นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 61 ค่ำคืนแห่งการล่า

             

            ตอนที่ 61 ค่ำคืนแห่งการล่า

             

             

            ในศูนย์รักษาของหมู่บ้าน ร่างของศิลาสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียง รอบ ๆ รายล้อมไปด้วยร่างของเหล่าผู้ที่สวมชุดขาวมากมายที่วุ่นวายกันในห้อง

             

            ผู้รักษาชุดขาวผู้หนึ่งสวมถุงมือหนาสีขาว เมื่อเขาสัมผัสลงที่หน้าผากของศิลา ร่างของศิลาก็เรืองแสงจาง ๆ แผลน้อยใหญ่มากมายค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ด้วยตาเปล่า กลับเป็นสีหน้าของผู้รักษาผู้นั้นที่ซีดลง ราวกับเขารับความอ่อนล้าของศิลามาไว้ในร่าง ชายผู้นี้คือผู้รักษาประจำหมู่บ้านเปลวเหมันต์ที่ได้พูดคุยกับองค์หญิงไพลิน

             

            “ครั้งนี้ถือว่าโชคดีจริง ๆ ค่ะที่คุณศิลาอยู่แถวนั้นพอดิบพอดี” องค์หญิงไพลินถอนหายใจด้วยความเหนื่อยยาก หลังจากการโจมตีเมื่อคืน เธอก็ต้องเดินทางไปพบเหล่าเด็กกำพร้ามากมายเพื่อปลอบขวัญพวกเขา

             

            “โชคดีจริง ๆ นั่นล่ะค่ะ นภากับกีออนที่สำรวจรอบนอกกำแพงกำลังวนมาถึงอีกฝั่งพอดี พวกเขาถึงรีบข้ามกำแพงมาได้ทันเวลา” หัวหน้าเมย์พูดขึ้น

             

            “เป็นความผิดผมเองครับ ถ้าผมตรวจจับมันได้ไวกว่านี้ล่ะก็..” นิทานก้มหน้าลง หากเขาพบตัวของมันเร็วกว่านี้ ศิลาก็ไม่จำเป็นต้องบาดเจ็บถึงเพียงนี้

             

            “ไม่หรอก ในเมื่อมันโผล่ออกมาโต้ง ๆ ได้แบบนั้นทั้ง ๆ ที่มีคนเฝ้าอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ หมายความว่าพลังด้านการลวงตาของมันสูงมากทีเดียว ขนาดเมื่อคืนยังแทบไม่มีใครเห็นรูปร่างมันชัดเลย เห็นแต่หมอกสีดำ” องค์หญิงไพลินกล่าวปลอบ

             

            “ถ้าจะโทษก็ต้องเป็นความผิดพวกเรามากกว่า พวกเราลาดตระเวนอยู่อีกฝั่งของกำแพงเองแท้ ๆ แต่สัมผัสมันไม่ได้เลยสักนิด” กีออนพูดขึ้น

             

            "เลิกโทษกันไปกันมาก่อนค่ะ ปัญหาหลักตอนนี้คือการที่มันมาปรากฏตัวในเขตหมู่บ้านได้ง่าย ๆ โดยที่แม้แต่นิทานยังสัมผัสไม่ได้" องค์หญิงไพลินถอนหายใจ เธอเคยออกปฏิบัติภารกิจราชวงศ์หลายครั้งแล้ว แม้แต่ภารกิจที่ยากลำบากกว่านี้เธอก็ทำได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หากครั้งนี้อีกฝั่งเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับนักสลักเอก หากความยุ่งยากกลับสูงลิบ

             

            “ยังมีอีกเรื่องครับ คือมันสามารถหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอยทั้ง ๆ ที่พวกเราจับตำแหน่งมันใกล้ชิด” เตวันกล่าวเสริม

             

            ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด พวกเขารับรู้ถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี หากศัตรูสามารถบุกเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว แทบยังสามารถหลบหนีไปได้ง่าย ๆ ภายใต้วงล้อมของเขา สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้จะหลงเหลือเพียงการตั้งรับเท่านั้น

             

            “จัดการมันได้..มั้ยครับ..” ท่ามกลางความเงียบ ร่างของศิลาเดินโซซัดโซเซออกมาจากห้องรักษา ร่างของเขาเวลานี้สะบักสะบอม พันผ้าพันแผลไว้ทั่วตัว แม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่บาดแผลและอาการบอบช้ำภายในระดับนี้ เป็นเรื่องปกติหากเขาจะไม่ได้สติไปอีกหลายวัน

             

            องค์หญิงไพลินรีบลุกขึ้นไปประคองร่างของศิลา ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความผิดหวัง

             

            ชายผู้นี้แทบจะสละชีวิตของตนเพื่อปกป้องเด็กกำพร้าเหล่านั้นไว้ และยังเป็นคนแรกที่ไปปกป้องหมู่บ้านไว้ได้ทัน หากพวกเขากลับไม่สามารถทำอะไรมันได้แม้แต่น้อย

             

            “พวกเราจับมันไม่สำเร็จค่ะ มันหนีไปได้” องค์หญิงไพลินกล่าวตอบอย่างซื่อสัตย์ เธอจ้องมองที่ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของศิลา

             

            “นั้นสินะ…ครับ ในเมื่อมันฉลาดถึงขนาดนั้น..” ศิลากัดฟันตอบ มือของเขาสั่นเครือ หากยังคงกำหมัดแน่น

             

            องค์หญิงไพลินพาศิลานั่งที่เก้าอี้ข้างกายนิทาน ร่างของเขายังคงสั่นสะท้าน หากองค์หญิงไพลินรับรู้ได้ว่าเขาย่อมไม่มีวันกลับไปพักผ่อนหากสัตว์อสูรตัวนั้นยังลอยนวล

             

            ท่ามกลางความเงียบ องค์หญิงไพลินสายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอลุกขึ้นพลางหยิบศิลาส่งผ่านสีทองชิ้นหนึ่งที่ดูแตกต่างจากศิลาส่งผ่านทั่วไปขึ้นมา

             

            “สัตว์อสูรตัวนี้เกินมือพวกเราค่ะ เราจะขอกำลังสนับสนุนจากทางเมืองหลวงให้รีบส่งอริยะหรือนักสลักโทจำนวนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการสัตว์อสูรมาโดยเร็วที่สุด”

             

            ศิลาที่ได้ยินเช่นนั้นเงยหน้าขึ้นมา เขาเผยรอยยิ้มอันแสนบริสุทธิ์ออกมาเมื่อได้ยินว่าจะมีอริยะตามมาสมทบ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือความปลอดภัยของชาวบ้าน ในเมื่อเขาทุ่มสุดตัวแล้วยังทำอะไรไม่ได้ เขาย่อมยินดีหากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วย

             

            หัวหน้าเมย์และเตวันเป็นสองคนแรกที่ตอบสนองไวที่สุด พวกเขารีบลุกขึ้นยืน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม

             

            “ไม่ได้นะคะ! นี่เป็นภารกิจของราชวงศ์ หากองค์หญิงเรียกกองกำลังเสริมละก็!” หัวหน้าเมย์ร้อนใจ

             

            “ฝั่งองค์ชายท่านอื่นย่อมต้องนำเรื่องนี้ไปแพร่กระจายรวมถึงขยายเรื่องใหญ่เกินจริงแน่นอนครับ! ประชาชนจะเข้าใจท่านผิดเอาได้!”    เตวันรีบเสนอความเห็น ในฐานะผู้สนับสนุนองค์หญิง เขาย่อมไม่ต้องการเห็นองค์หญิงไพลินเสื่อมเสียชื่อเสียง

             

            ในสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเช่นนี้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปิดเผยจุดอ่อนออกมา ฝักฝ่ายที่เหลือย่อมต้องรุมทึ้ง ยิ่งตัวองค์หญิงไพลินเองที่มักถูกโจมตีด้วยคำว่า ไร้ความสามารถ หากเธอไม่อาจทำภารกิจนี้สำเร็จได้ จำต้องเรียกหาความช่วยเหลืออีกล่ะก็ ไม่ว่าใครก็คาดเดาได้ว่าอีกสององค์ชายจะนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นแผนการร้ายแบบใดในการโจมตีชื่อเสียงของเธอ

             

            องค์หญิงไพลินไร้สามารถ เพียงสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกตัวเดียวยังมิอาจกำจัด ต้องร้องเรียกความช่วยเหลือจากราชวงศ์ คนแบบนี้น่ะหรือจะขึ้นเป็นผู้ประคองบัลลังก์?

             

            นิทานถึงกับได้ยินเสียงขององค์ชายเตวันลอยเข้ามาในหูพร้อมกับรอยยิ้มบางแสนจอมปลอม

             

            ศิลาที่ได้ยินดังนั้นสายตาหม่นลง เขาพยายามจะเอ่ยปากหากเขากลับไม่สามารถเอ่ยอะไรได้ เขาเป็นถึงนักสลักเอก เขาย่อมรับรู้เรื่องการเมืองของอาณาจักรมาบ้าง เขาจึงรู้ดีว่าเรื่องนี้จะส่งผลเสียแค่ไหน เขาไม่อาจพูดอะไรได้แม้เข้าจะอยากเรียกร้องเพียงใด

             

            ศิลากำหมัดแน่น ชีวิตของชาวบ้านทั้งหลายตกอยู่ในอันตราย แต่บุคคลตรงหน้าก็เป็นถึงผู้สืบสายเลือดแห่งไฟ

             

            “เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าคะ สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญที่สุดตอนนี้คือความปลอดภัยของชาวบ้าน ไม่ใช่ตัวเรา” นัยน์ตาสีชมพูขององค์หญิงไพลินเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว ใบหน้าที่มักเต็มไปด้วยความอบอุ่นของเธอเวลานี้กลับปรากฏห้วงอารมณ์โกรธอันเห็นได้ยาก

             

            “ถึงตัวเราจะชื่อเสียงป่นปี้หมด ประชาชนมากมายเข้าใจตัวเราผิดแล้วมันสำคัญตรงไหน เรายังมีเวลาอีกมากนักที่จะฟื้นฟูมันกลับมาได้ก่อนการเลือกตั้ง หากชีวิตของพวกเขาไม่อาจฟื้นฟูได้” องค์หญิงไพลินกล่าวเสียงแข็ง

             

            นิทานไม่เคยเห็นไพลินโกรธเช่นนี้มาก่อน แม้เขาจะรู้สึกได้ว่าร่างเล็ก ๆ ของเธอกดทับอารมณ์มากมายไว้ภายในนั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเธอปลดปล่อยมันออกมาเช่นนี้

             

            “องค์หญิงครับ…” ศิลาพูดด้วยเสียงแหบแห้ง น้ำตาแห่งความปิตินองเต็มใบหน้า เขาพยายามคุกเข่าลงหากสังขารกลับไม่อำนวย ร่างกายสั่นสะท้านอยู่บนเก้าอี้ทั้งอย่างนั้น

             

            “กระหม่อมผิดไปแล้วครับ/ค่ะ” หัวหน้าเมย์และเตวันตัวสั่นสะท้าน ทิ้งตัวลงคุกเข่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายจนขึ้นสี พวกเขาหลงลืมไปจริง ๆ ว่าชีวิตคนต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่ออยู่ภายในการแข่งหมากระหว่างราชวงศ์ สิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์กลับค่อย ๆ บดบังแววตาของพวกเขา

             

            “สัตว์อสูรตัวนี้พวกเราไม่อาจจัดการได้ด้วยตัวเอง และยิ่งทิ้งระยะเวลานานเท่าไหร่ มันก็มีโอกาสบุกจู่โจมมากขึ้นเท่านั้นค่ะ เราจะไม่ยอมเสี่ยงใด ๆ อีกต่อไป” องค์หญิงไพลินถอนหายใจ เธอเข้าใจดีว่าพวกเขาเพียงเป็นห่วงเธอและเห็นเธอเป็นสำคัญเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาร้ายใด ๆ

             

            ศิลาส่งผ่านสีทองในมือของเธอเรืองแสงขึ้นเบาบาง หากกลับมีมือคู่หนึ่งกดมันลง เป็นมือของนิทาน องค์หญิงไพลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอจ้องมองใบหน้าของนิทาน ในแววตาแม้จะสงบลงบ้างแล้วแต่นิทานยังสังเกตเห็นเปลวไฟในนั้นอยู่ หากเขาไม่มีเหตุผลที่ดีพอ รับรองได้เลยว่าเปลวไฟนั้นจะแผดเผาเชาเช่นเดียวกันกับหัวหน้าเมยืและเตวัน

             

            “ไม่จำเป็นหรอกครับ เราจะบุกไปจัดการมันคืนนี้เลย มันจะไม่มีโอกาสลอบทำร้ายใครอีกแล้ว” นิทานพูดขึ้นเสียงเรียบ

             

            “นายหมายความว่าไงนิทาน นายบอกนายตรวจจับมันไม่ได้เลยทั้งตอนมาและตอนไปไม่ใช่รึไง” นภาขมวดคิ้ว ในที่นี้ เขาเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอึดอัดที่สุด เขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงโดนสัตว์อสูรตัวนั้นปั่นหัวเล่นเท่านั้น

             

            “นิทาน เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตคนนะ” องค์หญิงไพลินมองนิทานด้วยสายตาเรียบนิ่ง เธอจะไม่ยินยอมอ่อนข้อใด ๆ หากนิทานไม่มีวิธีที่เธอเห็นสมควร

             

            “ใช่ครับ พลังของผมตรวจจับมันไม่ได้เลย แถมเราก็ไม่เห็นตัวมันด้วยซ้ำภายใต้หมอกดำนั่น” นิทานเอ่ยเสียงเรียบ

             

            “ถ้างั้นแล้วนาย” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว เธอเริ่มหงุดหงิดแล้ว ทุกวินาทีที่ผ่านพ้นไปอาจหมายถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์

             

            “แต่จมูกไม่ได้โดนผลกระทบของพลังมันครับ กลิ่นยังตกค้างอยู่” นิทานพูดต่อ เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

             

            “ตอนผมเขวี้ยงหอกเล่มนั้นออกไปจนถึงตอนที่หอกกระทบกับพื้น ผมได้กลิ่นไหม้ชัดเจนครับ”

             

            “จริงด้วย! ตอนนั้นกลิ่นไหม้ชัดเจนมากเลย” นภาพลันทุบมือเปาะ

             

            องค์หญิงไพลินพลันเข้าใจสิ่งที่เขาจะสื่อ แต่ชั่วครู่เดียวก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง

             

            “แล้วพวกเราจะแยกกลิ่นมันได้ยังไง ต้องจมูกที่ไวอย่างกับสุนัขเท่านั้นล่ะถึงจะสา..” เธอพูดไม่ทันจบเธอก็พลันนึกขึ้นได้ เธอเขกหัวตัวเองเบาๆ โทษฐานที่ลืมอะไรง่ายๆ เช่นนี้ไป

             

            “คีตา!” ทุกคนประสานเสียงตอบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่สุนัขตัวใหญ่สีดำข้างกายนิทานที่เอียงคอมองอย่างสงสัยว่าเหตุใดทุกคนจึงมองมาที่มัน

             

            “แต่.. แต่จะตามรอยมันได้เหรอครับ การตามรอยกลิ่นเข้าไปในป่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ” ศิลาพูดขึ้น

             

            “คีตาเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่ผมฝึกมันมาตั้งแต่ยังเด็กครับ ความสามารถในการแยกกลิ่นและตามรอยนั้นเหนือกว่านักสลักทั่วไปมากครับ มีโอกาสสูงมากทีเดียวที่จะตามรอยมันได้” นิทานตอบ

             

            “ตอนเราเจอเกล็ดก่อนหน้านี้นายบอกมันไม่มีกลิ่นอะไรเลยไม่ใช่เหรอ” คาซาถามขึ้น

             

            “เกล็ดที่ทิ้งไว้กับการได้เจอหน้ากันมันต่างกันมากครับ พอได้เจอตรง ๆ แบบนั้นก็จำกลิ่นได้ไม่ยากแล้วล่ะครับ”

             

            “แต่.. ก็ยังมีโอกาสที่จะตามมันไม่พบใช่มั้ยครับ หากคืนนี้แผนการเราผิดพลาดแล้วมัน..” ศิลาพูดเสียงสั่น

             

            “ผมสัญญาว่าผมพบมันแน่ครับ” นิทานพูดด้วยความมั่นใจ

             

            “แล้วถ้ามันหนีไปได้อีกล่ะครับ เหมือนคืนก่อนหน้า..” ศิลายังคงไม่มั่นใจ แต่เหมือนเขาจะรู้ตัวว่าตนแสดงความกังขาในบุคคลขององค์หญิง เขาจึงรีบเงียบลงไป

             

            นิทานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาจับจ้องไปที่ศิลาสั้น ๆ ก่อนหันไปมององค์หญิงไพลิน ไม่นานจึงถอนสายตากลับ

             

            นิทานเดินไปกุมมือของศิลาไว้ทั้งสองข้าง นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจ้องเข้าไปในดวงหน้าของศิลา

             

            “ผมไม่มีข้ออ้างใด ๆ ครับ แต่ครั้งนี้พวกเราจะพร้อมมากขึ้น ทุกคนจะบุกเข้าโจมตีพร้อมกันครับ” นิทานพูดอย่างมั่นใจ

             

            "หากค่ำคืนนี้เราล้มเหลว เราจะเรียกกำลังเสริมมาทันทีครับ" นิทานให้คำมั่น

             

            ศิลาพยักหน้าแผ่วเบา

             

            “เพราะงั้นทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมไว้ครับ ผมกับคีตาจะไปแยกกลิ่นที่เกิดเหตุเมื่อคืนให้มากขึ้นอีกพร้อมทั้งหาร่องรอยเพิ่ม”

             

            ทุกคนพยักหน้ารับ

             

            “หน่วยสาม พวกนายทุกคนใช้วัตถุเสริมอาคมที่เบิกมาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอคำอนุมัติ เป้าหมายของเราคือสังหารสัตว์อสูรตัวนั้นให้ได้” หัวหน้าเมย์สายตาคมกล้า

             

            “เราจะไปเตรียมทหารรักษาการณ์และทหารยามให้พร้อมค่ะ การทิ้งหมู่บ้านไว้โดยที่ไม่มีนักสลักอยู่ด้วยนั่นค่อนข้างอันตราย เราจะเสริมด้วยทหารรักษาการณ์ที่เรานำมาให้ช่วยปกป้องหมู่บ้าน อีกอย่าง เดินทางกันน้อย ๆ คล่องตัวกว่าค่ะ” องค์หญิงไพลินจัดแจงทุกอย่างพร้อมสรรพ

             

            นิทานพยักหน้ารับ เขากับคีตาเดินออกจากห้องไป มุ่งหน้าไปยังที่เกิดเหตุเมื่อคืน สายตาคมกล้าของเขาหรี่ลงเล็กน้อยขณะหันกลับไปมองห้องประชุมเมื่อครู่

             

            “คีตา เราจะเข้าป่ากันอีกแล้วนะ” ใบหน้าของเขากลายเป็นอ่อนโยนขณะที่ก้มลงลูบหัวคีตา

             

            “โฮ่ง!"

            เข้าป่า เข้าป่า!

             

            คีตาไม่ได้เข้าป่านานมากแล้ว มันย่อมคิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ

             

            “คืนนี้เราจะออกล่ากัน”


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน