ด้วยเป้าหมายที่มั่นคงซูฮ่าวจึงให้ระบบนำเตาหลอมอัตโนมัติออกมา เมื่อใส่สมุนไพรตามประเภทลงไปสมุนไพรก็ถูกหลอมอัตโนมัติ
สมุนไพรหลายสิบลังนี้สามารถหลอมโอสถได้ 3 ประเภทได้แก่ ยายืดอายุขัย ยาถอนพิษ และยารักษาอาการบาดเจ็บ
ยายืดอายุขัยช่วยเพิ่มอายุขัยของคนหรือช่วยยืดอายุขัยของคนที่กำลังจะเสียชีวิต
ยาถอนพิษ ช่วยขจัดพิษออกจากร่างกายหรือขจัดสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย
ยารักษาอาการบาดเจ็บใช้สำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บ มีคุณสมบัติในการรักษาบาดแผล
ยาทั้งสามชนิดนี้เป็นตัวยาที่เขาคิดเอาไว้แล้วว่าเหมาะสำหรับคนที่มีอำนาจและเงินตราดังนั้นเขาจึงหลอมมันในปริมาณมาก เขาหลอมโอสถเหล่านี้ชนิดละประมาณร้อยเม็ด
นอกจากนี้แล้วเขายังหลอมโอสถประเภทอื่นอีกเล็กน้อยเช่น ยากระจ่างใจ ยาที่ทำให้ผู้คนกระปรี้กระเปร่า ยาฟื้นฟูเป็นยาที่สามารถทำให้คนที่แขนหักกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เป็นต้น
ซูฮ่าวหลอมยาประเภทนี้เพียงแค่สิบเม็ดเท่านั้นเพราะเขาไม่รู้ว่ายาเหล่านี้จะขายดีหรือไม่
“ยาเหล่านี้มีทั้งหมดห้าร้อยเม็ดภายในนั้นมียายืดอายุขัย ยาถอนพิษ และยารักษาอาการบาดเจ็บสามร้อยเม็ดที่เหลือเป็นยาเฉพาะกลุ่ม” ซูฮ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนโบกมือให้ยาเหล่านั้นบรรจุลงในกล่องหยก
ในตอนนั้นเองกล่องยาหลายสิบกล่องก็ถูกบรรจุเสร็จเรียบร้อยแล้วและวางไว้ภายในโกดัง ทั้งหมดนั้นเป็นกล่องหยกสีเขียวที่บรรจุโอสถเอาไว้
ซูฮ่าวหยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่นก่อนเขียนชื่อยา สรรพคุณ และราคาเอาไว้ด้านบนจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนรอง
เย่เฉียวเฉี่ยวตื่นแล้วเย่จื่ออี๋กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธออยู่
ตอนที่ซูฮ่าวเดินเข้าไปเย่เฉียวเฉี่ยวขอให้เขาหันหลังด้วยความเขินอายเย่จื่ออี๋ก็หัวเราะออกเสียงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
รอจนกระทั่งเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับเย่เฉียวเฉี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้วซูฮ่าวจึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กับเย่จื่ออี๋ “นี่คือยาที่ฉันจะขาย วันนี้เธอจะต้องจำชื่อสรรพคุณ และราคาของยาให้ได้ ส่วนลักษณะภายนอกของตัวยาเธอสามาถเข้าไปดูในโกดังได้กล่องหยกแต่ละกล่องมีป้ายกำกับเอาไว้อยู่”
“ได้ค่ะ” เย่จื่ออี๋รับกระดาษแผ่นนั้นมา ก่อนกวาดสายตามองแล้วชะงักไป
“คุณซู ระ… ราคายาเหล่านี้มันแพงเกินไปหรือเปล่าคะ?”
