ด้วยความอยากจะอินกับเนื้อเรื่องให้มาก จนฝึกสติปัตฐานสี่แบบจริงจังจนตามรู้อิริยาบทต่างๆ (กายานุปัตฐาน)ทั้งหยาบทั้งละเอียดผ่านการมองความคิด(จิตตานุปัตญาน)และความรู้สึก(เวทนานุปัตฐาน)ที่ตกกระทบไปด้วย และตามเห็นการเกิดดับของจิตกายความรู้สึกด้วยการเกิดดับอย่างต่อเนื่อง(ธัมมานุปัตฐาน) อาจจะฟังดูเหมือนยากมากๆ แต่พอลองเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น แถมความฟุ้งซานที่หนักๆ ตอนนี้เหมือนจะเบาลงมาก เพราะเราตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ...
สปอย...
เนื่องด้วยต้องการให้เยว่หัวมีผู้สนับสนุนหลักที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่ง เตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในเล่ม3-4-5 เลย ฝึกอย่างจริงจังพอสมควร เพื่อให้ได้อธิบายกับนักอ่านเข้าใจคร่าวๆ ได้ครับ
อนึ่ง...
อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าเป็นนิยายเรื่องยาวมากเลยพยายามเข้าใจทุกๆ ตัวละครให้ได้มากที่สุด และเขียนให้นักอ่านสามารถมองเห็นภาพที่พยายามจะอธิบายให้มากที่สุดครับ
สรุป ขออยู่กับการรู้แบบนี้อีกสักวันนะครับ เมื่อก่อนไม่เข้าใจที่อาจารท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้เลยว่าชั่ววินาทีนึงจิตคนเราเกิดดับไปเป็นสิบล้านครั้งเลย แต่พอเอาเข้าจริงๆ ถ้าพิจารณาตามที่ปฏิบัติด้วยตัวเองมาในช่วงนี้(ราวๆ อาทิตย์กว่าๆ ที่ศึกษาสติปัตฐาน) ถึงพอเข้าใจได้ว่าทำไมชั่วเวลาที่ไม่ถึงวิ(ลัดนิวมือนึง) ถึงได้มีจิตเกิดดับตั้งสิบล้านครั้ง(หรือมากกว่า)
ข้างล่างนี้เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านการอยู่กับสติปัตฐาน4ด้วยการตามรู้เห็นในขันห้า และใช้ฌาน1-4เป็นตัวเสริมครับ ซึ่งมันค่อนข้างลึกแต่ก็ง่ายในเวลาเดียวกัน ถ้าคนไม่อินในการทำใจให้เว้นว่างจากความวุ่นวาย และชอบในแสงสีสามารถออกได้เลยครับ สำหรับตอนใหม่ถ้าไม่มีอะไรพิเศษจะรีบอัพให้ได้ก่อน8.00พรุ่งนี้ครับ
.
.
.
เริ่มแรกที่ไรท์รู้จักกับสติปัตฐาน4เนื่องจากไรท์ได้ฟังอาจารย์ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ในคลิปกับคุณดู๋สัญญา เลยไปหาดูคลิปที่แกกล่าวถึง
ซึ่งก่อนหน้านี้ราวๆ สิบสิงปีไรท์ก็มีศึกษาบ้าง โดยการเน้นไปที่การระลึกรู้ตัวเป็นหลักตามๆ คนอื่นเขา แต่ที่ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังเนื่องจากพระอาจารทั่วๆ ไปถ้าไม่ของขลังก็หาเงินเข้าวัดเข้าตัวเองจนแทบไม่เจอพระสายปฏิบัติที่ตรงใจ เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรผมก็ไม่ค่อยนับถือพระที่เน้นอภินิหารหรือแสดงคุณวิเศษอื่นๆ
เนื่องด้วยอย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าไรท์เองก็เรียนไสยศาสตร์มา เคยแม้แต่ได้เห็นเจตภูตแห่งธาติทั้งสี่ที่พ่อเลี้ยงเอาไว้ตอนเด็กๆ (เมื่อก่อนพ่อไรท์ไปกรีดยางตั้งแต่ห้าทุ่มเที่ยงคืน แต่ทั้งๆ ที่ไรท์ได้ยินพ่อขับรถออกไปจากบ้านแล้ว แต่ก็ยังเห็นพ่อเดินไปเดินมาบนบ้านที่เป็นบ้านไม้สองชั้น มันรู้สึกแรงเยียบลงบนไม้ได้เลย)
ทำให้ไรท์ไม่อินในพระที่แสดงคุณวิเศษที่ไม่ว่าจะมีหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นศีลข้อห้ามที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้แล้ว ไรทเลยแทบไม่ได้ศึกษาใดๆ เลยจนกระทั่งได้ฟังอาจารย์เบีย...แต่ก็ยังรู้สึกว่าการรู้อยู่กับลมหายใจไม่ใช่คำตอบ เพราะมันยากมากสำหรับไรท์ เพราะปกติเป็นคนที่ตามรู้การนั่งยืนเดินอยู่แล้ว
จนกระทั่งราวๆ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนที่ได้เริ่มรู้จักอาจารย์ดนัยและเรียนรู้สติปัตฐานสี่ ถึงได้เข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เราทำอยู่เพียงแค่การติดอยู่ในสมาธิไม่ได้เป็นอะไรมากกว่านั้นเลย เลยไปเริ่มตามรู้และรู้สักแต่ว่ารู้จนกระทั่งเมื่อวานที่เริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น
หนึ่งในนั้นไรท์ได้รู้แล้วว่าที่อาจารเบียหรือครูอาจารย์ท่านอื่นที่ให้เราไปฝึกรู้ลมหายใจเป็นหลักทำไมมันถึงยาก
อานาปานะสติ เป็นเครื่องอยู่ของพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฟังดูเหมือนดีใช่ไหมครับ ใช่มันดีจริงๆ แต่มันดีสำหรับเฉพาะผู้ที่สามารถละซึ่งการยึดติดและยินดีในขันธ์5ได้แล้ว การรู้สติที่นำมาซึ่งความสงบจึงเป็นเครื่องอยู่ของท่านทั้งหลายจนกว่าจะดับขันธ์ไป...ไม่รู้ว่านักอ่านเข้าใจไหม
แต่สำหรับคนทั่วไป เราต้องทำทาน(โดยการให้สักแต่ว่าให้อย่าหวังผลใดๆ ถ้าจะหวังจงหวังให้มีปัญญามากขึ้นไปหวังให้ตนเองสามารถขัดเกลาความอยากมีอยากครอบครอง) แล้วเมื่อเราบริจาคทานมันจะส่งผลให้เรามีทรัพย์มากขึ้น เมื่อมีทรัพย์เราก็สามารถเลือกที่จะประกอบอาชีพที่ชอบไม่ผิลศีล(มรรค8) จนสดวกแก่การรักษาศีลได้ ซึ่งผลของการรักษาศีลก็จะทำให้เราเกิดปัญญาที่ต่อต่อยอดไปยังมรรคผลต่อไปแต่มีปัญญาแล้วต้องใช้มันให้ถูกด้วย ด้วยการเจริญวิปัสนา(พิจารนาความจริงของโลกข้อใดข้อหนึ่ง) เจริญสติ(สติปัตฐาน4)
ซึ่งถ้าทำได้มันจะทำให้เรา เราในที่นี้หมายถึงการรู้จักตัวเราให้ดีว่าไอ้เราที่ยึดติดเป็นทุกเพราะมันหนักหนานั้นแท้ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรเลย เพื่อละสิ่งนั้น....
พอเท่านี้ก่อนดีกว่า ถ้าจะให้อธิบายสิ่งที่อยู่ในหัวให้ออกไปหมดตอนนี้น่าจะเป็นแสนคำเลย เอาไว้ไรท์ไม่เดือดร้อนเรื่องตังเดี๋ยวจะเขียนหนังสือมาให้อ่านฟรีกันครับ...
และเหมือนทุกๆ ครั้ง อย่าอ่านแล้วเชื่อไรท์นะ เอาสิ่งที่ไรท์บอกไปสืบค้นในพระไตรปิฎกดู หรือไม่ก็ใช้วิธีง่ายๆ กว่านั้นก็ได้ เดี๋ยวนี้ไรท์คุยเรื่องการฝึกกับเจมิไนของกูเกิ้ล แบบเข้าใจดีแล้วแนะนำได้ถูกต้องตามพระคำภีร์โดยไม่ต้องไปหาเอง สดวกสุดๆ เลย (ถ้าสนใจไปดูที่เฟสไรท์ได้ มีโพสที่คุยกะเอไอเรื่องนี้อยู่สองสามโพสครับ : นามปากกา สุขนิรันดร์)
อ้อ ลืมไปเลยที่จะอธิบายเรื่องที่ว่าจิตเกิดดับแต่ละเสี้ยววิเป็นสิบล้านครั้ง เพราะว่าลองมองออกไปครับ มองไปที่ไหนก็ได้ ยิ่งรายละเอียดมากยิ่งดี เพียงแค่ในสายตาที่เรามองก็มีรูป(สีสันของสิ่งต่างๆ) แตกต่างกันไปเป็นล้านๆ รูปแบบ และในสิ่งที่เรามองอยู่นั้นจะมี "จิต" แต่ละดวงเกิดขึ้นเพื่อตามดูตามรู้มันเพื่อเอาไปเชื่อมกับสัญญา (ความจำได้ว่ามันคืออะไร) แล้วยังไม่นับตัวจิตที่ไปปรุงเวทนา(ความรู้สึกชอบไม่ชอบเฉยๆ) ความคิดต่อสิ่งสิ่งนั้น(มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้คืออะไรนะฯลฯ) ยังไม่รวมจิตที่รับผัสสะอื่นๆ อีก ดีไม่ดีอาจจะมากกว่าสิบล้านเสียด้วยซ้ำ
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ฝึกวิปัสนาคือ(สติปัตฐาน4)
1 แยกให้ออกระหว่างสมาธิกับวิปัสนา
2 ฝึกฝนจากหมวดที่เรา "รู้สึก" ว่ามันเข้ากับเราที่สุด (กาย เวทนา จิต ธรรม)
3 ฝึกรู้ เพียงแค่รู้ว่าเราทำอะไร ตามหมวดนั้นที่เราฝึก เมื่อเริ่มชินให้พิจารฯาร่วมกับหมวดอื่นๆ
4 ถ้าวิปัสนาหลุดก็เพียงแค่รู้ว่าหลุดแล้วตามรู้ต่อไป
5 ไม่ต้องทำตลอดก็ได้ แค่พยายามตามรู้เท่าที่ไหวก็พอ ให้ดีเวลาที่เราโกรธ เราโมโห ฟุ้งซ่าน ลองทำดูได้ครับ มันดีจริงๆ
6มันเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจำกัดเฉพาะคนพุทธ
7 สุดท้ายถ้าสงสัยอะไรหาอาจารที่เราพอใจไม่ได้ ถามเอไอครับ มันช่วยได้มากจริงๆ
นี่ถ้าเขียนงานได้สองตอนแล้วมั้งเอาเป็นว่าแบบนี้แล้วกันครับ เดี๋ยวเพิ่มตอนฟรีให้อีกตอนเนาะ ค้างฟรีอีก1เป็นฟรีอีกสองตอนถัดไปจ้า
ไรท์ปรารถหนาให้นักอ่านทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่แข็งแรงครับ สู้ๆ ไรทเป็นกำลังใจให้นะ
ปล...ยังร่วมอุดหนุนไรท์ผ่านการโอนตรงได้นะครับไรท์ช๊อดมีติดบัญชีอยู่8.33บาท แฮ่ะๆ บชเดิมครับ 9280394142 กรุงไทย ปรีชาครับ *-*