกชายของข้า เพื่อปูทางให้ลูกชายของนางได้เป็นองค์รัชทายาทอย่างไรเล่า ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังรู้เลย ว่าในสมองกลวง ๆ ที่มีแต่เรื่องโสมมของสตรีนางนั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่!” ฮองเฮาปรายสายตามองชุ่ยหลิงแวบหนึ่ง นางทรงเข้าใจดีว่านางกำนัลคนสนิทกำลังกังวลสิ่งใด แต่ตอนนี้นางกำลังโกรธจัดจนเกินกว่าจะสนใจเรื่องพวกนั้น
“ฮองเฮา มิสู้พวกเรากลับไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ก่อนดีหรือไม่เพคะ?” ชุ่ยหลิงพยายามเกลี้ยกล่อม เมื่อมองดูชุดที่เรียบง่ายซอมซ่อบนพระวรกายของฮองเฮา นางก็รู้สึกว่าดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นัก
ยิ่งเมื่อฮองเฮาทรงหิ้วถังอุจจาระมาด้วยเช่นนี้ ก็ยิ่งดึงดูดสายตาผู้คนเป็นอย่างมาก บรรดาเหล่านางกำนัลและขันทีต่างพากันก้มหน้าซุบซิบนินทากันไปต่าง ๆ นานา
“จะเปลี่ยนทำไมกัน?”
ขณะที่กำลังรับสั่ง ขบวนของฮองเฮาก็เดินทางมาถึงหน้าประตูตำหนักเฝ่ยชุ่ยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่เข้าไปในตำหนักเฝ่ยชุ่ย เจาหยวนฮองเฮาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ผลักประตูเข้าไป แล้วทุ่มถังอุจจาระลงบนพื้นอย่างแรง สายตากวาดหาตัวเฉินเฟย
เมื่อเห็นเป้าหมาย ฮองเฮาก็พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของเฉินเฟย แล้วตบฉาดเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“นางแพศยา! บังอาจนักนะที่กล้ามาใส่ร้ายลูกชายของข้า! มารดามันเถอะ! นางจิ้งจอกหน้าด้านไร้ยางอาย พูดมา! ไฟที่ห้องพระนั่น เจ้าเป็นคนจุดใช่หรือไม่!”
หลังจากโดนตบไปหนึ่งฉาด เฉินเฟยก็รู้สึกแสบร้อนที่ใบหน้าขึ้นมาทันที
“หม่อมฉันไม่ทราบว่าฮองเฮากำลังตรัสเรื่องอันใดเพคะ” เฉินเฟยตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าจวนเจียนจะหยดรอมร่อ
“ฮองเฮาโปรดระวังคำพูดด้วยเพคะ! ฮองเฮา เหตุใดถึงต้องทรงลงไม้ลงมือกับพระสนมของหม่อมฉันด้วยเพคะ?” โค่วตานรีบเอาตัวเข้ามาขวางหน้าเฉินเฟยไว้ นางคุกเข่าลงบนพื้นแล้วตะโกนถาม เสียงของนางสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
“มารดามันเถอะ! สมควรตายนัก บังอาจมาใส่ร้ายลูกชายของข้า! เจ้าเองก็สมควรตายเหมือนกัน ดีล่ะ! ในเมื่อเจ้าไม่หลบ เช่นนั้นข้าก็จะตบเจ้าไปพร้อมกันนี่แหละ!”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังกังวานใส โค่วตานโดนตบเข้าที่ใบหน้าไปอีกคน
...
อวิ๋นตั๋วตั๋วนอนอยู่ในเปลน้อย มือเล็กป้อมลูบคลำหมวกลายเสือสีแดง พลางเงี่ยหูฟังเหล่านางกำนัลจับกลุ่มซุบซิบถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตำหนักเฝ่ยชุ่ยเมื่อช่วงกลางวัน
เมื่อได้ยินว่าฮองเฮาทรงหิ้วถังอุจจาระไปบุกตำหนัก ทั้งยังตบหน้าพระสนมเฉินเฟยไปหนึ่งฉาด อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ฉีกยิ้มกว้าง
ว้าว ฮองเฮาช่างเป็นยอดนักรบเสียจริง ๆ !
ตอนนี้นางจับเคล็ดวิชาได้แล้ว ในเมื่อยังพูดไม่ได้ ย่อมไม่อาจเปิดปากด่าทอผู้ใดได้ แต่แขนขาของนางยังขยับได้นี่นา ในเมื่อลงไม้ลงมือได้ ก็อย่าเสียเวลาเปลืองน้ำลายเถียงกันเลย!
เด็กผู้หญิงหากด่าทอผู้อื่นจะดูไม่น่ารักและไม่งาม คราวหน้าหากนางเจอคนชั่วอีก นางก็ควรจะตบสั่งสอนไปตรง ๆ เลย จะได้สอนให้รู้ซึ้งว่าการเป็นคนดีนั้นควรทำตัวอย่างไร!
ขณะที่กำลังคิดเพลิน ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตู อวิ๋นตั๋วตั๋วหันศีรษะไปมอง ก็เห็นว่าเป็นอวิ๋นเป่ยเยี่ยที่เดินเข้ามา
อวิ๋นตั๋วตั๋วอยากรู้ใจแทบขาดว่าท่านป้าอาเซียงเป็นอย่างไรบ้าง แต่นางพูดไม่ได้ จึงไม่อาจเอ่ยถามออกไป
อวิ๋นเป่ยเยี่ยแกว่งเปลน้อยไปมา ดูเหมือนจะมองความคิดของลูกสาวตัวน้อยออก
“ก่อนหน้านี้ นางกำนัลที่คอยดูแลองค์หญิงน้อยเล่าไปไหนแล้ว? คนที่เสด็จแม่ย้ายมาจากตำหนักมู่จิ่นน่ะ”
“ทูลฝ่าบาท นางกำนัลผู้นั้นถูกไฟคลอกบาดเจ็บสาหัสมากพ่ะย่ะค่ะ ใบหน้าก็เสียโฉม ไม่รู้ว่าจะยังมีชีวิตรอดต่อไปได้หรือไม่”
นั่นคือท่านป้าอาเซียงหรือ? ท่านป้าอาเซียงถูกไฟคลอกงั้นหรือ?
“สั่งให้พวกตาเฒ่าในสำนักหมอหลวงทุ่มเทกำลังรักษาอย่างสุดความสามารถ หากช่วยชีวิตนางไว้ได้ ให้นำตัวมาพบข้า”
เขาได้ยินมาว่า นางกำนัลผู้นี้เป็นคนพาลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาไปที่ห้องพระโดยพลการ และนางกำนัลคนนี้ก็คือคนที่เสด็จแม่ย้ายจากตำหนักมู่จิ่นมาเพื่อดูแลลูกสาวของเขา
นางกำนัลผู้นี้คือสาวใช้สินเดิมที่ติดตามมารดาของตั๋วตั๋วมา หากนางสามารถรอดชีวิตมาได้ นางก็จะเป็นสายใยเพียงเส้นเดียวที่เชื่อมโยงระหว่างเด็กคนนี้กับพระมารดาของนาง
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
หนึ่งชั่วยามให้หลัง อาเซียงก็ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า
หลังจากอวิ๋นเป่ยเยี่ยป้อนยาให้อวิ๋นตั๋วตั๋วเสร็จ เขาก็ปรายตามองอาเซียงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
อาเซียงคุกเข่าหมอบลงกับพื้น แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เป็นเพราะนางไม่ดีเอง องค์หญิงน้อยถึงต้องมาตกระกำลำบากปานนี้ อายุเพียงแค่นี้กลับต้องมาดื่มยาขม ๆ มากมาย
“เจ้ารู้ความผิดของตนเองหรือไม่?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา