ตาเฒ่า ถึงกับอึ้งพูดไม่ออกจะมีผู้ใดกล้าบอกว่าตนเองกลัวตาย ต้องหน้าด้านเบอร์ไหนกันน่ะ
ยามนี่ตาเฒ่ารู้สึกราวกับประตูเปิดออกจนกว้างใหญ่ มันก็กลัวตายเช่นกันแต่ไม่เคยที่จะกล้ายอมรับต่อหน้าผู้ใด มันคิดว่า หลงเอ๋อ คือผู้กล้าหาญตัวจริง เสียงจริง
ต่อไปภายหน้ามันคงต้องเรียนรู้ความหน้าด้านไร้ยางอายจากหลงเอ๋อให้มากกว่านี้
“เด็กน้อยเ้าแน่มาก ข้าตาเฒ่ายอมรับนับถือเ้า”
ตาเฒ่า ถึงกับประสานมือคารวะ หลงเอ๋อเห็นดังนั้นจึงพยักหน้ายื่นมือออกตบไหล่อีกฝ่าย
“อืม...มิเป็ไรท่านค่อยๆ เรียนรู้จากข้าก็ได้”
ตาเฒ่า เบ้ปาก มองตาขวาง ข้าอายุจะ 10000ปีอยู่แล้ว ยังต้องมาฟัง เด็กน้อยอย่างเ้าสั่งสอนอีกหรือ
‘สูด...เย็นไว้ๆเพื่อโอสถคืนิญญา ระดับ 3 ข้าต้องผ่านมันไปให้ได้’ ตาเฒ่าคิดในใจ
หลงเอ๋อ ยังไม่ทันจะได้สำรวจสภาพด้านหน้า ก็เกิดเสียงพลุจุดะเิดังสนั่นหวั่นไหว
“วี๊ด...ปัง”
“วี๊ด...ตูม”
“ปุ้งปังๆ...”
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า ใจนสะดุ้งเฮือกรีบหันหน้ามองดู ก็รู้สึกแตกตื่นในใจ
นี่มันงานแซยิด หรืองานกินเลี้ยงโต๊ะจีนจากที่ใด หรือจะเป็งานฉลองขึ้นปีใหม่กันแน่
มองเห็นด้านหน้ามีป้ายผ้าผืนใหญ่โบกสะบัดด้วยแรงลม เขียนว่า “ยินดีต้อนรับผู้มาใหม่ในรอบ8000ปี” ตัวอักษรใหญ่โตมาก
พร้อมกับมีกลุ่มผู้คนมากหน้าหลายตายากจะนับจำนวณไหว มีทั้งผู้ชรา ชายหนุ่ม เด็กน้อย เด็กสาวนี่มันเกิดอะไรขึ้น
หลงเอ๋อ กับเฒ่ามืด งงงัน ราว 5 นาทียืนฟังเสียงพลุะเิลูกสุดท้ายดังจนจบ
หลังเสียงพลุผ่านไป เสียงพูดคุยของกลุ่มคนจำนวนมากจึงดังตามมาจนฟังแทบไม่ทัน
“นี่ท่านเด็กน้อยมีนามว่ากระไร...” หมายถึงหลงเอ๋อ
“ส่วนชายหนุ่มสูงวัยท่านล่ะ...” หมายถึงตาเฒ่า
“ท่านทั้ง 2มาทางนี่ซิ...”
“ใช่ท่าน...มาทางนี้ดีกว่าอย่าไปทางนั้นเลยท่าน”
“ท่านๆๆ...”
เมื่อเื่ราวที่เริ่มจะสับสนวุ่นวายจับต้นชนปลายไม่ถูก ก็มีชายชราผมขาวชุดเทาผู้หนึ่ง ยกไม้ขึ้นตีกลองไม้ 1 ครั้ง
“เปรี้ยง...”
เสียงที่สับสนวุ่นวาย พลันเงียบสนิทลงราวกับปิดสวิทช์ เงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมพัด
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า กลืนน้ำลายดัง
“เฮือกๆ...”
ชายชราผมขาวชุดเทา มองสำรวจหลงเอ๋อ กับตาเฒ่าจึงเอ่ยเสียงแหบ
“ข้าขอเป็ตัวแทนของกลุ่มคนเพื่อกล่าวยินดีต้อนรับทั้ง 2 ท่าน”
“ระหว่างที่ท่านทั้ง2 คนยังคงพำนักอาศัย ทำธุรกิจกับพวกเราที่นี่ ข้าหวังว่าท่านทั้ง 2 คน จะได้รับความสะดวกสบายใจที่ดียิ่งจากพวกเรา”
“พิธีต้อนรับนี่นับเป็ครั้งแรกที่มีการจัดขึ้นมา เนื่องเพราะว่าไม่มีการเปิดใช้ทางเดินผ่านเข้าโลกมิติขนาดเล็กมานานกว่า8000ปีแล้ว”
“ข้าเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีผู้ฝึกยุทธจากภายนอกเข้ามาซื้อหา แลกเปลี่ยนทรัพยากรกับพวกเรามากยิ่งขึ้น”
“เอาหล่ะตอนนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ขอเชิญทุกท่านทำหน้าที่ของตนได้เลย”
พูดจบ ชายชราผมขาวชุดเทา ก็ยกมือตีกลองไม้อีกครั้งหนึ่ง
“เปรี้ยง...”
เท่านั้นล่ะ เสียงผู้คนเคลื่อนไหวพรึบพลับเข้าประจำตำแหน่งของตนเอง และก็ตามมาด้วยเสียงคึกคักต่างๆ ก็ดังขึ้น มีทั้งโฆษณาขายสินค้าต่างๆเชิญชวนให้มาดูใกล้ๆ
อย่างนี้ก็มีเหรอข้านึกว่าจะมีการต่อสู้เือาบร่าง แสดงถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวดั่งผู้กล้าเข้าโรมรันในสมรภูมิอันดุเดือดเืพล่าน
หลงเอ๋อ ครุ่นคิดนี้มันห่างไกลจากความคิดของข้าไปไกลหลายล้านลี้ทีเดียวน่ะ
ระหว่างที่กำลังจัดระเบียบความคิดเสียใหม่ก็มีเด็กหนุ่มที่แต่งหน้าทาปากเข้ามาทักทาย
“นี่ท่านเด็กน้อยกับชายหนุ่มสูงวัยท่านนี้ ้าห้องพักผ่อนคลายอริยาบทหรือไม่”
“โรงเตี้ยมของเรามีห้องพักมากมายหลากหลายแบบ มีเตียงคู่ เตียงเดี่ยวมีอุปกรณ์ประจำห้องที่ท่านลูกค้าสามารถใข้ได้”
“ชายกับหญิงหรือ หญิงกับหญิง หรือ ชายกับชาย โรงเตี๊ยมของเราก็มีพร้อมบริการเช่นกัน”
“หรือถ้าท่าน้าข้าผู้น้อยก็สามารถจัดหาให้ได้เช่นกัน”
ระหว่างที่พูดเด็กหนุ่มที่แต่งหน้าทาปากพยายามเล่นหูเล่นตา ดึงดูดลูกค้าทั้ง 2 คนสุดฤทธิ์
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า สยิวกายอย่างหนาวเหน็บขนลุกขนชันเสียวประตูหลัง จนต้องยกมือปิด
หลงเอ๋อ ฝืนยิ้ม พูดตอบไป
“มิเป็ไรท่านพวกเราขอห้องพัก 2 ห้องก็แล้วกัน”
เด็กหนุ่มที่แต่งหน้าทาปาก มีสีหน้าขัดใจแต่ก็ยังดีที่ได้ลูกค้าเข้าโรงเตี๊ยม
“ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านทั้ง 2”
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า คิดเห็นเช่นเดียวกันสมควรต้องหาที่พักเสียก่อนเพื่อความสะดวก แล้วจึงค่อยดำเนินการสำรวจในโลกมิติขนาดเล็กแห่งนี้
ณ บริเวณทางเข้าโลกมิติขนาดเล็ก
ตอนนี้บริเวณทางเข้าโลกมิติขนาดเล็กที่หลงเอ๋อ กับตาเฒ่าผ่านเข้ามา คลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกยุทธจำนวนมากมาย หลายพันคนมีชุดแต่งกายหลากหลายนิกายที่ มารวมตัวกัน มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่จำนวนของผู้ชายจะมีมากกว่าหลายเท่า
นิกายที่เป็ศัตรูกันต่อหน้ายังต้องสงบศึกชั่วคราว แต่อาจจะไปฟาดฟันกันภายในโลกมิติขนาดเล็ก
สิ่งที่เหล่านิกายใช้เป็พาหนะเดินทางในครั้งนี้เรียกว่า”เรือปราณ” จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับฐานะความมั่งคั่งของทรัพสินเงินทอง
บนท้องฟ้ายามนี้มองเห็นเรือปราณลำเล็ก ลำใหญ่ ล่องลอยอยู่มากมายหลายร้อยลำ มีแม้กระทั่งสัตว์อสูรจำพวกบินได้ หลากหลายสายพันธุ์
สำหรับนิกายระดับ1 ขนาดของเรือปราณใหญ่พอจะบรรจุคนได้ 300-500คน
สำหรับนิกายระดับ2 ขนาดของเรือปราณใหญ่พอจะบรรจุคนได้ 700-1000คน
สำหรับผู้ฝึกยุทธที่ไร้สังกัดมีแต่จะต้องรวมกลุ่มกันว่าจ้าง หรือจ่ายค่าเดินทางให้กับองค์กรขนส่งหรือถ้ามีฐานะร่ำรวยก็สามารถนั่งสัตว์อสูรจำพวกบินได้ ก็ได้เช่นกัน
ถึงแม้ว่าเหล่านิกายจะมีความแตกต่างกันบ้างทางด้านทรัพย์สิน และความมั่งคั่งแต่จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ไข่มุกทมิฬ
สิ่งที่ผู้นำกลุ่มรุ่นเยาว์ของทุกนิกายมีเหมือนกันนั่นคือไข่มุกทมิฬ เพราะความสำคัญของไข่มุกทมิฬ นอกจากจะแจ้งเตือนถึงการเปิดประตูโลกมิติขนาดเล็กแล้วมันยังเป็อุปกรณ์วิเศษที่จะนำทุกคนกลับออกมาจาก โลกมิติขนาดเล็ก อีกด้วย
ถ้าหากไม่มีไข่มุกทมิฬ จะเป็เื่ยากอย่างมากในการกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ก็ต้องใช้ หนอนกุญแจทมิฬ แทนจึงจะได้
และจะมีการระบุจำนวณคนแน่นอนภายในไข่มุกทมิฬโดยจะส่งพลังปราณทมิฬให้กับบุคคลที่ได้รับเลือกจากนิกายนั้นๆซึ่งแต่ละครั้งจะรองรับจำนวนคนได้ประมาณ 100คน กล่าวคือแต่ละครั้งจะมีจำนวน100ที่นั่งนั่นเอง
ภายในเวลา 5 ชั่วยามเพื่อรอเวลาให้ประตูทางเข้ามีความเสถียร เหล่านิกายทั้งหลาย ทั้งที่อยู่ใกล้ ระยะ1000ลี้ และที่อยู่ห่างไกล ระยะ 100000ลี้ ต่างก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
แสดงให้เห็นว่า ทุกนิกายมีความตื่นเต้นตื่นตัว และคาดหวังกับเหตุการณ์ครั้งนี้มากเพียงใด
ก่อนครบกำหนดครึ่งชั่วยามนิกายที่มีอำนาจแข็งแกร่งมากที่สุด จะเป็นิกายที่มีสิทธิ์จัดการ และเข้าไปเป็ลำดับแรกนั่นก็คือ
“ทุกท่าน...ข้าคือเย่ซือม่อผู้นำกลุ่มรุ่นเยาว์ของนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์”
ชายชราชุดดำ มีนามว่า เย่ซือม่อ เป็หนึ่งในผู้าุโฝ่ายในของนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ เป็ผู้ที่มีฐานะไม่ธรรมดา เพราะมีศักดิ์เป็น้องชายของจ้าวนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ด้วยมีอายุ 12000ปี มีพลังปราณขั้นเหนืุ์ ระดับ 10 อีกเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงพลังสู่ปราณครึ่งก้าวธรณี
นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์จัดเป็นิกายระดับ 2 ดาว ดังนั้นเื่ความเย่อหยิ่ง ถือตัวย่อมเป็ที่เข้าใจได้
ยามนั้น เย่ซือม่อกวาดสายตามองเหล่านิกายระดับต่ำกว่าเบื้องหน้าราวกับฝูงมดปลวก กล่าววาจาหักหาญน้ำใจอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด
“ทางเดินผ่านเข้าโลกมิติขนาดเล็กนี้เป็ของนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์
หากผู้ใด้าผ่านเข้าไปจะต้องชำระค่าผ่านทางเป็จำนวน 100000 เหรียญทอง จึงจะผ่านเข้าไปได้”
พูดจบก็เกิดเสียงอือฮา ต่อว่าด่าทอ เสียงดังแสดงความไม่พอใจกันทุกคนแต่ไม่มีผู้ใดกล้าแสดงออกมา
แม้กระทั่งนิกายระดับ 1 ทั้งหลายมีลมก็ไม่กล้าผาย ผู้ใดใช้ให้นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ เป็นิกายระดับ 2 กัน
เย่ซือม่อเห็นผู้ฝึกยุทธทุกคนล้วนก้มหน้าก้มตาหาเหรียญบนพื้นไม่กล้าโต้แย้งก็มีสีหน้าพึงพอใจ
ในใจเพียงคิดฝันว่ารายได้จากค่าผ่านทางจากผู้คนจำนวนมากขนาดนี้จะเป็จำนวนมหาศาลเพียงใดกัน เมื่อเข้าไปแล้วมันยังสามารถใช้เงินจำนวนนี้ในการซื้อหาทรัพยากรมีค่าต่างๆได้มากอีกด้วย
เพียงแค่คิดใจก็เต้นระรั่วด้วยความตื่นเต้นเื่นี้ได้มีการตกลงกันมาก่อนหน้าแล้วจากเหล่าผู้าุโทุกคนภายในนิกายกระบี่ไร้ลักษณ์
เย่ซือม่อ จัดเป็เฒ่าสารเลวจนบัดซบมันคิดว่าการใช้กำลังข่มเหงได้เพียงแต่เห็นเืแต่การเก็บค่าผ่านทางจะได้ประโยชน์มากกว่า ได้ทั้งข่มเหงผู้คนและยังได้ผลกำไรอีกด้วย
เวลา 1 ชั่วยามก็มาถึงเหล่านิกายไม่มีทางเลือกใด ไร้หนทางต่อกร ได้แต่คัดเลือกรุ่นเยาว์จากจำนวน 100คนเหลือเพียง 10คน
เนื่องจากเหรียญทองมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอสำหรับทุกคน เื่นี้จึงสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับผู้ที่โดนตัดสิทธิ์ออกไป
เย่ซือม่อ ที่เตรียมตบทรัพย์เข้ากระเป๋ากำลังนึกกระหยิ่มในใจอยู่นั้น พลันมีเสียงคนผู้หนึ่งดังมาจากที่ห่างไกล
“นิกายกระบี่ไร้ลักษณ์ถืออำนาจเก็บค่าผ่านทางเข้าโลกมิติขนาดเล็กครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากพวกเรานิกายดาบเดียวดายแล้วหรือไม่”
ในระยะไกลบนท้องฟ้า มองเห็นเรือปราณลำใหญ่มหึมาแล่นตรงเข้ามาด้วยความเร็ว มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ยืนอยู่บนเรือลำนั้น เสียงที่ส่งผ่านทางไกลก็มาจากชายชราชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าหัวเรือนั่นเอง