กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 48 สามพี่น้อง

            นักพรตเจิ้งชวาฉู่เจ้าสำนักบู๊ตึ้งคุมศิษย์สามร้อยคนเดินทางมายังลั่วหยาง  จากนั้นเจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย เจ้าสำนักทวนหยกเจี๋ยไคว่  และเจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว ต่างก็นำศิษย์สำนักละสองถึงสามร้อยคนเดินทางมาสมทบ บัดนี้ตระกูลหวงมีกำลังอยู่ถึงเจ็ดพันคน หากมิได้มีการประสานกับทางการอยู่ก่อน อาจถูกเพ่งเลงว่าเป็นการซ่องสุมก่อการร้าย แต่แทบทุกผู้คนรับรู้กันดีว่าตระกูลหวงใกล้ชิดกับราชสำนักยิ่ง จึงไม่มีปัญหาใด

            แต่เมื่อมีผู้คนเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ต้องจัดการก็มากเป็นเงาตามตัว เจียเจียเองเมื่อถึงคราวที่สำนักมีภารกิจสำคัญ ก็ทุ่มเทเรี่ยวแรงช่วยบิดามารดาดูแลผู้มาเยือนอย่างเต็มที่

            บ๊วยหวานดักปักษาต้นนี้ ยามผ่านไปหาคนในสำนักใด ศิษย์สำนักนั้นล้วนสดชื่นแจ่มใส เว้นแต่ศิษย์เส้าหลินที่เป็นหลวงจีน และสำนักหงส์ขาวที่ศิษย์ส่วนมากเป็นสตรี   

            “ท่านแม่ เราต้องซื้อข้าวสารและของแห้งเพิ่มเติม ทั้งจัดทำสถานที่สำหรับสวดมนต์ให้เหล่าไต้ซือวัดเส้าหลิน”

            เจียเจียยามนี้เป็นทั้งกำลังหลักและกำลังใจของตระกูลหวง 

            “เจ้าจัดการได้เลย เรื่องนี้ท่านพ่อมอบหมายให้เจ้าดูแลมิใช่หรือ”

            “แต่สิ่งของที่จะซื้อหาต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เจียต้องปรึกษาท่านแม่ก่อน”

            “ทรัพย์สินเงินทองของสำนักเรามีไว้เพื่อการเช่นนี้ มิต้องเสียดาย ดูแลคนที่มาช่วยเหลือเราให้ดีที่สุด”

            “ว่าแต่ลูกมิเห็นเหมยฮวา นางไปที่ใด”

            หวงฮูหยินมีสีหน้าลำบากใจ 

            “นางจากไปหลายวันแล้ว”

            “ไปแล้ว นางไปที่ใด”

            “แม่ก็ไม่รู้ นางทิ้งจดหมายลาไว้ให้บิดาเจ้า ขออภัยที่ไปโดยมิบอกก่อน”

            เจียเจียหงุดหงิด หวงฮูหยินมิแปลกใจ ด้วยนางนับเหมยฮวาเป็นศัตรูหัวใจอันดับหนึ่ง 

            “นางอาจตามเสี้ยวอู่หมิงไป”

            หวงฮูหยินก็คาดว่าเป็นเช่นนั้น แต่นี่มิใช่เรื่องที่นางจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้โดยง่าย 

            “ช่างนางปะไร”

            เจียเจียก้มหน้าทำงานต่อ เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น 

            หวงฮูหยินชื่นชมในใจที่บุตรีเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล ไม่กระทำตามอารมณ์เช่นก่อน

            คอยดูเถอะ หากเจ้ากลับไปยุ่งกับนางจะได้เห็นดีกัน 

            เจียเจียแอบคาดโทษในใจเช่นกัน

            เหมยฮวากลับมาโรงเตี๊ยม 

            เสี้ยวเอ้อผู้พูดน้อยยังคงรักษาห้องไว้ให้

            นางไม่มีเงินทองติดตัว แต่เสี้ยวเอ้อก็ไม่ทวงถามค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

            เมื่อเข้าไปในห้อง นางนั่งลงบนเตียง

            เพิ่งได้คิดว่าตนมิมีที่ไป

            ตอนแรกที่จากสำนักปราบมังกรมา แม้ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอสิ่งใด แต่ความตั้งใจช่วยเด็กซึ่งสูญเสียพ่อแม่มีมากกว่า หลังจากนั้นก็ไม่คิดจะกลับสำนักอีก โดยยึดถือแผ่นดินกว้างใหญ่เป็นมาตุภูมิ 

            แต่เมื่อพบเจอบุรุษธรรมดาเช่นเสี้ยวอู่หมิง จึงรู้สึกว่าตนมีคนคอยห่วงใย ทั้งไม่เสียดายกับการเสี่ยงชีวิตเพื่อนาง

            เมื่อทราบว่าฟางเหลาหู่ไม่เสียใจกับการสังหารตน นางได้รับรู้รสชาติของความเจ็บช้ำ

            จนบัดนี้แม้แต่บุรุษที่เคยห่วงใยนางที่สุด กลับจดจำนางมิได้ 

            ชีวิตดำเนินสู่ความเลื่อนลอยอีกครั้ง

            นางไม่คิดจะตามเสี้ยวอู่หมิงไปฉางอาน

            ที่มันต้องบาดเจ็บสาหัสก็เพราะนาง

            การที่มันลืมเลือนนาง อาจทำให้หลุดพ้นจากอันตราย

            กล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ใต้เตียง โผล่มุมออกมาเล็กน้อย

            นางหยิบขึ้นมาเปิดออกดู

            ภายในมีเงินจำนวนหนึ่ง แม้ไม่มากมาย แต่พอให้คนทั่วไปใช้จ่ายได้หลายเดือน

            เงินวางทับอยู่บนกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนไว้ด้วยลายมือธรรมดา เช่นเดียวกับเจ้าของลายมือ

            “สตรีควรมีเงินทองติดตัวไว้บ้าง”

            หยดน้ำตาสายหนึ่งไหลผ่านแก้มใสของนาง

            เสี้ยวอู่หมิง เฟิงตงเปียนกับเจิงเจิ้งจิงพักอยู่ที่ด่านตรวจได้สองวัน ก็รีบขี่ม้าเข้าลั่วหยาง 

            แม้เจิงเจิ้งจิงได้รับบาดเจ็บ แต่แผลไม่อักเสบ ทั้งมันทนทายาด ขอเพียงลุกขึ้นได้ก็พร้อมเดินทาง

            ทั้งสามเลือกความปลอดภัยเป็นหลัก ขี่ม้าเฉพาะตอนกลางวัน พักในจุดที่มีผู้คน แม้จะช้าไปบ้าง ในที่สุดก็มาถึงตัวเมืองฉางอานอันใหญ่โต

            เจิงเจิ้งจิงกลับบ้าน รู้สึกเหมือนได้ชีวิตคืน 

            หากไม่มีเฟิงตงเปียนกับเสี้ยวอู่หมิง ตอนนี้มันคงฝังกายอยู่ในป่าแล้ว

            “พวกเราไปหาท่านเจ้ากรมก่อน” เจิงเจิ้งจิงเสนอ

            “พี่ท่านควรให้หมอตรวจบาดแผลเป็นอย่างแรก” เสี้ยวอู่หมิงกล่าวด้วยเป็นห่วง แม้เจิงเจิ้งจิงเข้มแข็งเพียงใด แต่แผลธนูมิใช่เล็กน้อย 

            ความทรงจำตอนที่พอกยากับต้นขาอันขาวผ่องงดงามแวบเข้ามา

            มันหยุดนิ่งไป

            เจิงเจิ้งจิงเห็นอยู่ ๆ เสี้ยวอู่หมิงก็หยุดพูด เข้าใจว่ามันเป็นห่วงตนมาก 

            “พี่เสี้ยวอย่ากังวล ข้าฯมิใช่ฝืนตัวเองจนเกินความสามารถ ภายในวังก็มีหน่วยแพทย์อยู่ หลังจากพบท่านเจ้ากรมข้าฯจะไปรักษาทันที”

            เฟิงตงเปียนพยักหน้า

            “นั่นก็ดีแล้ว พวกเรารีบไป เย็นนี้จะได้พักผ่อน”

            ทั้งสามเดินทางรอนแรมหลายวัน ทั้งต้องเฝ้าระวังภัยโดยตลอด ร่างกายและจิตใจอ่อนล้า แต่ฉางอานมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เฟิงตงเปียนเมื่อเข้าเมืองก็วางแผนดูแลสหายทั้งสองไว้ในใจ

            “พวกเจ้าทำได้ดีมาก ที่รักษาชีวิตรอดมาได้”

