แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าสู่ความมืดมิด ผมก็ได้เรียกใช้ทักษะหนึ่งออกมาผลของทักษะดังกล่าวได้ทำให้เกิดเป็นวงเวทสีขาวขึ้นรอบตัวผมและป้าโซฟี พร้อมกับผ้าพันแผลของมัมมี่แกะทั้ง 4 ตัวที่สยายออกและพุ่งเข้ามาพันห่อร่างกายของป้าโซฟีเอาไว้หลายชั้นจนเธอดูเหมือนมัมมี่ในที่สุดทักษะ ’มัมมี่รีไวฟ์(Mummy Revive)’ หรือทักษะมัมมี่คืนชีพจะมีผลในการชุบชีวิตเป้าหมายขึ้นมา โดยสามารถทำการฟื้นพลังชีวิตของเป้าหมายได้ 10% ของพลังชีวิตสูงสุดต่อมัมมี่ 1 ตัวที่ผู้ใช้งานครอบครอง ทำให้ป้าโซฟีได้ฟื้นคืนตื่นขึ้นจากอาการโคม่าได้สำเร็จ แต่ผ้าพันแผลเหล่านั้นก็ยังไม่ได้หายไปแต่อย่างใดสิ่งแรกที่ป้าโซฟีตัดสินใจทำหลังจากลุกขึ้นมาคือการจิ้มๆ ไปที่อากาศอันว่างเปล่าอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะเรียกใช้ทักษะหนึ่งที่มีผลในการให้แสงสว่างออกมา โดยทักษะดังกล่าวนั้นเป็นทักษะที่ผมเคยใช้งานมันมาก่อน และชื่อของทักษะที่ว่านี้ก็คือทักษะ ‘ไชนิ่งสตาร์’นั่นถือเป็นการกระทำที่จะชี้เป็นชี้ตายของคนในปาร์ตี้เลยทีเดียว ซึ่งผมก็ไม่คิดเลยว่าป้าโซฟีจะสามารถพัฒนาทักษะการเล่นเกมของตัวเองขึ้นไปอีกระดับได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้เมื่อดาวฤกษ์จิ๋วปรากฏขึ้น เธอก็รีบใช้ทักษะอ่านไพ่ทาโรต์ออกมาทันทีโดยคราวนี้เธอจับได้เป็นไพ่ ‘เดอะชาริออต(The Chariot)’ หรือไพ่อัศวินบนรถม้านั่นเองซึ่งรายละเอียดต่างๆ ก็ได้ปรากฏอยู่บนหน้าต่างของระบบที่เด้งขึ้นมา ทั้งในส่วนของรูปและรายละเอียดการทำนายของไพ่ที่มีผลทำให้ทักษะของสมาชิกในปาร์ตี้ทั้งที่อยู่ในช่วงคูลดาวน์ 1-300 วินาทีถูกรีเซตคูลดาวน์ให้เป็น 0 ทันที นอกจากนี้แล้วมันยังมีผลในการรีเซตทักษะทาโรต์ซัมมอนนิ่งโดยไม่สนใจระยะเวลาคูลดาวน์อีกด้วยผมต้องยอมรับเลยว่าเธอคนนี้มากับดวงอย่างจริงแท้ ทุกอย่างที่เธอทำ ทุกสกิลที่เธอใช้ออกมาก็ดูเหมือนจะเข้าข้างเธอทุกครั้งไปพี่มาร์คัสที่กำลังรอคูลดาวน์ของทักษะเดดลี่สไตรค์อยู่จึงได้โอกาสใช้คอมโบมัจจุราชใส่โคโมโดตัวก่อนหน้านี้ทันทีทักษะจำนวนมากพลันถูกเอ่ยขึ้น เริ่มตั้งแต่ทักษะสตอล์กกิ้งที่เผยจุดอ่อนและเพิ่มค่าความเสียหายที่เป้าหมายโดนในฮิตแรกเป็นสองเท่า ตามด้วยทักษะห่างกันสองเมตรและทักษะข้างหลังคุณเพื่อการเข้าประชิดตัว แล้วปิดท้ายด้วยทักษะโจมตีถึงตายเข้าไปที่กลางหัวของโคโมโดดราก้อนผลจากคอมโบสั่งตายของพี่มาร์คัสได้ทำให้ร่างเป้าหมายดิ้นพล่านอยู่เฮือกหนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไป พร้อมกับแสงสปอตไลท์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการเลเวลอัพที่ปรากฏขึ้นแก่พี่มาร์คัสและป้าโซฟีผลของการเลื่อนระดับได้ฟื้นฟูพลังชีวิตและล้างดีบัฟให้กับทั้งสอง โดยพี่มาร์คัสเองก็น่าจะได้ค่าพลังชีวิต พลังเวทและพลังงานกลับคืนมาจนเต็มผ้าที่พันร่างของป้าโซฟีค่อยๆ หลุดลุ่ยออกและสลายหายไป เปลี่ยนจากมัมมี่โซฟีให้กลับกลายเป็นมนุษย์โซฟีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าหากป้าโซฟียังเป็นมัมมี่อยู่เธอจะไม่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตตามวิธีปกติได้“ทำดีมากเลยครับป้า! โหดไปเลยครับพี่!”“อืม”“แน่นอนจ้า”ไม่น่าเชื่อเลยว่านอกจากพวกเราจะพลิกสถานการณ์กจากร้ายให้กลายเป็นดีได้แล้ว เรายังสามารถเก็บโคโมโดดราก้อนเพิ่มไปได้อีกหนึ่งตัว‘ผมเลือกคนมาร่วมตี้ไม่ผิดเลยจริงๆ’ตอนนี้ก็มีมอนสเตอร์เหลืออยู่ในโถงใหญ่เพียงแค่สองชุดเท่านั้น โดยทั้งหมดเป็นมอนสเตอร์ที่ทางด้านป้าโซฟีกับลิตเติ้ลนันได้ถ่วงเวลาเอาไว้ ซึ่งประกอบไปด้วยมังกรโคโมโด 2 ตัว ทหารวารานัส 4 ตัวและอีกัวน่าคอแดง 2 ตัว ซึ่งรวมกันแล้วมี 8 ตัวส่วนทางเราเองก็เสียชุดคอมโบของพี่มาร์คัสและซัมมอนลิตเติ้ลนันไปเช่นกันแม้ป้าโซฟีจะสูญเสียซัมมอนลิตเติ้ลนันไป แต่ในตอนนี้สกิลดังกล่าวก็พร้อมใช้งานขึ้นอีกครั้งแล้ว เธอจึงทำการเรียกซัมมอนออกมาเช่นเคย โดยคราวนี้เธอกล่าวขึ้นว่า“ดิเอมเพอเรอร์(The Emperor) เดอะสเตร็งท์(Strength) เดอะจัสติสท์(The Justice)... ซัมมอน!”พลันปรากฏเป็นสิงโตที่ขนาดตัวเป็นครึ่งหนึ่งของโคโมโดดราก้อนในชุดหุ้มเกราะสีเงิน ซึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับเสียงคำรามอันดังก้องที่มีผลในการเพิ่มความเร็วให้กับคนในปาร์ตี้อย่างเห็นได้ชัดผมจึงใช้โอกาสนี้เรียกใช้ทักษะ ‘มัมมี่รีเทิร์น(Mummy Return)’ ออกมาบ้าง โดยความสามารถของทักษะนี้จะเป็นการเรียกมัมมี่ทั้งหมดก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง สิริรวม 8 ตัวแล้วต่อด้วยทักษะมัมมิฟายที่เปลี่ยนเหล่ามัมมี่ให้กลายเป็นผ้าพันแผลเพื่อใช้พันธนาการเหล่ากิ้งก่าฝั่งศัตรูที่มีอยู่ด้วยกัน 8 ตัวเอาไว้อย่างพอดิบพอดี“รุมหัวโจกมันก่อนเลยครับ เอาให้ตายเลยนะ” ผมพูดบอกทุกคน แล้วใช้ไม้กายสิทธิ์ยิงก้อนพลังใส่เป้าหมายทันทีเมื่อทั้งสองได้ยินดังนั้นจึงประเคนการโจมตีเข้าไปไม่ยั้ง พร้อมกับสิงโตเกราะเลเวล 10 ที่มีชื่อว่า ‘เอมเพอเรอร์ออฟจังเกิ้ล’ ก็พุ่งเข้าตะปบและกัดกระชากเป้าหมายด้วยเช่นกันไม่นานนักพวกเราก็สามารถปลิดชีพโคโมโดตัวนั้นไปได้ก่อนที่ทักษะมัมมิฟายจะหมดลง ทำให้ผมได้สมาชิกโคโมโดมัมมี่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว“ป้ากับพี่มาร์คัสไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง”“ไหวเหรอ?”“วิคว่าไงป้าก็ว่างั้น”“ไหวดิครับ อัพสเตตัสอัพสกิลรอเลย เผื่อว่าจบนี่แล้วมันยังมีมอนสเตอร์ออกมาอีกจะได้มีสกิลใช้”“อ้าว… แล้วงี้วิคไม่กลัวสกิลหมดเหรอจ๊ะ?”“จบนี่ เดี๋ยวผมก็สุ่มหนังสือสกิลใหม่แล้วครับ”“อ๋อจ้ะ ป้าลืมไป”เมื่อบทสนทนาจบลง ผมก็ใช้ทักษะเรียกมัมมี่ออกมาอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ผมสามารถเรียกออกมาเพิ่มได้อีก 9 ตัว บวกกับของเก่าอีก 8 ตัว รวมเป็น 17 ตัวเลยทีเดียว ซึ่งนี่ยังไม่ใช่จำนวนมัมมี่สูงสุดที่ผมสามารถควบคุมได้ และถ้าจะเอาให้สุดก็ยังขาดอยู่อีก 3 ตัวแต่แค่นี้ผมก็ว่ามันเพียงพอแล้วสำหรับการต่อสู่ในครั้งนี้พร้อมปิดท้ายการต่อสู้ด้วยทักษะ 'มัมมี่แมดเนส(Mummy Madness)' ที่ทำให้ซอมบี้ทุกตัวเข้าสู่ภาวะบ้าคลั่งโดยจะเสริมความเร็วและความรุนแรงในการโจมตีขึ้น แต่จะไปลดพลังป้องกันของพวกมันลงแทนแล้วซอมบี้ทั้งหมดก็ได้พุ่งเข้าไปหาเป้าหมายเพื่อทำการปล่อยการโจมตีที่รุนแรงที่สุดออกมา ทำให้ฝูงกิ้งก่าที่เหลือรอดอยู่ก่อนหน้านี้ล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็วซึ่งหลังจากพวกมันปล่อยการโจมตีออกไปแล้ว ร่างของพวกมัมมี่ก็จะแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปเนื่องจากผลของทักษะความบ้าคลั่งของมัมมี่ที่ผมเพิ่งใช้ไปก่อนหน้านี้การต่อสู้ได้ดำเนินมาถึงจุดจบ ซัมมอนและศพของมอนสเตอร์ก็ได้สลายหายเป็นแสงไปหมดแล้วเช่นกัน พร้อมกับเสียงประกาศการได้รับไอเท็มซึ่งเมื่อสอบถามสมาชิกในปาร์ตี้ดูแล้วก็พบว่าไอเท็มที่เราได้มานั้นเป็นเพียงไอเท็มวัตถุดิบที่อยู่ในหมวดอื่นๆ ของระบบช่องสัมภาระเท่านั้น ผมจึงไม่ได้อะไรกับมันมากแล้วพี่มาร์คัสและป้าโซฟีก็ได้เลเวลอัพขึ้นไปอีกคนละหนึ่งเวล ทำให้ตอนนี้ทั้งคู่มีระดับเลเวลเพิ่มขึ้นเป็นเลเวล 12ส่วนทางด้านผมเองก็ได้เพิ่มมาอีกหนึ่งเลเวลเช่นกัน ตอนนี้ผมจึงมีระดับเลเวลอยู่ที่ 21 แล้ว(ซะที)ทั้งคู่ขอใช้เวลานี้ในการศึกษาทักษะที่จะอัพอยู่พักหนึ่ง ในขณะที่ผมก็เปิดแผนผังทักษะขึ้นมาตรวจสอบดูเหมือนกันว่าผมได้ทักษะใหม่ๆ มาบ้างหรือเปล่าเมื่อส่องดูก็พบว่าผมได้รับทักษะใหม่เพิ่มมา 2 ทักษะด้วยกันโดยทักษะแรกนั้นเป็นทักษะของคลาสบรรณารักษ์ โดยมันเป็นทักษะที่ถือว่าโกงมากทักษะหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่มันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขในการได้รับที่ค่อนข้างโหดอยู่เหมือนกันซึ่งราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็คือการสุ่มสังเวย 10 ทักษะที่ไม่ได้เป็นของคลาสบรรณารักษ์นั่นเองแต่ผมก็ได้กดยืนยันไป เพราะผมคิดถึงผลประโยชน์ที่จะได้มาในระยะยาวทำให้ผมสูญเสียทักษะที่ได้มาจากเงื่อนไขพิเศษไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะตระกูลเด็กเลี้ยงแกะอย่างชีพอินเดอะเรนกับสเตรแลมบ์ที่เป็นขั้นลิมิตเบรค และทักษะอื่นอีกสองทักษะอย่างทักษะแอร์วอลและทักษะเซฟตี้แคสต์และด้วยความที่ว่าผมก็มีสกิลอยู่ไม่ถึง 10 สกิลอยู่แล้ว เพราะงั้นผมก็เลยคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะแลกเสียสกิลเก่าไป เดี๋ยวสกิลใหม่ก็มา แค่นี้ผมพร้อมเปย์อยู่แล้ว
ทักษะ: ไลบราเรี่ยนพริวิเล็จ(Librarian Privilege)ประเภท: ติดตัวรายละเอียด: เป็นสิทธิพิเศษของบรรณารักษ์ที่จะทำให้สามารถเข้าถึงการใช้เวทมนตร์ได้โดยไม่ต้องร่าย*ผลของทักษะนี้จะทำให้ระบบแต้มสเตตัสหายไป แต่จะเพิ่มการได้รับแต้มสเตตัสแบบพิเศษเนื่องจากผลของทักษะคลาสบรรณารักษ์ขึ้นเป็น 2 เท่า
เมื่อทักษะดังกล่าวได้แสดงผลให้เห็นเป็นประจักษ์ใจผมก็ดิ่งลงไปอยู่ที่ตาตุ่มแทบจะทันทีนั่นก็เป็นเพราะว่าแต้มสเตตัสที่ผมอัพมาก่อนหน้านี้นั้นก็หายไปหมดเกลี้ยง โดยที่มีอยู่ตอนนี้ก็เป็นแค่ค่าสเตตัสพื้นฐานของผู้เล่นเลเวล 20 ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นและเมื่อลองเทียบค่าสเตตัสของผมกับของพี่มาร์คัสและของป้าโซฟีที่แชร์มาให้ดูแล้ว ก็เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งถึงแม้ผมจะเลเวลเยอะกว่าก็จริง แต่ค่าสถานะต่างๆ นั้นเทียบกันกับทั้งคู่ไม่ติดเลยและพอลองคำนวณมูลค่าความเสียหายจาก ‘เลเวลปัจจุบัน(21) x แต้มสเตตัสที่ได้ในแต่ละเลเวล(10)’ ดูแล้วก็พบว่าผมเสียหายแต้มสเตตัสไปถึง 210 แต้มเลยทีเดียวส่วนทักษะใหม่ที่ไม่รู้ว่าเป็นทักษะอะไรที่ผมเพิ่งได้มาพร้อมกับทักษะไลบราเรียนพริวิเลจนั้นก็หายเข้าสู่กลีบเมฆไปแล้วเช่นกันตอนนี้ผมจึงรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้กลับไปเป็นผู้เล่นใหม่อีกครั้งหนึ่งเรื่องนี้โทษใครอื่นไม่ได้เลยยกเว้นตัวผมเองทั้งๆ ที่ควรจะได้รับบทเรียนจากทักษะรีดเดอร์ที่ยกเลิกระบบสกิลแบบปกติไปก่อนหน้านี้ แต่ผมกลับหน้ามืดตามัวกดยืนยันรับทักษะไปเพียงเพราะความสามารถที่เข้าขั้นโกงของมัน… เป็นเพราะความโลภของผมเอง‘อีกนานไหม ผมจะทำใจได้หรือเปล่า’ใจหนึ่งก็อยากลบตัวละครแล้วไปเล่นตัวใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด โดยหากผมลบตัวละครไปเลยในตอนนี้ ผมจะต้องรออีกประมาณ 7 วัน จึงจะสามารถเข้าเป็นตัวละครใหม่ได้ ซึ่งหากนับเป็นเวลาในเกมก็ราว 35 วัน ป่านนั้นคงไม่ต้องลงกันแล้วอารีนงอารีน่าไหนจะสองคนตรงหน้าผมที่มีโอกาสจะเป็นหุ้นส่วนกันในอนาคตอีก และถ้าลบไปตอนนี้ก็ต้องยอมรับชะตากรรมที่ต้องไปแก่งแย่งชิงมอนสกับผู้เล่นคนอื่นอีก ยังไงผมก็ยังอยากรักษาสภาพผู้เล่นแนวหน้าของตัวเองเอาไว้ไม่นานนักพี่มาร์คัสกับป้าโซฟีก็ดูออกว่าผมมีบางอย่างแปลกไป พวกเขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาผมจึงได้สาธยายความทุกข์ร้อนของตัวเองให้ทั้งคู่ฟังทั้งสองคนก็ได้ช่วยกันพูดให้กำลังใจผมที่เป็นคนชอบติดอยู่ในวังวนของห้วงความคิดอยู่เป็นประจำ ก่อนที่พี่มาร์คัสจะกล่าวทิ้งท้าย“นี่เป็นแค่ช่วงต้นเกมเอง เส้นทางของคนที่มีหัวใจแครี่อย่างนายยังมีอีกยาวไกล”ผมนี่แทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยว่าคนพูดน้อยอย่างพี่มาร์คัส ได้พูดกับผมเป็นประโยคที่ค่อนข้างยาวขนาดนี้“ใช่แล้วจ้ะ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวเสียหน่อย” ป้าโซฟีเสริม“ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ แต่ตอนนี้ผมขอเวลาไว้อาลัยให้ตัวเองแป๊บนึงนะครับ”พูดจบผมก็ขอตัวออกไปหลบมุมนั่งเขี่ยดินด้วยนิ้วชี้ที่เปล่าเปลือย แล้วจินตนาการว่าชีวิตการเล่นเกมต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรอยู่พักหนึ่งก่อนจะคิดได้ แล้วลุกขึ้นเดินมาสมทบกับคนในตี้ไม่นานนักพี่มาร์คัสก็เอ่ยชมขึ้นมาว่า“แผนของนายนี่ดีใช้ได้เลย”“เอ่อ… ส่วนที่เป็นแผนจริงๆ ก็คือส่วนที่แบ่งเลนนั่นแหละครับ นอกนั้นที่พี่เห็นเป็นการด้นสดหมดเลย”“...” พี่มาร์คัสทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรจะพูด“อ้าว! ป้าคิดว่าวิควางหมากเอาไว้หมดแล้วเสียอีก”“เอานาป้า ยังไงพวกเราก็ผ่านมันมาแล้ว”“แล้วจะเอาไงต่อ?” พี่มาร์คัสถามขึ้น“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่าอุโมงค์ทั้ง 5 นี้มีความแตกต่างกันยังไง แต่ผมว่าเราน่าจะต้องเลือกสักทางแหละ ป้าโซฟีเลือกเลยแล้วกันครับว่าจะไปทางไหน”ป้าโซฟีหายใจเข้าออกสามครั้งยาวๆ แล้วทำเสียงฮัมเพลงอย่างแผ่วเบาอยู่ในลำคอ พร้อมหลับตาลงเธอค่อยๆ ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาด้านหน้า แล้วหมุนตัววนไปทางขวาช้าๆ ราวกับว่าเธอสามารถใช้จิตสัมผัสกับสิ่งลึกลับได้ ก่อนที่เธอจะลืมตาขึ้น แล้วชี้ไปยังอุโมงค์เส้นหนึ่ง“ป้าว่าทางนี้น่าจะดีนะ เซนส์ป้าบอก”“งั้นก็ลุยกันเลยครับ ตอนนี้พี่กับป้าคงต้องแบกผมบ้างแล้ว” พูดจบพวกเราก็มุ่งไปยังเส้นทางที่ได้รับการชี้นำจากผู้เล่นโซฟีจิตสัมผัส
พวกเราใช้เวลาเดินมาได้เพียงไม่นานผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ผมจึงหันไปถามพี่มาร์คัส“พี่ได้ยินเสียงอะไรบ้างไหม?”“ไม่นะ”ทันใดนั้นเองก็มีบางอย่างร่วงลงมาโขกเข้ากับหัวผมอย่างจัง ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นไปดู แล้วน้ำตาก็ไหลออกมาป้าโซฟีจึงถามว่าเป็นอีหยัง ผมเลยบอกไปว่าฝุนเข้าตาแล้วอยู่ดีๆ ดินก็พากันร่วงลงมามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมแรงสั่นสะเทือนที่ทุกคนน่าจะสัมผัสได้“เชี้ยแล้วไง! วิ่งสิครับรอไร” ผมกล่าวในขณะที่ขานั้นสับนำไปก่อน ส่วนทั้งสองก็ตามผมมาติดๆพื้นที่ในดันเจี้ยนเองก็เริ่มสั่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นดินหินถล่มลงมา ซึ่งแม้ว่าพวกเราจะวิ่งหนีตายกันมาสักระยะแล้ว แต่เสียงอุโมงค์ถล่มยังคงดังตามพวกเรามาติดๆจู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกโหวงแบบแปลกๆ ขึ้นมาและเมื่อผมก้มลงไปมองที่พื้นกลับไม่เห็นพื้นใดๆ เหลืออยู่อีกแล้วในวินาทีนั้นผมรู้ได้ทันทีว่าพวกเราต้องร่วงไปลงไปสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นเบื้องล่างแน่ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย อย่างน้อยถ้าผมยังมีทักษะแอร์วอลอยู่อาจจะมีลุ้นบ้างแม้จะพยายามข่มไม่ให้ตัวเองแหกปากออกมา แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เนื่องจากความเสียวที่ปั่นป่วนอยู่ในท้องไส้ตอนนี้มันช่างสมจริงสมจังเหลือเกินส่วนด้านป้าโซฟีก็มีสภาพไม่ได้ต่างไปจากผมมากนัก แต่ผมกลับไม่ได้ยินเสียงพี่มาร์คัสเลยสักแอะเดียว