ราคาบนกระดาษแผ่นนั้นยาที่มีราคาแพงที่สุดคือ ยายืดอายุขัยเม็ดละสามร้อยล้าน ถูกที่สุดคือยากระจ่างใจเม็ดละสามล้าน
ราคาที่แพงเกินเหตุเช่นนี้คนทั่วไปไม่มีทางมอง และยิ่งไม่มีทางซื้อเด็ดขาด
ซูฮ่าวพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เธอไม่ต้องสนใจเรื่องราคาฉันไม่ขายยาให้กับคนทั่วไปอยู่แล้ว แต่ขายให้กับคนที่มีเงินและมีอำนาจ”
สำหรับคนธรรมดาแล้วราคาของยานั้นเกินเหตุไปมาก ต่อให้เขาพยายามทั้งชาติแค่กระดาษมุมเดียวของยาก็ไม่มีทางซื้อได้
แต่สำหรับคนที่มีเงินและมีอำนาจ หากสามารถใช้เงินยืดอายุขัยได้หนึ่งปีอย่าว่าแต่สามร้อยล้านเลย ต่อให้เป็นหมื่นล้านพวกเขาก็ยินดีจ่าย
โดยเฉพาะผู้สูงอายุของตระกูลใหญ่ๆที่พวกเขาสามารถอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้ พวกเขามีความลับมากมายความสัมพันธ์ซับซ้อน หากมีเวลาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวันก็สามารถสร้างกำไรให้กับวงศ์ตระกูลได้อย่างมหาศาลสามร้อยล้านแลกกับอายุขัยหนึ่งปีมันคุ้มค่าอย่างมากและเขาอาจจะสามารถทำเงินได้มากกว่าสามร้อยล้านนี้เสียอีก
ยกตัวอย่างเช่นไฮโซตระกูลร่ำรวยแต่พิการ พวกเขาอยากมีแขนมีขาที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนกับคนทั่วไปหากเขาได้ยาฟื้นฟูสักเม็ดที่สามารถช่วยทำให้พวกเขาสร้างลำตัวได้ใหม่ต่อให้มันอยู่ในราคาสามพันล้านพวกเขาก็ซื้อ
ชีวิตก็คือเงิน!
นี่คือสาเหตุที่ซูฮ่าวเลือกขายยาให้กับคนรวยและคนที่มีอำนาจ!
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะว่าคุณซูหมายถึงอะไร” หลังจากที่เย่จื่ออี๋ได้ยินคำเหล่านั้น เธอก็เข้าใจในทันที
เธอมองราคาของยาเหล่านี้จากมุมมองของคนธรรมดาจึงรู้สึกว่าราคานี้มันแพงเกินไปแต่หากมองจากมุมมองของลูกหลานคนร่ำรวย พวกเขาก็คิดว่าราคานี้ไม่ได้เกินกว่าเหตุเลย
ท้ายที่สุดแล้วราคาและความคุ้มค่าที่ได้รับก็เหมาะสมเป็นอย่างมาก
เธอหันไปมองทางเย่เฉียวเฉี่ยวแล้วหัวเราะขึ้นมา “เฉียวเฉี่ยว พี่ซูฮ่าวเลือกโรงเรียนให้เธอได้แล้ว รีบมาใส่รองเท้าเร็วเข้าอีกเดี๋ยวพวกเราจะไปเยี่ยมชมโรงเรียนด้วยกัน”
“ว้าว? จริงหรือคะ?” เย่เฉียวเฉี่ยวหันหน้าไปมองซูฮ่าวภายในดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความคาดหวัง
ซูฮ่าวพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม “จริงและเป็นโรงเรียนที่สวยมากด้วย”
“เย้ ขอบคุณนะคะพี่ใหญ่ซูฮ่าว!” เย่เฉียวเฉี่ยวกระโดดโลดเต้น ใบหน้าประดับรอยยิ้ม
ซูฮ่าวและเย่จื่ออี๋เห็นดังนั้นก็หันมามองหน้ากันใบหน้าแย้มยิ้ม
ห้านาทีต่อมาทั้งสามคนนั่งรถไปยังโรงเรียนที่หวางเฉิงเทียนเตรียมเอาไว้ให้
โรงเรียนแห่งนี้กว้างมากอีกทั้งยังดูเข้มงวด อาจารย์ผู้สอนมีความสามารถ โครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนนั้นดีมากสภาพแวดล้อมก็ยอดเยี่ยม
เมื่อซูฮ่าวและคนอื่นๆเข้ามาในโรงเรียนก็ได้กลิ่นหอมที่สดชื่น กลิ่นดอกไม้กลิ่นดินหลังฝนตกโชยมาซึ่งหอมมาก
เพราะว่าหวางเฉิงเทียนได้กำชับเอาไว้ล่วงหน้าแล้วดังนั้นตอนที่ซูฮ่าวมาถึงที่โรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนก็มารับซูฮ่าวและคนอื่นๆด้วยตนเอง โดยไม่สนใจการประชุมที่กำลังดำเนินอยู่
ต้องบอกเลยว่าชื่อเสียงของหวางเฉิงเทียนสลักไว้ในใจของคนฉวนโจวอย่างแน่นหนาแล้ว
ขั้นตอนในการรับสมัครเด็กนั้นใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีผู้อำนวยการให้คนมาจัดเตรียมทุกอย่างแล้ว ผลลัพธ์จึงเป็นที่น่าตกใจอย่างมาก
เพื่อให้เย่เฉียวเฉี่ยวปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้และสอนให้เย่เฉียวเฉี่ยวอยู่ตัวคนเดียวเป็นเย่จื่ออี๋จึงตัดสินใจให้เย่เฉียวเฉี่ยวไปเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กคนอื่นๆอีกทั้งให้ซูฮ่าวออกจากโรงเรียนไปก่อนชั่วคราว รอจนถึงตอนเย็นค่อยมารับเธออีกที
ในตอนนั้นเย่เฉียวเฉี่ยวยังไม่อยากจะจากไปไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากให้เย่จื่ออี๋กลับหลังจากได้รับการโน้มน้าวจากซูฮ่าวและคุณครูคนสวย เธอจึงยอมพยักหน้าตอบตกลง
“คุณเย่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะเฉียวเฉี่ยวมีนิสัยร่าเริง สามารถเข้าร่วมกับคนอื่นได้ง่าย” เมื่อซูฮ่าวเห็นว่าเย่จื่ออี๋กำลังมองเย่เฉียวเฉี่ยวที่เล่นก่อกองทรายกับเพื่อนร่วมชั้นโดยไม่เขินอายเขาจึงพูดขึ้นอย่างนั้น
“ไปกันเถอะ ตอนนี้พวกเราไปซื้ออุปกรณ์การเรียนให้กับเฉียวเฉี่ยวกันหากเธอเห็น เธอจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จื่ออี๋ก็เม้มริมฝีปาก แล้วพูดอย่างซาบซึ้งว่า “คุณซูคะขอบคุณนะคะที่คุณดีต่อเฉียวเฉี่ยวขนาดนี้!”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ซูฮ่าวปฏิบัติต่อเย่เฉียวเฉี่ยวเหมือนเป็นพี่ชายแท้ๆทำให้เย่เฉียวเฉี่ยวสัมผัสถึงความอบอุ่นของครอบครัวอย่างแท้จริง และเพราะเหตุนี้ทำให้เย่เฉียวเฉี่ยวสามารถเดินออกจากเงามืดในใจของตนเองได้อย่างรวดเร็วทั้งยังสดใสร่าเริงอย่างที่เด็กวัยนี้ควรจะเป็น
“ในเมื่อเฉียวเฉี่ยวเรียกฉันว่าพี่ใหญ่ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของพี่ใหญ่เป็นอย่างดี” ซูฮ่าวยิ้มเล็กน้อย “เหมือนว่าใกล้ๆนี้จะมีห้างสรรพสินค้าอยู่ พวกเราไปดูด้วยกันดีไหม”
“ได้ค่ะ!” เย่จื่ออี๋พยักหน้า
สิบห้านาทีต่อมาทั้งสองคนก็หิ้วถุงหลายถุงส่วนใหญ่แล้วเป็นอุปกรณ์การเรียน
ซูฮ่าวมองเวลาก่อนชี้ไปทางร้านหนึ่งที่อยู่ด้านข้างแล้วพูดกับเย่จื่ออี๋ว่า “เหลืออีกชั่วโมงครึ่งกว่าเฉียวเฉี่ยวจะเลิกเรียนข้างหน้ามีคาเฟ่อยู่ พวกเราดื่มน้ำเย็นๆ แล้วพักกันสักหน่อยเถอะจะได้ถือโอกาสซื้อเครื่องดื่มให้กับเฉียวเฉี่ยวด้วย”
“ได้ค่ะ!” เย่จื่ออี๋ไม่ปฏิเสธ เธอเชื่อฟังคำสั่งของซูฮ่าวทุกคำ
ทั้งสองคนเดินตามถนนจนมาถึงคาเฟ่
ในตอนนั้นภายในร้านมีผู้หญิงนั่งอยู่ประมาณห้าหกคนเมื่อซูฮ่าวกับเย่จื่ออี๋เดินเข้าไปในร้านสายตาของพวกเธอก็หันมามองทางนี้เป็นตาเดียว
“เธอคือ… จื่ออี๋หรือ?” คนหนึ่งในนั้นมองเย่จื่ออี๋อย่างพิจารณาแล้วส่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ
คนอื่นที่อยู่ด้านข้างก็อุทานออกมาเช่นเดียวกัน “จื่ออี๋จริงๆด้วย!”
เย่จื่ออี๋ชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเธอเป็นรูมเมทสมัยมหาวิทยาลัยใบหน้าของเธอนั้นเต็มไปด้วยความตกใจและยินดี “ไม่ได้เจอกันนานเลยทำไมพวกเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
“วันนี้เป็นงานเลี้ยงรุ่นของเพื่อนสมัยเรียนเพื่อนเก่าหลายๆ คนก็ไปด้วย เดี๋ยวอีกสิบนาทีพวกเราก็จะไปที่ร้านอาหารเทียนเฉินวันนี้อากาศร้อนมาก ดังนั้นพวกเราจึงมาหาเครื่องดื่มอะไรเย็นๆ ดื่มก่อน” รูมเมทผมลอนอธิบายพร้อมรอยยิ้ม
“จื่ออี๋สองปีที่ผ่านมานี้เธอไปอยู่ที่ไหนมา ขาดการติดต่อไปเลย และยังขาดนัดเพื่อนๆไปตั้งสองครั้ง”
รูมเมทผมตรงอีกคนหนึ่งก็แกล้งทำเป็นไม่พอใจ “นั่นสิพวกเราทักไปก็ไม่ยอมตอบ นี่เธอไม่เห็นว่าพวกเราเป็นพี่น้องกันแล้วหรือ?”