            นี่เป็นประโยคแรกจากเจ้ากรมเป่าไฉ เมื่อได้รับฟังรายงานจากเจิงเจิ้งจิงและเฟิงตงเปียน  

            นี่มิใช่เสแสร้ง หากทั้งสามมีอันตรายระหว่างทาง ย่อมทำให้เว่ยกงกงไม่พอใจ ทั้งยังต้องสูญเสียบุคลากรฝีมือดีในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ

            “พวกเจ้าตามข้าฯ ไปพบท่านกงกง”

            เว่ยกงกงมองเสี้ยวอู่หมิงอยู่นาน แม้ไม่เอ่ยปาก แต่จากสีหน้าก็ทราบได้ว่ายินดีถึงเพียงไหน

            “แม้แต่ข้าฯ เองก็ยังมิกล้าคิดว่าเจ้าจะกลับมาได้”

            “นี่เป็นเพราะท่านกงกงช่วยเหลือ”

            เสี้ยวอู่หมิงทราบว่าหนึ่งในตำราหายากที่ไต้ซือฟางเว่ยให้มันฝึกฝน แปลมาจากตำราแดนไกลที่เว่ยกงกงส่งให้วัดเส้าหลิน

            นั่นเป็นหนังสือล้ำค่ายิ่ง มิทราบเว่ยกงกงได้มาอย่างไร

            ทั้งระหว่างที่มันบาดเจ็บ เว่ยกงกงก็ยังสั่งจ่ายเบี้ยหวัดมิได้ขาด

            “แผนการที่ให้พวกเจ้าอยู่ในกองทหารขบวนเสด็จนี่ดียิ่ง ตอนนี้พรรคปราบมังกรถือว่าเปิดเผยตัวมากขึ้น หากอยู่ที่ลั่วหยางรังแต่จะมีอันตราย พวกเรากลับไปพร้อมกองทัพจะได้จัดการปัญหาให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียว”

            แม้จะไม่ประมาท แต่ลึก ๆ แล้วเว่ยกงกงยังเชื่อมั่นในกำลังทหารของทางการ ที่มีจำนวนมากกว่าคนของพรรคปราบมังกรอย่างเทียบกันมิได้ ที่ต้องห่วงคือการลอบทำร้ายหรือหมากพิสดารเท่านั้น

            “เอาละ พวกเจ้าไปพักก่อน ท่านเจ้ากรมอยู่หารือกับข้าฯสักครู่”

            “พี่เสี้ยวไปอยู่กับข้าพเจ้าสักหลายวันเป็นไร” เฟิงตงเปียนเอ่ยปากชวน 

            “ดีเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นข้าพเจ้าขอหาโรงเตี๊ยมใกล้ตลาด จะได้ชมความครึกครื้นของฉางอาน” 

            เจิงเจิ้งจิงเห็นเสี้ยวอู่หมิงมีที่พักก็ขอตัวไปหาครอบครัว ทั้งมันต้องรักษาบาดแผลอีกระยะหนึ่ง 

            “ข้าพเจ้ามีสุราเก่าเก็บติดบ้านไว้หลายไห วันหน้าขอเชิญทั้งสองท่านไปวิจารณ์ หวังว่าคงมิรังเกียจ”

            “เป็นอันรับปาก ตอนนี้พี่เจิงรีบรักษาตัว อย่าให้ฮูหยินที่บ้านเป็นกังวล”

            ฟางเหลาหู่นั่งที่โต๊ะริมรำธารมองสายน้ำไหลผ่านหมู่บ้านน้อย

            คนห้าร้อยคนกลับสังหารเสี้ยวอู่หมิงกับพวกมิได้

            นี่แสดงว่ามันมิได้สูญเสียวรยุทธ 

            การวางคนดักสังหารคราวนี้ หากลงมือสำเร็จถือเป็นผลพลอยได้ แต่หากไม่สำเร็จก็พิสูจน์ความจริงที่ว่าเสี้ยวอู่หมิงหายดีแล้ว

            เมื่อพวกมันรอดไปได้ ก็คล้ายปลาหลุดร่างแห ย่อมต้องปล่อยไปก่อน

            “สำนักตระกูลหวงเป็นเช่นไร”

            นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ฟางเหลาหู่ให้ความสนใจในช่วงนี้

