บทที่ 5 หน้าที่ของพระรอง
ก๊อก !!! ก๊อก !!! ก๊อก !!!
"เอมเองค่ะ เอมเอากาแฟที่สั่งมาส่งค่ะบอส" เสียงเคาะประตูห้องทำงานของผมดังขึ้นก่อนที่เสียงเลขาสาวผู้มีฉายานามว่าเจ๊ระเบียบประจำบริษัทจะเอ่ยบอกธุระของตัวเองที่มาเคาะประตูห้องผู้บริหารของผมในเวลาที่ผมกำลังเคร่งเครียดแบบนี้
"เข้ามาได้" ผมเอ่ยบอกโดยที่ยังไม่เงยหน้าจากงานเอกสารบนโต๊ะ ปล่อยให้เลขาวางกาแฟเอาไว้ข้าง ๆ หากแต่ก่อนที่เธอจะเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ แบบทุกที ผมกลับต้องเรียกเธอไว้
"เอม เดี๋ยวเที่ยงนี้สั่งข้าวให้ผมด้วยนะ ให้เขาเอามาส่งที่ห้องทำงานเลย ผมคงไม่ได้ออกไปทานข้างนอก" ผมเอ่ยบอกเลขาสาวตรงหน้า พลางมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลา 11:00 นาที เมื่อคำนวณแล้วว่างงานบนโต๊ะนี่ไม่มีท่าทีว่าจะเสร็จทันพักเที่ยงแน่นอน
"ได้ค่ะบอส บอสอยากทานอะไรเป็พิเศษไหมคะ" เอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจริงจัง พลางขยับแว่นตาของเธอให้เข้าที่ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้เอียงเลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียวเลยด้วยซ้ำ
"เอาพวกอาหารญี่ปุ่นก็ได้" ผมถอนหายใจยาวเมื่อคิดได้ว่าผมจะไม่มีเวลาในการเพลิดเพลินกับการทานอาหารอีกต่อไป เมื่อเอกสารที่ยังกองพะเนินอยู่บนโต๊ะไม่ได้ชวนให้ผ่อนคลายได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
"รับทราบค่ะบอส" เอมรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างไม่อยากรบกวนผมมากไปกว่านี้
"พักก่อนไหมคะโฮสต์ โฮสต์เคร่งเครียดกับงานเอกสารพวกนี้มาสามวันแล้วนะคะ อย่างน้อยก็พักทานกาแฟสักแปบก็ได้ค่ะ" อลิสในร่างแมวเปอร์เซียร์สีขาวที่นอนอยู่บนตักเอ่ยขึ้น พลางเอาหัวถูพุงผมอย่างประท้วง ผมเลยทำได้แค่เอื้อมมือไปลูบหัวนุ่ม ๆ นั่น หากแต่สายตาก็ยังคงละจากเอกสารในมือไม่ได้
"ไม่ได้หรอกอลิส ตอนนี้ผมเป็ประธานบริษัทนี้นะ ผมก็ต้องจัดการงานพวกนี้ให้เรียบร้อยด้วย ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ภามยอมไว้หน้าพวกบอร์ดบริหารขนาดไหน ถึงได้แทบจะปีนข้ามหัวกันขนาดนี้ แทบจะไม่เห็นผมเป็ประธานบริษัทเลยด้วยซ้ำ เอะอะจะเอาตามที่ตัวเอง้าให้ได้" ผมตอบกลับอลิสก่อนจะแยกเอกสารบนโต๊ะเอาไว้ ว่าอันไหนมีประโยชน์ อันไหนไร้ประโยชน์
ตอนนี้ผมคือภาม เพราะฉะนั้น ชีวิตของภามก็คือชีวิตของผมเช่นกัน !!
การรับบทบาทเป็ในการทำงานในแต่ละโลก แน่นอนว่าผมต้องได้ความทรงจำของตัวละครที่ผมสวมบทบาทมาด้วย เพื่อให้รับรู้ได้ถึงเื่ราวที่ผ่านมาของตัวละคร ความคิด แนวทางการการใช้ชีวิตหรืออุปนิสัย ซึ่งหลังจากตื่นขึ้นมาในโลกใบนี้ผมก็ให้อลิสดาวน์โหลดข้อมูลความทรงจำของภามให้ผมั้แ่ที่ร้านอาหารแล้ว
ถามว่าทำไมไม่ตื่นแล้วจำได้ทุกอย่างเลยน่ะเหรอ...
ผมก็แค่ตั้งค่าอลิสเอาไว้ก็เท่านั้นเอง
ผมก็แค่อยากยืดเวลาในการเป็ตัวของตัวเองเอาไว้นิดหน่อยเอง อย่างน้อยการได้เลือกกับการเลือกไม่ได้มันก็ต่างกันนะ แม้ในความเป็จริงจะต่างกันไม่มากนัก แต่มันต่างกันมากในแง่ของความรู้สึก
"โฮสต์แค่ติดใจการสวมบทบาทเป็นักสืบในโลกที่ 7 ต่างหากล่ะคะ อย่ามาอ้างให้สวยหรูเลยค่ะ อลิสรู้ทันนะคะ" อลิสในร่างแมวยืนขึ้นเต็มความสูงก่อนจะใช้อุ้งเท้าเล็ก ๆ แตะที่คอของผมพลางเอาลิ้นสาก ๆ เลียคางผม ท่าทางแมวอ้อนแบบนั้นทำผมเลิกสนใจเอกสารบนโต๊ะได้อย่างทันที
"เอานิสัยแมวน่ารักแบบนี้มาใช้บ่อย ๆ สิ อลิสก็ดาวน์โหลดไว้นี่นา ทำไมต้องหลอกผมด้วยว่ามันไม่มี" ผมอุ้มอลิสขึ้นมาเอาหน้าฟัดพุงนุ่ม ๆ นั่นอย่างหมั่นเขี้ยว หากแต่อาจจะแรงไปหน่อยเลยถูกอุ้งมือนุ่ม ๆ นั่นตะปบเข้าหลายทีพร้อมเสียงแมวร้องเงี้ยวง้าวประท้วงไม่หยุด เมื่ออลิสไม่สามารถสู้แรงผมได้
"โอ๊ย !! อลิสข่วนผมอ่ะ" ผมร้องขึ้นพลางทำหน้ามุ่ยเมื่ออลิสข่วนผม อลิสที่ดิ้นหลุดรอดมือผมไปได้ะโหนีไปอยู่บนโต๊ะพลางขู่แล้วพองขนใส่ หากแต่ในสายตาผมมันกลับดูน่าเอ็นดูเสียมากกว่า ในที่สุดผมก็ทำให้อลิสเสียมาดจนกลายเป็แมวได้แล้ว ส่วนในใจกำลังรู้สึกดี๊ด๊าเป็อย่างมาก าแแห่งเกียรติยศชัด ๆ อย่างน้อยคนเลี้ยงแมวก็ต้องเคยถูกแมวข่วนบ้างล่ะน่า มันคือาแแห่งความภาคภูมิใจ
"โฮสต์โรคจิต ไปกินกาแฟนู่นไป ไม่ต้องมายุ่งกับอลิสเลย ขนฟูหมดแล้วเห็นไหมเนี่ย เสียเวลาอลิสชะมัดเลย" อลิสที่อ่านความคิดของผมได้เอ่ยแขวะก่อนจะบ่นหงุบหงิบเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้ได้ยินแต่ก็ได้ยิน ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดใส่ผม หันไปเลียขนตัวเองที่ถูกขยี้จนฟูให้เข้าที่อย่างไม่สนใจใยดีผมอีก
"อลิสบอกให้ผมพักเองนี่ ถ้าอยากให้หายเครียดก็ แมวนี่แหละตัวช่วยที่ดีที่สุดแล้ว" ผมพูดพลางยกกาแฟขึ้นมาจิบ เติมคาเฟอีนเข้าเส้นเืตามความเคยชิน พลางเอนตัวลงกับเก้าอี้ในท่าทีที่ผ่อนคลาย ถือเป็่พักเบรคในการทำงานที่เคร่งเครียดเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียสุขภาพจิตจนเกินไปจนส่งผลเสียต่อร่างกาย
แม้จะเพิ่งโหมทำงานหนักจนเลยเวลามาสามวันแล้วก็เถอะ แต่อย่างน้อยกาแฟอร่อย ๆ ก็ช่วยให้จิตใจสงบได้พอสมควรเลยทีเดียว ่เวลาของการจิบกาแฟนี่แหละคือความผ่อนคลายอย่างแท้จริง
"ตาแก่พวกนั้นนี่นะ ถ้าไม่ติดว่ายังจำเป็ต่อบริษัทล่ะก็ ผมไม่เอาไว้หรอก" ผมพูดขึ้นพลางนึกถึงการประชุมเมื่อสามวันที่แล้วอันเป็ที่มาของกองงานโปรเจ็คต่าง ๆ ที่ผลาญงบเป็น้ำอย่างเกินความจำเป็
เงินมันเสกได้จากอากาศมั้ง ตาแก่โลภมากพวกนั้นนี่ แทบไม่ต่างอะไรกับพวกปลิงที่คอยสูบเืสูบเนื้อ !!!
บริษัทนี้ภามสร้างขึ้นมาเองกับมือก็จริง แต่ในระดับบอร์ดบริหารแล้วบริษัทของภามเป็หนึ่งในบริษัทย่อยที่พ่อของเขากับพวกตาแก่สร้างขึ้นมาร่วมกัน ซึ่งพอพ่อกับแม่ของภามประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ พวกนั้นก็โยนภามให้มาเป็ประธานบริษัทลูกที่กำลังจะเจ๊งอย่างไม่มีความเห็นใจใด ๆ หากแต่พอภามสามารถพลิกฟื้นบริษัทให้เป็ไปได้ด้วยดีก็เริ่มสอดมือเข้ามายุ่งทีละนิด ๆ โดยเอางบประมาณเข้าล่อ โดยที่ภามก็ไม่สามารถปฎิเสธได้
"ก็คุณภามก่อนหน้านี้ใจดีนี่คะ เลยเลือกที่จะประณีประนอมมาตลอด แม้ไม่อยากจะยอมก็ยังต้องยอมลงสักสามส่วนอยู่ดี แต่โฮสต์น่ะเด็ดขาดกว่า อลิสว่ามันก็ไม่ใช่เื่แย่สักหน่อยที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า" อลิสที่เลียขนอยู่ตอบผมทั้ง ๆ ที่ยังวุ่นวายอยู่กับการเลียขนที่เพิ่งจะเริ่มได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น แน่นอนว่าอลิสเห็นด้วยกับการที่ผมจะปฎิวัติบริษัทใหม่
ซึ่งมันทำให้ผมต้องมานั่งแก้โปรเจกต์พวกนั้นจนหัวหมุนอยู่นี่ยังไงล่ะ
สามวันสามคืนในการที่ผมแทบจะต้องพลิกบริษัทเพื่อหาข้อมูลมาอ้างอิงเพื่อหักหน้าตาแก่พวกนั้นที่โกงอย่างโจ่งแจ้งหากแต่กลับทำเอกสารปลอม ๆ พวกนั้นออกมาได้อย่างแเีจนแทบจะไม่มีใครเอะใจ
แม้จะจัดการตัวบิ๊ก ๆ ยังไม่ได้ แต่ผมก็หาหลักฐานได้มากพอที่ก็ตัดแขนตัดขาพวกมันที่แฝงอยู่ในบริษัทได้ อย่างน้อยก็เป็การเตือนว่าผมเอาจริง !!!
ถ้าไม่ใช่ว่าผมผ่านอะไรมามากมายในหลาย ๆ โลกก่อนหน้านั้นจนมีความรู้มากพอ และรู้ถึงวิธีการรับมือกับคนพวกนี้ได้อย่างไม่ต้องพลาดท่าหรือสูญเสีย แถมยังสามารถตอกหน้าพวกตาเฒ่านั่นได้อย่าง 'สุภาพ' แล้วล่ะก็ การยอมก็อาจจะเป็ตัวเลือกที่เหมาะสม ในการอยู่รอดในสังคมที่เล่นพรรคเล่นพวกหาแนวร่วมแบบนี้
แต่ภามในตอนนี้ไม่ใช่คนที่จะต้องยอมคนอีกต่อไปแล้ว เพราะ 'ผม' จะไม่ยอมอีกต่อไป
"เื่งานนี่เดี๋ยวอีกนิดก็เสร็จแล้วล่ะ วันนี้จะได้เลิกงานตรงเวลาสักที ผมว่าผมเหนื่อยมาพอแล้ว" ผมหันมองกองเอกสารที่แยกส่วนจนเรียบร้อย เป็เอกสารงบประมาณที่มีปัญหา หากแต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่ผมจะจัดการ ที่เหลือก็แค่จัดเรียงเอกสารให้เรียบร้อยเพื่อเอาไปโยนฟาดหน้าตาแก่ในห้องประชุมพวกนั้นให้อกแตกตายก็พอ
"ตอนหกโมงเย็นนี้โฮสต์มีภารกิจแรกต้องไปหาคุณหญิงไข่มุกก่อนค่ะ แล้วภารกิจที่สองก็คือโฮสต์จะต้องไปหานางเอกที่คอนโด แล้วภารกิจที่สามคือไปหาพระเอกที่บาร์ ตอนห้าทุ่มค่ะ" อลิสเอ่ยแจ้งภารกิจให้ผมฟัง อย่างน้อยการไปหาคุณหญิงไข่มุกก็การันตีได้ว่าผมมีอาหารดี ๆ รออยู่
ผมมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง 11:45 นาที เวลาแค่นี้ทำให้ตาแก่บางคนที่ไปคุยธุระส่วนตัวกลับมาไม่ทันประชุมแน่ ๆ โทษฐานการละทิ้งหน้าที่อาจจะไม่ได้มีโทษหนักหนาอะไรมากนักในฐานะผู้บริหาร หากแต่ถ้ามันสามารถใช้ในการ 'ตักเตือน' ตาแก่พวกนั้นได้มันก็ถือว่าคุ้มการกับการที่ต้องอดหลับอดนอนแก้ไขงานเอกสารทั้งหมดนี่
"ได้เวลาเอาคืนแล้วล่ะอลิส" ผมหันไปขยิบตาให้กับอลิสก่อนจะต่อสายตรงโทรหาเลขาหน้าห้องอย่างเอมเพื่อสั่งงานในทันที เพื่อเรียกประชุมด่วนอย่างกลั่นแกล้งพวกตาแก่นั่นให้หัวใจวายเล่น ๆ เพราะผมเองก็ไม่ได้ว่างพอที่จะยุ่งกับงานในบริษัทจนไม่เป็อันต้องทำอะไรสักหน่อย
"เอม วันนี้ผมจะประชุมด่วนตอนบ่ายสอง จัดห้องให้ผมด้วย แล้วแจ้งผู้บริหารทั้งหมดให้มาประชุมด้วย หากใครกลับมาไม่ทัน บอกพวกเขาว่า ผม้าคำตอบที่มันเหมาะสมกับตำแหน่งผู้บริหารที่พวกเขานั่งอยู่" เมื่ออีกฝ่ายรับคำสั่งเรียบร้อย ที่ผมต้องทำก็แค่รอเวลาเอาคืนเท่านั้น
โทษตัวเองเถอะที่ต้องมาเจอกับผม
เวลา 17:45 นาที
ผมอยู่บนรถสปอร์ตสีขาวคันหรูที่กำลังขับอยู่บนถนนด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลอัศวไพศินทร์ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยอาศัยเส้นทางจากความทรงจำของภาม โดยมีแมวเปอร์เซียร์สีขาวนั่งนิ่ง ๆ อยู่บนเบาะข้าง ๆ พร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างน่ารัก
"อลิสชอบใจที่พวกตาแก่พวกนั้นเถียงโฮสต์ไม่ได้เป็ที่สุดเลยค่ะ นั่งโมโหกันจนหน้าดำหน้าแดงเลยทีเดียวที่โดนเด็กถอนหงอกกลางห้องประชุมแบบนั้น ทีนี้ก็รู้หมดเลยว่าพนักงานคนไหนเป็คนของใคร วิ่งไปเกาะแข้งเกาะขาขอร้องเ้านายอย่างลืมตัวเลยทีเดียว" อลิสพูดถึงเื่ราวโป๊ะแตกกลางห้องประชุมที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน
"ก็ดันยืนยันกันหนักแน่นว่าไม่เกี่ยว ๆ แค่ให้เอมแจกจดหมายเชิญออกพร้อมระบุชื่อและความผิดเท่านั้นแหละ ไม่เหลือมาดสักคน ทั้งเ้านายและลูกน้อง ผมแทบจะอดทำหน้าเครียดไม่ไหวอยู่แล้วเชียว เก็บเศษหน้ากันแทบไม่ทัน ผมล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่าจะกล้าก่อเื่กันอีกไหม" ผมอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้เมื่อนึกถึงเื่ตลกในห้องประชุม สีหน้าคนพวกนั้นน่ะ แทบดูไม่ได้
"คงจะเข็ดกันไปอีกสักพักแหละค่ะโฮสต์ พอให้โฮสต์ได้หายใจหายคอบ้าง แต่เดี๋ยวก็คงพยายามเอาคืนอยู่ดี ก็เป็พวกเสียหน้าไม่ได้กันนี่คะ แต่ไม่เป็ไรนะคะ ถ้าหากมีใครคิดไม่ดีกับโฮสต์ อลิสจะปกป้องโฮสต์เอง" อลิสในร่างแมวหันมายิ้มแยกเขี้ยวให้ผมอย่างให้กำลังใจ
"ครับอลิส ผมเชื่อใจอลิสที่สุดแล้ว" ผมตอบอลิสพลางเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้จนอลิสหน้ายู่
"ว่าแต่ตอนนี้เนื้อเื่ดำเนินไปถึงไหนแล้วน่ะอลิส พระเอกกับนางเอกย้ายไปอยู่ด้วยกันแล้วนี่ แผลที่แขนกับที่ขาน่าจะหายแล้ว คุณหญิงไข่มุกเล่นพานางเอกกลับบ้านในวันนั้นเลย คุณครามของอลิสน่าจะหน้าบูดน่าดู" ผมเอ่ยถามอลิสอย่างอยากรู้ ที่จริงผมก็พอรู้เนื้อเื่ทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ อยู่ แต่ถ้าจะเอาความแม่นระดับเอไอตรวจสอบก็ต้องถามอลิสน่ะถูกต้องแล้ว
"ก็หลังจากวันนั้นคุณหญิงไข่มุกก็ทำแผลให้คุณหยาดฝนเองเลยค่ะ เพราะจนแล้วจนรอดบ้านตัวร้ายทั้งบ้านก็ไม่มีใครมาดู อ้างว่าต้องดูแลแขก คุณหญิงไข่มุกเลยปรี๊ดแตกเมื่อเห็นแผลโดนน้ำร้อนลวกที่แขน แล้วพานางเอกกลับบ้านไปดูแลในฐานะว่าที่ลูกสะไภ้ในทันที คุณครามของอลิสก็ได้แต่ทำหน้านิ่ง โต้ตอบคุณหญิงแม่ไม่ได้สักคำเลยค่ะ" อลิสเล่าเนื้อเื่ที่เกิดขึ้นในนิยายที่ผมไม่มีส่วนร่วมให้ผมฟังอย่างคร่าว ๆ
"แต่ไม่ได้ไปนอนที่บ้านพระเอกหรอกนะคะ ให้ไปนอนที่คอนโดของพระเอกค่ะ คุณหญิงไข่มุกบอกว่าเป็ของขวัญให้ลูกสะไภ้ เพราะยังไม่ได้แต่งไม่ได้หมั้นจะให้ไปอยู่บ้านผู้ชายเลยมันก็ดูไม่ดีใช่ไหมคะ เลยต้องใช้ข้ออ้างนี้ คุณหญิงไข่มุกประกาศกลางงานเลยนะคะ เพราะไม่อยากให้ใครมานินทาลับหลัง อลิสล่ะชอบใจฉากนี้มากเลยค่ะ เสียดายที่ไม่ได้เห็นเอง" อลิสเล่าด้วยท่าทีอินจัด
"ไอ้ครามโมโหตายเลยสิแบบนี้ คอนโดนั่นมันรีโนเวท ออกแบบภายในเองใหม่หมด เป็บ้านสุดรักของมันเลยนะนั่น แต่คุณหญิงแม่กลับให้คุณหยาดฝนไปอยู่ สมน้ำหน้ามัน ที่มันขัดขืนไม่ได้ก็เพราะชื่อคอนโดเป็ชื่อแม่ กะว่าจะโอนหลังเข้าอยู่แท้ ๆ ฮ่าฮ่าฮ่า" ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อนึกได้ว่าไอ้หน้าหล่อลูกรักนักเขียนถูกกลั่นแกล้งรุนแรงไม่ต่างกัน
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ทำแบบนี้พ่อพระเอกที่เกลียดขี้หน้านางเอกขนาดนั้นจะยอมอยู่ร่วมกับนางเอกได้เหรอ ไม่แม้แต่จะเหยียบย่างเข้าไปที่นั่นแน่ ๆ ถ้าคุณหญิงแม่ไม่บังคับยึดคีย์การ์ดคอนโดที่อื่นและบัตรเครดิตทั้งหมดเพื่อไม่ให้พระเอกไปไหนได้ แถมยังไม่ยอมให้เข้าบ้านใหญ่อีกต่างหาก แล้วพ่อพระเอกจะขัดขืนยังไงอีก
ต้องอยู่บ้านเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะนอนคนละห้องแต่ก็เห็นร่องรอยการมีอยู่ของนางเอกเต็มไปหมดอยู่ดี ไหนจะอาหารที่ทำให้กินทุกเช้า ทำรออยู่ทุกเย็น ความห่วงใยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นางเอกแค่อยากจะตอบแทนบุญคุณคุณแม่โดยการดูแลพระเอก ตามที่คุณหญิงไข่มุกนางเอกเบอร์หนึ่งของสมัยก่อนเล่นบทโศกร้องห่มร้องไห้ว่าลูกชายไม่มีใครดูแล จนนางเอกต้องรับปากดูแลพร้อมรายงานผลอาหารทุกมื้อให้คุณแม่ฟังทุกวัน
แน่นอนว่าพระเอกก็ถูกมัดมือชกต้องอยู่ให้นางเอกดูแลอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ไหนจะต้องรายงานผลการกินข้าวทุกด้วยกันตอนเช้าเป็ภาพถ่ายให้คุณแม่ดูทุกวันนั่นเอง นั่นแหละจุดสูงสุดที่พระเอกจะยอมกลับมานอนบ้านเพื่อกินข้าวเช้าพร้อมกันแล้วหายหัวไปตลอดทั้งวัน จนดึก ๆ ถึงจะกลับมานอนที่คอนโด วนเวียนมาสามวันแล้ว
แน่นอนว่าการทำความสะอาดบ้าน อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่เห็นค่าพวกนี้นี่แหละที่พอมันหายไปก็จะรู้สึกโหยหาโดยไม่รู้ตัว และแล้วพระเอกก็จะได้รู้ใจตัวเองว่าตัวเองขาดนางเอกไม่ได้
แผนแทรกซึมในชีวิตอีกฝ่ายอย่างเนียน ๆ ได้ผลเสมอ
"แล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างในคอนโดล่ะอลิส ฉากล้มปากชนกันต้องมาแล้วไหม นิยายรักโรแมนติกแบบนี้น่าจะไม่พลาด แถมยังต้องกินข้าวเช้า กลางวัน เย็น ฝีมือนางเอกตามที่คุณแม่สั่งไว้อีก ต้องติดใจรสมือแม่ศรีเรือนของนางเอกแล้วไหมล่ะ สกิลแม่บ้านมัดใจสามีเต็มร้อย แน่ ๆ ส่วนที่ได้ใจแม่สามีน่ะเหรอ คงจะเกินพันแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า" การที่นางเอกแทรกซึมชีวิตพระเอกได้สำเร็จแบบนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับคุณหญิงไข่มุกไปเต็ม ๆ เลยล่ะ
"ล้มปากชนกันน่ะกำลังจะเกิดขึ้นตอนทุ่มนึงของวันนี้ค่ะโฮสต์ เพราะคุณครามกลับบ้านเร็วกว่าปกติ คุณหยาดฝนเลยต้องเอาอาหารมาเสิร์ฟให้ วางเสร็จแล้วก็เกิดสะดุดจะล้มค่ะ พระเอกก็เลยคว้าเอาไว้ ด้วยสัญชาตญาณก็พลิกเอาตัวเองลงด้านล่างรับแรกกระแทกเอง แล้วก็ จุ๊บ ตามบท ภาพต้องสโลว์ ๆ หน่อยนะคะ ให้พระนางมองตากันนาน ๆ อลิสแค่อ่านยังเขินเลยค่ะโฮสต์"
"....." ผมได้แต่อมยิ้มแล้วมองแมวเปอร์เซียร์สีขาวใช้อุ้งเท้าเล็ก ๆ สีชมพูขอตัวเองปิดหน้าปิดตากรี๊ดอย่างลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็แมวอย่างไร้คำพูด ปล่อยให้อลิสรู้ตัวแล้วกระแอมไออย่างเขิน ๆ ก่อนจะเล่าเื่ต่อ
"เพราะเกิดเื่แบบนั้นนั่นแหละค่ะ คุณครามเลยหนีไปดื่มย้อมใจที่บาร์ จนต้องเป็หน้าที่ของโฮสต์ที่จะต้องไปตามกลับ โดยโฮสต์ต้องไปหาคุณหญิงแม่ก่อน เพราะไม่อย่างนั้นโฮสต์ก็จะไม่รู้ว่าพระเอกไปอยู่กับนางเอก แล้วค่อยแวะไปหานางเอกเอาขนมของคุณหญิงแม่ไปฝากพระเอก โฮสต์ก็จะได้คุยกับนางเอกนิดหน่อยค่ะ" อลิสเล่าภารกิจของผมให้ฟังเป็ฉาก ๆ เลยทีเดียว
"แล้วคืนนี้พระเอกก็หายไปไม่ยอมกลับห้องจนดึกดื่น ปล่อยให้นางเอกรอคอยอย่างกระวนกระวายใจจนต้องโทรถามโฮสต์ ตามที่โฮสต์พึ่งจะแลกเบอร์กับนางเอกตอนเจอกันเมื่อกี้ แล้วก็เป็หน้าที่ของโฮสต์ที่จะต้องช่วยตามหาพระเอกแล้วพากลับมาคืนให้นางเอกดูแลให้ค่ะ แล้วคุณครามที่เมาก็จะจูบนางเอกอย่างดูดดื่ม แล้วเื่ราวก็จบแค่นี้ค่ะ" อลิสเล่าที่มาของภารกิจในวันนี้ให้ผมฟังอย่างสรุป
และแล้วรถคันหรูของผมก็จอดที่หน้าประตูบ้านของพระเอกเรียบร้อยแล้ว
แม้ในนิยายจะเล่าเื่ราวของผมตอนที่มาหาแม่พระเอกแบบย้อนหลัง แต่ผมก็ต้องทำภารกิจให้ตรงกับ่เวลาที่เกิดขึ้นเสมอ เอาล่ะ เริ่มทำภารกิจได้
"สวัสดีครับคุณแม่ วันนี้สวยกว่าวันก่อนอีกนะครับเนี่ย" ผมทักทายเ้าของบ้านที่เดินออกมารับ พลางยื่นของฝากกระเช้าผลไม้ให้เด็กรับใช้ในบ้านถือเอาไปเก็บ ก่อนจะเดินไปกอดแขนผู้าุโที่ดูสดใสขึ้นกว่าเดิมอย่างประจบเอาใจ
'โฮสต์ตะกละเกินไปแล้วนะคะ เรามาทำภารกิจกันนะคะ ในหัวโฮสต์นี่เต็มไปด้วยของกินรึไง' เสียงอลิสแขวะดังขึ้นในหัวผม แต่ผมไม่สนใจหรอกเพราะในความทรงจำของภาม อาหารบ้านของพระเอกอร่อยมาก และที่อร่อยที่สุดก็คือของหวานแบบไทยโบราณที่คุณหญิงแม่นาน ๆ ทีจะลงมือทำให้เอง
มีโอกาสได้กินทั้งทีทำไมจะมีความสุขไม่ได้ล่ะ
ภารกิจก็ส่วนภารกิจ กินก็ส่วนกิน ยิ่งทำภารกิจไปด้วยกินไปด้วยยิ่งโคตรลาภปากคูณสองไปเลยทีเดียว
"มาแล้วก็ปากหวานเลยนะตาภามเนี่ย ป่ะไปกันข้าวกัน แม่เตรียมของชอบเราไว้เยอะเลย แม่ทำของหวานเองด้วยนะวันนี้ ช่อม่วงที่ภามชอบไง" คุณหญิงไข่มุกเดินกอดแขนลูกชายคนใหม่เข้าบ้านอย่างอารมณ์ดีก่อนจะสั่งให้ตั้งโต๊ะอาหารทันทีราวกับรอคอยผมอยู่แล้ว
"แล้วเ้าครามล่ะครับ ยังไม่เสร็จงานอีกเหรอครับถึงยังไม่กลับ ปกติผมไม่เห็นมันยอมปล่อยให้คุณแม่กินข้าวคนเดียวเลยสักวัน" ผมเอ่ยถามคุณหญิงแม่ตามบท เพราะผมต้องสงสัยที่ลูกชายที่สุดที่รักที่ตามใจคุณแม่สุด ๆ อย่างพระเอกที่ถึงขั้นต้องกินข้าวกับคุณแม่ทุกเช้าเย็นหายไป
"นี่ตาครามไม่ได้บอกเราหรอกเหรอ ครามเขาย้ายไปอยู่คอนโดแล้วละจ้ะ" คุณหญิงแม่ตอบกลับผมพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย คงงงว่าทำไมครามไม่บอกผม ทั้ง ๆ ที่ไอ้หมอนั่นกับผมเป็เพื่อนสนิทกันขนาดนั้น แต่ผมรู้ ว่าพ่อพระเอกคงอายที่สุดท้ายก็ปฏิเสธคุณแม่ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ยืนกรานกับผมไว้ซะขนาดนั้น มันคงรู้ตัวว่าผมจะล้อมันแน่ ๆ
"คอนโดนั่นเสร็จแล้วเหรอครับ ครามบอกผมว่าคอนโดเสร็จจะพาผมไปฉลอง แบบนี้นี่มันเบี้ยวกันชัด ๆ ผมฟ้องคุณแม่ไว้เลยนะครับ ว่าลูกชายคุณแม่ผิดสัญญากับผม อ๊ะ ขอบคุณครับ" ผมฟ้องคุณแม่ตามบท และรับอาหารที่คุณแม่ตักมาให้อย่างสุภาพ
"ภามก็ลูกแม่เหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต้องน้อยใจไปหรอก ถ้าตาครามไม่เล่า เดี๋ยวแม่เล่าให้ฟังเอง ขอบใจจ๊ะ ทานเถอะ แม่ทำไว้ให้ภามโดยเฉพาะเลยนะ" คุณหญิงไข่มุกว่าพลางให้ผมอย่างเอ็นดู แล้วทานอาหารที่ผมตักไว้ให้
ดีที่บ้านนี้ไม่มีกฏห้ามคุยตอนทานอาหาร ขอแค่ไม่ทำอะไรที่เสียมารยาทก็พอ
"คุณแม่รู้ใจผมที่สุดแล้วล่ะครับ ผมรักคุณแม่ที่สุดเลย" ผมรู้ว่าคุณหญิงแม่รักภามเหมือนเป็ลูกแท้ ๆ อีกคน และแน่นอนว่าภามก็รักคุณหญิงแม่เหมือนเป็แม่แท้ ๆ เหมือนกัน จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปของคำว่าครอบครัว สามารถเติมเต็มกันและกันได้ แม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็ถือว่ายังพอแทนที่ช่องว่างนั้นได้
"ภามรู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนูหยาดบ้าง ไม่งั้นภามจะไม่ทำแบบนั้น แม่พูดถูกไหม" สายตาของคนสูงวัยกว่าจับจ้องมองมาอย่างไม่หลบสายตา คุณหญิงแม่เดาถูกว่าทำไมวันนั้นผมถึงกลายเป็คนที่ะโเข้าหาปัญหา อย่างการอุ้มคู่หมั้นคนอื่นออกจากงานไปอย่างโจ่งแจ้งแบบนั้น
"ครับ ผมเห็นผ้าพันแผลที่แขนเธอั้แ่แรกแล้ว จนพาเธอออกมาแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ผมกลัวจะเสียมารยาทมากไปกว่านี้ แต่แค่นั้นก็พอจะรู้แล้วล่ะครับ" ผมตอบไปตามบทตามความเป็จริงที่เกิดขึ้น ผมรู้ว่าคุณหญิงแม่ไม่ได้จะซักไซ้ผม คุณหญิงแม่แค่้าแนวร่วม
"ถ้าตาครามเข้าใจหนูหยาดได้สักครึ่งของภามก็คงดีกว่านี้ เด็กคนนั้นดึงดันไม่ยอมฟังอะไรท่าเดียวเลย ขนาดหนูหยาดเจ็บขนาดนั้นก็ไม่เห็นใจเลยสักนิด จนแม่ต้องพูดไปว่าแม่พึ่งเสียน้อง และแม่ไม่อยากให้ครามเมินเฉยกับคนที่้าความช่วยเหลือ ครามถึงได้ยอมให้หนูหยาดไปอยู่ที่คอนโด" คุณหญิงแม่พูดพลางยิ้มเศร้า การล้อเล่นกับความสูญเสียไม่ใช่เื่ที่ควรทำ หากแต่คุณหญิงแม่ก็รู้ดีว่าครามจะไม่ยอมจนถึงที่สุด จึงไม่มีทางเลือก
"เ้าครามดื้อจะตายไปครับ ต่อให้ยกคอนโดให้คุณหยาดได้ แต่หมอนั่นคงไม่ยอมกลับไปเหยียบที่นั่นอีกแน่ ผมเดาภาพหน้าบึ้ง ๆ ของหมอนั่นได้เลย คอนโดสุดรักสุดหวงเลยนะครับน่ะ ลงมือออกแบบเองหมดเลยด้วย" ถ้าผมยังเดานิสัยพระเอกได้ ทำไมคุณแม่จะไม่รู้ว่ามันจะเป็ยังไง
"ก็นั่นแหละ แม่ล่ะหมั่นไส้ตาครามมาก รังเกียจรังงอนอะไรหนูหยาดนักหนาก็ไม่รู้ แม่เลยบังคับให้ไปอยู่ด้วยกันเสียเลย แม่ยึดคีย์การ์ดคอนโดอื่น ๆ กับบัตรเครดิตไว้หมดแล้วด้วยนะ แม่ถึงกับต้องขู่ไปว่าครามไม่เชื่อใจแม่ว่าแม่มองคนไม่ผิด ร้องห่มร้องไห้จนตาครามตกหลุมพลางยอมรับปากว่าจะไปอยู่กับหนูหยาดนั่นแหละ เล่นตัวนัก แม่เลยมารยาใส่เสียเลย สะใจ" คุณหญิงแม่เล่าพลางแสดงออกทางสีหน้าท่าทางอย่างออกรส
"เ้าครามหรือจะสู้อดีตดาราจอเงินเบอร์หนึ่งอย่างคุณแม่ได้ครับ แค่คุณแม่ทำหน้าเศร้าเ้าครามก็ยอมทุกอย่างแล้ว" ผมพูดด้วยรอยยิ้ม พลางเข้าใจอลิสที่นึกเสียใจที่ไม่ได้เห็นฉากที่ชอบแบบตรงหน้าจะ ๆ สีหน้าพระเอกตอนนั้นต้องตลกมากแน่ ๆ
"แม่ก็เลยขอหนูหยาดให้ทำกับข้าวให้เ้าครามกิน เ้าครามน่ะถ้าปล่อยให้อยู่คนเดียวเมื่อไหร่ก็ชอบลืมกินข้าวเป็ประจำจนต้องบังคับเอา อย่างน้อย ๆ ก็ทุกเช้าแหละที่ต้องนั่งกินข้าวที่คอนโดพร้อมหนูหยาดแล้วถ่ายรูปส่งให้แม่ดูน่ะ หน้าบูดไม่ยอมมองกล้องเลยสักรูป เดี๋ยวแม่จะส่งให้ภามดูละกัน แม่ว่าตลกดี" คุณหญิงแม่ว่าพลางหัวเราะ ท่าทางร่าเริงดีขึ้นกว่าเดิมจนแทบจะเป็ปกติ
การเข้ามาของนางเอกไม่ได้แค่ทำให้พระเอกตกหลุมรักเท่านั้น เธอเข้ามาเปลี่ยนใครหลาย ๆ คน อย่างน้อยในตอนนี้เธอก็เปลี่ยนให้คุณหญิงแม่มีความสุขมากขึ้น ไม่จมอยู่กับความสูญเสียอย่างที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้ว
"แล้วภามล่ะ มีแฟนรึยังลูก จะพามาให้แม่ดูบ้างไหม" คุณหญิงแม่พูดเปลี่ยนเื่
"เดี๋ยวก็มีครับ ลูกชายคุณแม่หล่อเสียอย่าง ผมจะหาให้สวยไม่แพ้เ้าครามเลย คุณแม่คอยดูนะครับ ที่ผ่านมาผมก็แค่รอให้ครามมันมีแฟนก่อนก็เท่านั้น เพราะถ้าผมมีก่อนผมก็จะแพ้มันน่ะสิครับ เราพนันกันเอาไว้แล้วต่างหาก คุณแม่ไม่ต้องห่วงครับ ได้ทันอุ้มหลานแน่ ๆ ครับ" ผมตอบกลับไปตามบทพลางหัวเราะอย่างอดไม่ได้ เมื่อคุณหญิงแม่ทำหน้าตาไม่เชื่อใส่ผม
"แม่จะไม่บังคับใครหรอกนะ ทั้งภาม ตาคราม และหนูหยาด แม่รู้ว่าความรักเป็เื่ของคนสองคน หัวใจคนเราน่ะมันบังคับกันไม่ได้หรอก ที่แม่ทำกับตาครามและหนูหยาดตอนนี้ก็เป็แค่การให้โอกาสเท่านั้นแหละ ถ้าพ้นสามเดือนแล้วมันไปกันไม่รอดจริงๆ แม่ก็จะไม่บังคับใครทั้งนั้น" คุณหญิงแม่หันมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้มเอ็นดูของผู้ใหญ่ ก่อนจะสั่งให้คนเก็บโต๊ะเมื่อเราทั้งคู่ทานอาหารเสร็จแล้ว
"เพราะฉะนั้น ถ้ารักใคร ก็แค่ทำตามหัวใจตัวเองก็พอ เข้าใจไหมภาม" คุณแม่ว่าพลางเลื่อนจานขนมช่อสวยที่จับจีบสวยงามละเอียดมาตรงหน้าผม ไอร้อนยังลอยกรุ่นบ่งบอกว่าเพิ่งเอาออกจากเตา กลิ่นหอมเบาบางลอยแตะจมูกเรียกน้ำย่อยในกระเพาะส่วนของหวานได้อย่างดี ฝีมือคุณแม่นี่สุดยอดเหมือนในความทรงจำของภามจริง ๆ ผมเผลอกลืนน้ำลายอย่างอดไม่อยู่
'โฮสต์อย่าพึ่งตะกละ ต่อบทก่อนค่ะ อย่าเงียบสิคะโฮสต์ จะโดนหักคะแนนแล้ว' เสียงอลิสร้องลั่นดังขึ้นในหัวพร้อมกับเสียงไซเรนรถตำรวจที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ แต่ดึงสติผมจากขนมช่อม่วงตรงหน้าได้อย่างดี
"ครับคุณแม่" ผมหันไปตอบกลับคุณหญิงแม่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันมาสนใจขนมในจานอย่างเอาจริงเอาจัง
"ทานเถอะ ชอบเดี๋ยวแม่ให้แม่ครัวห่อกลับไปให้ภามด้วย แม่ทำไว้เยอะเหมือนกัน และจะฝากเอาไปส่งให้ตาครามด้วยสักชุดนะ ยังไม่เจอกันเลยล่ะสิ ถือโอกาสนี้ไปเซอร์ไพรส์ที่คอนโดก็ได้ หนูหยาดก็อยากขอบคุณเราด้วยพอดี" คุณแม่พูดขึ้นอย่างเอ็นดูก่อนจะหันไปสั่งคนครัวให้เตรียมขนมให้ผมตามสั่ง
"ได้ครับคุณแม่" ผมยิ้มรับคำสั่งอย่างยินดี
ถ้าทุกภารกิจอร่อยแบบนี้หมดก็ดีสิ จะได้มีแรงตั้งใจทำงานให้มากขึ้น