จารึกที่ 73 : เศษธุลีค่าควรเมือง : เส้นทางลัดของคนมัธยัสถ์
สายลมกรรโชกแรงพัดพาเอากลิ่นสนิมและไอดินโชยคลุ้งไปทั่วเขตชั้นในของแดนลับสุสานศาสตรา
อาเจียเคลื่อนกายไปตามเงาของซากปรักหักพังอย่างเงียบเชียบ ฝีเท้าของเขาแผ่วเบาราวกับแมวขโมย ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น อักขระธาตุลมสีจางๆ จะสว่างวาบขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าเพียงเสี้ยววินาทีแล้วสลายไป เป็นการยืมแรงส่งจากกระแสลมธรรมชาติโดยที่เขาแทบไม่ต้องออกแรง
ความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนแบกภูเขาที่เคยเกิดขึ้นหน้าหอตำรา (ในคราวก่อน) ไม่มีอีกแล้ว เมื่อจิตใจสงบนิ่งและเข้าใจหลักการ 'ยืมพลัง' จาก มหาสภาวะชีวี ผ่านพู่กันนิรันดร์ ทุกอย่างก็ลื่นไหลราวกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของสายลม
"นี่สิของจริง..." อาเจียกระตุกยิ้มมุมปาก "วิถีแห่งธรรมชาติคือการไหลไปตามกระแส ไม่ใช่การฝืนต้าน... ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านมู่ถึงด่าข้าว่าโง่เง่าในตอนนั้น"
เบื้องหน้าห่างออกไปร้อยก้าว กลุ่มของ หลี่มู่กู่ และ หลินชิงเสวี่ย กำลังปะทะกับฝูง 'วิญญาณดาบคลั่ง' ที่พุ่งออกมาจากซากวิหารเก่า
ตูม! เคร้ง! ตูม!
เสียงทุบหนักหน่วงดังสะเทือนเลื่อนลั่น ค้อนปฐพีขนาดมหึมา ในมือของหลี่มู่กู่ถูกเหวี่ยงด้วยพละกำลังดุจเทพเจ้าสงคราม เข้าปะทะกับฝูงดาบบินเหล่านั้นจนแหลกละเอียดกลายเป็นเศษเหล็กบิดงอ ประกายไฟแลบแปลบปลาบทุกครั้งที่หัวค้อนกระแทกเข้ากับใบดาบ
ส่วนหลินชิงเสวี่ยเพียงแค่สะบัดพู่กันหยกในมือ วาดอักขระเหมันต์กลางอากาศ แช่แข็งศัตรูจนร่วงกราวราวกับใบไม้ร่วง
"ขยะ... ขยะทั้งนั้น!" หลี่มู่กู่บ่นอย่างหัวเสียขณะเดินข้ามกองซากดาบที่เขาเพิ่งทุบทำลาย "เหล็กพวกนี้สนิมกินจนถึงแก่น ไม่มีค่าพอให้ข้าเก็บกลับไปรกคลังแสงแห่งยอดเขาศัสตรา!"
"ศิษย์พี่หลี่ เป้าหมายของเราคือ 'กระบี่เจ็ดสังหาร' ในวิหารหลัก อย่าเสียเวลากับเศษเหล็กพวกนี้เลยเจ้าค่ะ" หลินชิงเสวี่ยกล่าวเสียงเรียบ นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง หูของนางกระดิกเล็กน้อยคล้ายพยายามจับเสียงผิดปกติ แต่ด้วยเทคนิคการพรางตัวที่เหนือชั้นขึ้นของอาเจีย ทำให้นางจับได้เพียงเสียงลมพัดผ่าน
ทั้งสองเดินผ่านกองซากอาวุธเหล่านั้นไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง มุ่งหน้าลึกเข้าไปยังวิหารกลางเก่ากลางใหม่ที่ดูโอ่อ่ากว่าที่อื่น
ทันทีที่พวกเขาลับสายตา... เงาดำเล็กๆ ก็พุ่งออกมาจากที่ซ่อน
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ขอบคุณศิษย์พี่ผู้ร่ำรวย!"
อาเจียพุ่งเข้าไปที่กองซากดาบเหล่านั้นตาลุกวาว เขาหยิบดาบเล่มหนึ่งที่ถูก ค้อนของหลี่มู่กู่ทุบจนบิดงอผิดรูป ขึ้นมาดู
สำหรับหลี่มู่กู่... นี่คือ 'เหล็กเสียสภาพ'
แต่สำหรับอาเจีย... ผู้มองเห็นโครงสร้างอักขระผ่านสายตาของพู่กันนิรันดร์...
"มู่เฉิน! ท่านเห็นเหมือนข้าไหม?"
"อื้ม..." เสียงมู่เฉินตอบกลับมาด้วยความพึงพอใจในวิสัยทัศน์ของศิษย์ "เจ้าเด็กแซ่หลี่นั่นมองเห็นแค่ 'รูปลักษณ์ภายนอก' แต่มองไม่เห็น 'แก่นแท้' ...สนิมพวกนี้เกาะกินแค่เปลือกนอก แต่เนื้อในของมันคือ 'แร่เหล็กไหลทมิฬ' ที่ถูกบ่มเพาะด้วยไอปราณแห่งสุสานมานับร้อยปี"
"แร่เหล็กไหลทมิฬ!" อาเจียแทบกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ "ก้อนเท่ากำปั้นก็ราคา 50 หินปราณแล้ว! นี่มันกองอยู่ตรงนี้เป็นภูเขา!"
อาเจียวาดนิ้วกลางอากาศอย่างรวดเร็ว พู่กันนิรันดร์ในจิตวิญญาณสั่นไหวเบาๆ ส่งพลังอำนาจแห่งการ 'แยกแยะ' ออกมา
อักขระ : แยกธาตุ (สกัดสิ่งเจือปน)
แสงสีดำจางๆ คลุมทับซากดาบเหล่านั้น สนิมกรังๆ ร่วงกราวลงกับพื้นราวกับผงฝุ่น เหลือเพียง 'เม็ดโลหะสีดำมะเมื่อม'ขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลืองหลายสิบเม็ดที่ลอยขึ้นมา ส่องประกายแวววาว
อาเจียกวาดพวกมันลงถุงมิติอย่างรวดเร็ว
"เจ้าสัว! อย่ามัวแต่ยืนบื้อ ไปเก็บกวาดทางด้านซ้าย!" อาเจียสั่งการผ่านจิต
'เจ้าสัว' (อสูรศิลาพิทักษ์) ที่เดินย่องเบาตามมา (ด้วยท่าทางตลกขบขันเพราะพยายามเขย่งเท้าหินยักษ์) รีบโกยซากอาวุธที่หลินชิงเสวี่ยแช่แข็งไว้ แล้วโยนเข้าปากตัวเอง... เพื่อเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บของที่ดัดแปลงไว้ในช่องท้อง
การผจญภัยในแดนลับสุสานศาสตราดำเนินไปในรูปแบบที่แปลกประหลาด
กลุ่มหัวกะทิเบื้องหน้า... บุกตะลุยฆ่าฟัน เปิดทาง และทิ้ง 'ขยะ' ไว้เบื้องหลัง
อาเจีย... เดินตามรอยเท้าอย่างสบายอารมณ์ เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลโดยไม่ต้องออกแรงสู้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
จนกระทั่ง... พวกเขามาถึงหน้า 'วิหารศาสตราโบราณ'
ที่หน้าประตูวิหารบานมหึมา มีม่านพลังสีทองจางๆ ขวางกั้นอยู่ มันดูเก่าแก่แต่แฝงด้วยอันตราย หลี่มู่กู่และหลินชิงเสวี่ยยืนหยุดพิจารณาอยู่ที่หน้าประตู
"ค่ายกลเจ็ดดารา..." หลี่มู่กู่ขมวดคิ้ว มือลูบคางที่มีตอหนวด "รูปแบบซับซ้อนกว่าที่คิด เป็นค่ายกลป้องกันระดับสูงของยุคโบราณ... ศิษย์น้องหลิน เจ้าช่วยคุ้มกันข้าที ข้าต้องใช้เวลาคำนวณตำแหน่งดาราเพื่อถอดรหัส"
"นานแค่ไหนเจ้าคะ?"
"อย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) ...โครงสร้างมันเชื่อมต่อกับชีพจรดิน ข้าต้องหาจุดบรรจบของพลังให้เจอไม่งั้นมันจะระเบิดใส่หน้าเรา" หลี่มู่กู่นั่งลงขัดสมาธิ หยิบอุปกรณ์คำนวณรูปร่างคล้ายจานหมุนออกมา
ในขณะที่พวกเขากำลังเคร่งเครียด... อาเจียที่แอบซ่อนอยู่หลังก้อนหินห่างออกไป กลับมองเห็นสิ่งที่ต่างออกไป
ด้วยดวงตาที่ผสานพลังของ อักขระสูญตา (หลิง) เขาไม่ได้เห็นแค่ 'ม่านพลังที่แข็งแกร่ง' แต่เขาเห็น 'ความไม่สมบูรณ์'
สรรพสิ่งในโลกล้วนมีเกิด ย่อมมีดับ... แม้แต่ค่ายกลระดับเทพ เมื่อผ่านกาลเวลามานับพันปี ย่อมเกิดรอยร้าว
อาเจียเห็น 'รูโหว่' ขนาดเล็กเท่ารูเข็มที่มุมล่างขวาของประตูม่านพลัง มันเกิดจากการที่กระแสปราณไหลเวียนติดขัดมานาน... เป็นรูโหว่ที่มีแต่ 'ความว่างเปล่า' เท่านั้นที่จะมุดผ่านเข้าไปได้
"ท่านมู่..." อาเจียเลียริมฝีปาก แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ "ถ้าข้าแอบมุดเข้าไปข้างในก่อนที่พวกเขาจะเปิดประตูได้... สมบัติข้างในก็เสร็จข้าหมดน่ะสิ?"
"ถูกต้อง" มู่เฉินหัวเราะหึๆ ในจิตใจ "นี่แหละคือวิถีแห่งราชัน... กฎเกณฑ์มีไว้สำหรับผู้ที่ไร้พลังอำนาจ ส่วนผู้ถือครองกฎ ย่อมอยู่เหนือกฎ... ค่ายกลนี้ป้องกัน 'สิ่งมีตัวตน' แต่ไม่ได้ป้องกัน 'ความว่างเปล่า' ...ไปเลยไอ้หนู แสดงให้พวกอัจฉริยะเห็นว่า 'เส้นสาย' สำคัญกว่า 'ความพยายาม'!"
อาเจียแสยะยิ้มชั่วร้าย
"เจ้าสัว... รออยู่ตรงนี้ คอยดูต้นทาง"
ร่างของอาเจียค่อยๆ จางลง จนกลมกลืนไปกับเงาของเสาหิน เขาไม่ได้หายตัว แต่เขาใช้ อักขระหลิง ลบ 'ตัวตน' ของเขาออกจากสารบบการรับรู้ของค่ายกล
เขาย่องผ่านหลังของหลินชิงเสวี่ยไปอย่างเงียบเชียบ ห่างเพียงไม่กี่ก้าว... หญิงสาวผู้มีโสตสวรรค์ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้สึกเหมือนมี 'ลมวูบหนึ่ง' พัดผ่านไป แต่มันเบาบางและว่างเปล่าจนนางนึกว่าเป็นเพียงจิตปรุงแต่ง
อาเจียมาถึงหน้าม่านพลัง ตรงจุดที่เป็นรูโหว่ เขาไม่ได้ทำลายมัน แต่เขาทำตัวให้เล็กและว่างเปล่าที่สุด ไหลผ่านรูโหว่นั้นเข้าไปราวกับน้ำซึมผ่านทราย
วูบ...
ร่างของเขาผ่านเข้าไปในวิหารได้สำเร็จ!
ในขณะที่หลี่มู่กู่กำลังนั่งเหงื่อตกคำนวณสมการค่ายกลอยู่ข้างนอก... อาเจียก็มายืนผิวปากอย่างสบายใจอยู่ข้างในวิหารแล้ว
"เอาล่ะ..." อาเจียมองไปรอบๆ ห้องโถงวิหารที่เต็มไปด้วยแท่นบูชาและอาวุธระดับสูงที่วางเรียงราย "พี่ชายคนนี้ขอเลือกของก่อนนะน้องๆ!"