            “หกสำนักใหญ่ส่งคนมาที่ตระกูลหวง ส่วนใหญ่ประมุขมาด้วยตนเอง คาดว่าตอนนี้พวกมันมีกำลังราวเจ็ดพัน” 

            ชิโนะรายงานรวบรัดเช่นเคย

            ทั้งหมดมิได้เหนือความคาดหมายของฟางเหลาหู่ 

            อีกไม่นานจะได้ตัดสินกัน

            “สั่งทุกฝ่ายให้เตรียมพร้อม อย่าเคลื่อนไหวโดยพลการ”

            เบย์ซาอยู่ที่ตระกูลหวงมาสักพัก นางมิมีใดทำ ยิ่งตอนนี้ตระกูลหวงรับแขกนับพัน หวงซิ่นต้องไปดูแลศิษย์วัดเส้าหลิน นางจึงมาช่วยงานเจียเจีย

            “เจ้าถือเป็นแขก มิต้องทำสิ่งใดดอก” 

            เจียเจียแม้มิได้รังเกียจสตรีนอกด่านผู้นี้ แต่เกรงบิดาจะตำหนิที่ใช้นางทำงาน

            “ข้าฯ อยู่เฉยมานับเดือน กลายเป็นเฉื่อยชา คุณหนูมีสิ่งใดให้ช่วยบอกมาเถิด ถือว่าตอบแทนคุณตระกูลหวงที่ดูแลเป็นอย่างดี”

            สุดท้ายเจียเจียให้นางช่วยจัดการบัญชีข้าวของที่ต้องซื้อหาเพิ่มจำนวนมาก มิคาดนางสามารถทำได้ ทั้งลงบัญชีเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าที่ศิษย์ตระกูลหวงทำไว้เสียอีก

            หวงซิ่นเองก็ทึ่งเมื่อเห็นบัญชีที่เบย์ซาทำ

            “ไหนว่าท่านอยู่นอกด่าน”

            “บิดามารดาสอนหนังสือข้าพเจ้า ทั้งยังได้ช่วยงานของเผ่าตั้งแต่เด็ก เรื่องแค่นี้มิใช่เหนือความสามารถ”

            น้ำเสียงของเบย์ซาแสดงความภูมิใจ

            หวงฮูหยินยิ่งมายิ่งถูกใจเบย์ซา ยามว่างจะให้นางมาเรียนรู้วิชาแพทย์เบื้องต้น เบย์ซานั้นเฉลียวฉลาดหัวไว ทั้งนับถือฮูหยินคนงามซึ่งมีเชื้อสายนอกด่านเช่นกัน จึงมาคอยช่วยงานฮูหยินและเจียเจียอยู่ตลอด กลับกลายเป็นแบ่งเบาภาระของตระกูลหวงได้ส่วนหนึ่ง

            ประมุขหวงตบไหล่หวงซิ่น 

            “เจ้าต้องรั้งนางไว้ที่นี่ให้ได้ อย่าให้ของมีค่าหลุดลอยไป”

            หวงซิ่นมิกล้ารับปาก ด้วยทุกวันนี้เบย์ซามิได้มีทีท่าชมชอบมันเท่าใด

            “ศิษย์จะพยายาม”

            ประมุขหวงหัวเราะร่วน ศิษย์อาวุโสสี่ผู้นี้ มีนิสัยใจคอเหมือนตนที่สุด และดูท่าจะหาคู่ได้ยากเช่นกัน

            เวลาผ่านไปครึ่งเดือน

            บาดแผลของเจิงเจิ้งจิงดีขึ้นมาก ตอนนี้มันเดินเหินได้ตามปกติ เพียงยังไม่อาจวิ่งหรือต่อสู้เต็มกำลัง

            วันนี้มันชักชวนเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนมาทานอาหารค่ำร่วมกัน แน่นอนว่าบนโต๊ะย่อมต้องมีสุรา

            หลังจากสุราหมดไปไหหนึ่ง เฟิงตงเปียนก็พาทั้งสองไปในสวนหลังบ้าน ที่แม้ไม่ใหญ่โตเท่าสวนตระกูลหวง แต่ก็สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งยังปลูกเก๋งไว้หลังหนึ่ง

            แสงอาทิตย์อัสดงสีเหลืองทองพาดผ่านฟากฟ้าฉางอาน ฉาบไล้สวนหย่อมน้อยราวกับแดนสวรรค์ 

            เจิงเจิ้งจิงยกจอกสุราแล้วถอดถอนใจ

            เฟิงตงเปียนเห็นอาการของมันแล้วอดถามไถ่มิได้

            “ถูกศัตรูล้อมถึงห้าร้อยคนกับธนูปักร่างสองดอก พี่เจิงไม่แสดงความอ่อนแอ ยามนี้ไม่ทราบมีสิ่งใดทำให้ท้อถอย”

            เจิงเจิ้งจิงมองทั้งสอง

            “ขอบอกตามตรง ข้าฯเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูล หากพลีชีพในหน้าที่ ความจริงคิดว่าไม่เสียใจ แต่เมื่อเผชิญศัตรูหลายร้อยคน แทบไม่มีโอกาสกลับมาพบหน้าบุตรภริยา จึงทราบว่ายังตัดห่วงมิได้ ที่รอดมาก็เพราะทั้งสองท่านไม่ทิ้งกันในยามคับขัน สำหรับชีวิตทหารสุจริตแม้ไม่ลำบากแต่ก็ไม่ร่ำรวย เพียงปรารถนามีน้องชายอีกสองคน แต่เกรงว่าเป็นการอาจเอื้อมบังคับไม่คู่ควร”

            เสี้ยวอู่หมิงหันไปมองเฟิงตงเปียนด้วยรอยยิ้ม แล้วทั้งสองก็คุกเข่าลงคำนับเจิงเจิ้งจิง 

            “ผู้น้องทั้งสองคำนับพี่ใหญ่เจิง ถือสัตย์ปฏิญาณ จากนี้มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน” 

             เจิงเจิ้งจิงน้ำตาคลอ คุกเข่าลงรับคำนับน้องร่วมสาบานทั้งสอง 

            “ข้าพเจ้าเจิงเจิ้งจิง ถือสัตย์ปฏิญาณจะดูแลน้องทั้งสองดั่งพี่น้องร่วมสายโลหิต มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน หากผิดจากนี้ขอให้มิตายดี”

            เจิงเจิ้งจิงให้บ่าวไพร่นำโต๊ะเล็กพร้อมธูปเทียนและผลไม้มาตั้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสักขีพยาน แล้วพากันร่ำสุราจนดึก

            เมื่อนับอายุกันแล้ว เสี้ยวอู่หมิงแก่เดือนกว่าเฟิงตงเปียนเล็กน้อย จึงกลายเป็นพี่รอง เฟิงตงเปียนจึงต้องรับบทน้องเล็ก

            “สมใจยิ่งนัก น้องทั้งสอง ข้าพเจ้ายังกังวลว่าบัณฑิตปางเหยี่ยนและถ้านฮัวจะเห็นว่าเป็นคำขอที่มากเกินไป”

            เสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนครุ่นคิดไปทางเดียวกัน มันทั้งสองแม้สอบได้อันดับต้นของประเทศ แต่มิได้มาจากตระกูลสูงศักดิ์ ปราศจากเส้นสายใด หากมิใช่ยุคของพระนางบูเช็กเทียน อาจต้องทำไร่ไถนาอยู่เสียด้วยซ้ำ ผิดจากเจิงเจิ้งจิงเป็นตระกูลทหารยศสูงมาหลายชั่วคน ทั้งพวกตนคนหนึ่งเพิ่งพ้นจากการบาดเจ็บแทบพิการ อีกคนเพิ่งออกจากเรือนจำ ว่าตามความจริงแล้ว นี่จึงเป็นน้ำใจของเจิงเจิ้งจิงด้วยซ้ำ

            “ขอพี่ท่านอย่าคิดเช่นนั้น แต่นี้ไปหากมีไก่หนึ่งขาก็ต้องหาทางแบ่งสามส่วนให้จงได้” เฟิงตงเปียนว่ากล่าวพลางกรอกสุรา ใบหน้าแดงกล่ำ

            “ฮา หากเป็นเช่นนั้นขอแบ่งเป็นสองส่วนให้พวกเจ้าเถิด”

            “นั่นก็ผิดจากคำสัญญา อย่างน้อยพี่ใหญ่ควรกินหนังไก่ไหม้ เพื่อมิให้สวรรค์ลงทัณฑ์ผู้น้อง” เสี้ยวอู่หมิงกระเซ้า

            ค่ำคืนแห่งพี่น้องร่วมสาบานทั้งสามเป็นไปในลักษณะนี้

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน