ตอนที่ 109:หนังสือภาพที่น่าตื่นตา
“ไว้คราวหน้าแล้วกันครับเหล่าฮัว”
หลิวจือเซียเงยหน้ามองเวลา เวลาเลย 3 ทุ่มแล้วหากยังเล่ากันต่อไป คงไม่จบไม่สิ้นแน่นอน
หลังจากคิดสักพัก หลิวจือเซียก็เอ่ยว่า“คอมพิวเตอร์ที่บ้านของผมมีแบบร่างของเรื่อง ‘ไซอิ๋ว’ รอให้ถึงบ้านแล้วผมจะส่งอีเมลแบบร่างให้คุณ เป็นอย่างไรครับ ? ”
“จะดีหรือ ? ” ฮัวชุนเซิงลูบมือของเขา“ถ้านายไม่สะดวกเล่าก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่รอเดือนสองเดือน รอให้นายตีพิมพ์แล้วฉันค่อยไปซื้อสักสองชุดก็พอแล้ว”
ยุคนี้ความคิดของนักเขียนชาวจีนทำอะไรก็ต้องเชื่อมโยงไปถึงเรื่องลิขสิทธิ์ด้วย
แม้เรื่อง ‘ไซอิ๋ว’ของหลิวจือเซียเล่มนี้ได้รับการจดทะเบียนกับสมาคมลิขสิทธิ์แล้วแต่มีอีกหลายอย่างมากมายที่สามารถเลียนแบบได้
ต่อให้เป็นสมาคมลิขสิทธิ์ก็ไม่อาจทำอะไรนักเรียนแบบได้
“ไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อใจเหล่าฮัวครับ”หลิวจือเซียโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
ต้องรู้ว่าเรื่อง ‘ไซอิ๋ว’ ในโลกก่อนก็ถูกแก้ไขจนเละแล้วมีทั้งบันทึกหลังจากไซอิ๋ว ไซอิ๋วเวอร์ชั่นฮ่องกง ไซอิ๋วเวอร์ชั่นญี่ปุ่น...แต่ไม่ว่าเวอร์ชั่นไหนก็ไม่ยอดเยี่ยมเท่ากับไซอิ๋วเวอร์ชั่นต้นฉบับ
อีกทั้งหลังจากได้นั่งคุยกับฮัวชุนเซิงแล้วหลิวจือเซียก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ทำเรื่องที่ไร้คุณธรรมอย่างแน่นอน
“ฮ่า ๆๆ ได้ ขอบใจนะจือเซียที่เชื่อใจฉัน ! ”ฮัวชุนเฉิงหัวเราะออกมาอย่างดีใจ
เวลานี้เอง จ้าวตานก็พาเยว่เยว่เดินออกมาจากห้องสมุดพอดีเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของฮัวชุนเซิงก็ตกใจและตำหนิ “ตาแก่ดึกดื่นแล้วหัวเราะอะไรกัน ? ”
“ฮ่า ๆ ดีใจ ฉันดีใจไง ? ” ต่อหน้าจ้าวตานดูเหมือนว่าฮัวชุนเซิงก็เป็นเหมือนเด็กคนหนึ่ง “เยว่เยว่ หนูเอาอะไรมา ?ให้ปู่ดูหน่อยได้ไหม ? ”
“ได้สิคะ ! ”
เยว่เยว่วิ่งมาด้วยความตื่นเต้น ในมือเล็ก ๆของเธอถือกระดาษแผ่นหนึ่ง บนกระดาษมีคราบหมึก คงจะเป็นกระดาษที่เขียนตัวอักษร
เมื่อหยิบกระดาษวางไว้บนโต๊ะน้ำชาเยว่เยว่ก็ชี้ตัวอักษรบนกระดาษเอ่ยว่า “คุณปู่ดูสิคะ หนูเขียนชื่อของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ สวยไหม ? ”
บนกระดาษมีอักษรเพียงห้าตัวเขียนว่า ‘หลิวจือเซีย เยว่เยว่’
อักษรห้าตัวแสนเรียบง่ายแม้ว่าจะการเชื่อมโยงของลำดับขีดยังอ่อน ลงมือเขียนพู่กันไม่ได้ออกแรงกดมากแต่หลิวจือเซียที่ดูวิธีการเขียนไม่ออก กลับรู้สึกละเอียดอ่อนมาก
“อักษรโซ่วจิน ? ” ฮัวชุนเซิงอึ้งไปสักพัก “แม่เฒ่าเธอสอนเยว่เยว่ใช่ไหม ? "
อักษรโซ่วจินเป็นแบบอักษรที่สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิฮุ่ยจงเจาแห่งราชวงศ์ซ่งเพราะจังหวะของมันค่อนข้างบางและแข็งวิธีการเขียนสามารถเห็นการเคลื่อนไหวของพู่กันอย่างชัดเจนมันเป็นแบบอักษรชนิดหนึ่งที่มีวิธีเขียนที่มีเอกลักษณ์
นักเขียนอักษรบนโลกแห่งนี้ นอกจากมีคนจำนวนแค่หยิบมือและโดยพื้นฐานยังมีคนน้อยมากที่จะฝึกแบบอักษรโซ่วจินและบังเอิญที่จ้าวตานเป็นนักเขียนแบบอักษรโซ่วจิน !
“เปล่า” จ้าวตานส่ายหน้า “คุณก็ดูเอาสิ ถ้าหากฉันสอนลำดับขีดของเยว่เยว่จะราบรื่นขนาดนี้ไหม ? นี่แม่ของเยว่เยว่เป็นคนสอน”
“ไม่ใช่คุณแม่ค่ะ แต่เป็นคุณแม่ซือฉี ! ”เยว่เยว่ทำปากจู๋และแก้ไขให้ถูกต้อง
“นึกไม่ถึงเลย แม่ของเยว่เยว่ยังเป็นนักเขียนอักษรด้วย ! ”ฮัวชุนเซิงขมวดคิ้วน้อย ๆ คิดสักพักก็เอ่ยว่า “ซือฉี ซือฉี...สมาคมนักเขียนตัวอักษร เหมือนจะไม่มีชื่อนี้นี่ ? ”
ไม่ว่าใครเมื่อได้ยินสิ่งที่เยว่เยว่พูดต่างก็คิดว่าซือฉีก็คือแม่ของเธอ
“เหล่าฮัว คุณไม่ต้องคิดแล้วครับซือฉีเป็นเพื่อนสนิทของแม่เยว่เยว่ครับ เพราะตอนที่เยว่เยว่ยังเล็กเขาโตมากับคุณแม่ ซือฉีไม่มีลูก เลยรับเด็กคนนี้เป็นลูกบุญธรรม”
หลิวจือเซียลูบศีรษะของเยว่เยว่แล้วกล่าวต่อว่า“ตอนนี้ก็ดึกแล้ว อีกเดี๋ยวถ่ายรูปเสร็จ ผมคงต้องขอตัวพาเยว่เยว่กลับบ้านก่อนถึงบ้านแล้วผมจะส่งฉบับร่าง ‘ไซอิ๋ว’ ให้คุณนะครับ”
“รีบร้อนขนาดนี้เชียว ? ” จ้าวตานอาลัยอาวรณ์เด็กน้อย “จริงด้วยคืนนี้นายดื่มเหล้า ไม่ต้องขับรถกลับบ้านแล้ว ! พวกนายรออยู่ที่นี่ก่อนอีกเดี๋ยวฉันเรียกคนขับรถไปส่งพวกนายที่บ้าน”
จ้าวตานถนอมเวลาที่ได้อยู่กับเด็กน้อยเธอไม่อยากให้เด็กน้อยเกิดอุบัติเหตุเพราะหลิวจือเซียเมาแล้วขับ
“ได้ครับ ! ” หลิวจือเซียพยักหน้า
เมาไม่ขับ ขับรถไม่ดื่ม !
ชีวิตดี ๆ บนโลกแห่งนี้ของหลิวจือเซียเพิ่งจะเริ่มต้นจะทำเรื่องโง่เขลาอย่างเมาแล้วขับได้อย่างไรล่ะ ?