“ไม่… ไม่ใช่อย่างนั้นนะพวกเธอเข้าใจผิดแล้ว สองปีที่ผ่านมานี้ครอบครัวฉันเกิดเรื่องนิดหน่อย ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้เล่นวีแชต” เย่จื่ออี๋โบกมือแล้วรีบอธิบาย
ความจริงแล้วในตอนนั้นเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ตามตัวเจอ เธอจึงต้องขายมือถือทิ้งไป
“หา? แล้วตอนนี้ที่บ้านของเธอเป็นอย่างไรบ้าง?” เมื่อได้ยินดังนั้นรูมเมททุกคนก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาทันที
“ไม่เป็นไรแล้วขอบคุณทุกคนมากนะที่เป็นห่วง” เย่จื่ออี๋รู้สึกอบอุ่นหัวใจ
ไม่ได้เจอกันสองปีคิดไม่ถึงเลยว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอนั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“จื่ออี๋เธอสวยขึ้นมากเลย ฉันจำได้ว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่แต่งหน้าไม่เป็นแต่ตอนนี้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่สง่างามแล้ว” รูมเมทผมลอนเลิกคิ้วขึ้นแล้วอุทานขึ้นมาอย่างตกใจก่อนจะเดินเข้ามามองใบหน้าของเย่จื่ออี๋อย่างใกล้ชิด
เย่จื่ออี๋หัวเราะอย่างเขินอาย “จริงหรือ? แต่คนอื่นบอกว่าฉันแก่แล้ว”
“คนนั้นต้องตาบอดแน่นอน!” รูมเมทผมลอนกลอกตามองบน ก่อนจะพูดพร้อมกับรอยยิ้ม “กว่าจะได้เจอกันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะเดี๋ยวพวกเราไปงานเลี้ยงรุ่นด้วยกันเถอะ ครั้งนี้เพื่อนทุกคนมาร่วมงานหมดเลยพวกเราจะได้ไปคุยกันต่อด้วย”
“คือว่า… ” เย่จื่ออี๋มองมาทางซูฮ่าว ใบหน้าลังเลเล็กน้อย
รูมเมทผมลอนคิดว่าเย่จื่ออี๋กำลังเป็นกังวลเรื่องเงินเธอจึงเลิกคิ้วแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรนะ คนจัดงานเลี้ยงรุ่นของพวกเราคือเสี่ยของห้องพวกเราไงเขามีรายได้หลักล้านต่อปีเลย ค่าใช้จ่ายในวันนี้เขาจัดการหมดเลยพวกเราไปเที่ยวเล่นก็พอแล้ว”
เย่จื่ออี๋ชะงักไปหากถามว่าเธอจำหน้าใครได้มากที่สุด ก็ต้องเป็น ฟั่นถ่ง
ในระหว่างที่เรียนคนคนนี้ออกไปเที่ยวเล่นทุกวันเขามั่วสุมกับพวกอันธพาลไม่น้อย สักพักก็ต่อสู้กัน วันๆ ไม่ทำอะไรเลย
ในตอนนั้นทุกคนคิดว่าฟั่นถ่งหมดหนทางเยียวยาแล้วแต่คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้เขาจะมีรายได้หลักล้านต่อปีอีกทั้งยังไปได้ดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นบางคนเสียอีก
แต่ตอนที่อยู่ในช่วงมหาวิทยาลัยฟั่นถ่งมาวอแวกับเธอตลอด อีกทั้งยังเขียนจดหมายรักให้เธอเป็นประจำจนทำให้เธอรู้สึกรำคาญมาก
“จื่ออี๋ไม่ต้องลังเลแล้ว งานเลี้ยงรุ่นในครั้งนี้สามารถพาครอบครัวไปได้ เพื่อนๆพาแฟนของตัวเองไปตั้งเยอะตั้งแยะ บางคนพาลูกไปด้วยนะ” รูมเมทผมตรงเหลือบสายตามองทางซูฮ่าวที่ยืนอยู่ด้านข้างก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความหมาย
เย่จื่ออี๋ใบหน้าแดงก่ำในตอนที่เธอกำลังจะอธิบาย แต่ซูฮ่าวกลับพยักหน้าให้เธอแล้วพูดว่า “ไปเถอะ กว่าเฉียวเฉี่ยวจะเลิกก็อีกหนึ่งชั่วโมงครึ่งกว่าจะได้เจอเพื่อนสมัยเรียนก็ยาก ไปเจอหน้ากันบ้างก็ดีนะ”
“ก็ได้… ” เย่จื่ออี๋อ้าปากขึ้น ในที่สุดก็ตอบตกลง
ในตอนนั้นเธอกับซูฮ่าวก็เดินออกจากคาเฟ่แล้วเดินทางไปยังร้านอาหารเทียนเฉินที่อยู่บริเวณใกล้เคียง