…………………
หลังจากออกจากบ้านของฮัวชุนเซิงจนกลับถึงบ้านใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงโดยประมาณ
เมื่อกลับถึงบ้านหลิวจือเซียก็ไม่รีบร้อนเตรียมอาบน้ำให้เยว่เยว่ เขากลับส่งอีเมลฉบับร่าง ‘ไซอิ๋ว’ให้ฮัวชุนเซิงก่อน
เพิ่งส่งออกไปได้ไม่นานหลิวจือเซียได้รับข้อความวีแชทจากฮัวชุนเซิง “ได้รับเรื่องไซอิ๋วแล้วขอบใจสหายน้อยจือเซีย ฝากบอกราตรีสวัสดีแม่หนูน้อยแทนฉันด้วย”
เมื่อได้รับข้อความวีแชท หลิวจือเซียก็ยิ้มตาแก่ฮัวชุนเซิงคนนี้คงอ่านนิยายทั้งคืนอย่างแน่นอน
“ครับ เหล่าฮัว คุณกับคุณน้าจ้าวรีบพักผ่อนนะครับ ! ”หลิวจือเซียตอบกลับข้อความฮัวชุนเซิงแล้วไปเตรียมอาบน้ำให้เด็กน้อย
วันที่สอง เมื่อมาถึงบริษัทได้ไม่นานจางเจี๋ยก็ถูกหลางเวิ่นซิงใช้ให้เข้ามา
“จางเจี๋ย มีอะไรงั้นหรือ ?มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเขียนหรือเปล่า ? ”หลิวจือเซียที่กำลังเล่นเวย์ป๋อเห็นจางเจี๋ยเดินเข้ามาก็อดยิ้มไม่ได้
ว่าไปแล้ว เธอคนนี้ขยันเรียนจริง ๆตั้งแต่อีกฝ่ายแอบสืบจากหลางเวิ่นซิงจนรู้ว่าหลิวจือเซียก็คือเซียเยว่จางเจี๋ยมีหรือไม่มีธุระก็จากมาหาเขาที่ออฟฟิศเพื่อเรียนการเขียน
ในตอนแรกหลิวจือเซียรับมือด้วยวิธีง่าย ๆนึกไม่ถึงว่าความเข้าใจของคนคนนี้ยอดเยี่ยมสุด ๆบ่อยครั้งหลังจากที่เขาพูดแค่ครั้งหรือสองครั้งจางเจี๋ยก็สามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้ทันที
เมื่อไม่มีอะไรจะสอนแล้ว หลิวจือเซียก็หยิบเค้นเอาการแนะนำในการเขียนจากหนังสือสักเล่มออกมาจากสมองและนำมาชี้แนะให้กับจางเจี๋ย เธอถึงจะยอมหยุด
จางเจี๋ยกรอกตามองบนและเอ่ยว่า “ถ้าไม่ใช่เรื่องการเขียนฉันมาไม่ได้หรือไงคะ ? ”
“มาได้ มาได้ ! ” หลิวจือเซียส่ายศีรษะเบา ๆ “นั่งเถอะดื่มชาหรือน้ำผลไม้ล่ะ ? ”
“ไม่นั่งแล้ว” จางเจี๋ยส่ายหน้า “ประธานหลางให้คุณไปหาค่ะ อ้อจริงด้วย อย่าลืมเอาหนังสือที่เกี่ยวกับ’เจ้าหญิงสโนไวท์’ กับ ‘ซินเดอเรลล่า’ไปด้วยนะ”
หนึ่งเดือนมานี้หลิวจือเซียไม่ได้ละเลยองค์ประกอบของนิทานภาพยนตร์เจ้าหญิงสโนไวท์และซินเดอเรลล่ารวมไปถึงละครอนิเมชั่น และภาพฉากสำคัญต่าง ๆ
แน่นอนว่ารายละเอียดสำคัญเหล่านี้ เขาวาดออกมาทั้งหมดแม้จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับทีมแอนิเมชั่นมืออาชีพได้แต่อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยให้ทีมทำแอนิเมชั่นแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้มาก
“เธอหมายความว่าพี่ซิงเห็นด้วยที่จะเอานิทานทั้งสองเรื่องนี้มาทำเป็นแอนิเมชั่นแล้วหรือ? ”
ใช้เวลาทำงานอย่างลำบากมาหนึ่งเดือนกว่า ในที่สุดก็เห็นผลแล้วต่อให้หลิวจือเซียสงบนิ่งแค่ไหน ในเวลานี้ก็ยากที่จะไม่ตื่นเต้นขึ้นมา
“ไม่แน่”
จางเจี๋ยคิดชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “วันนี้ตอนเช้าตรู่ประธานหลางเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตแอนิเมชั่นและฝ่ายผลิตภาพยนตร์ทั้งหมดมาประชุมใหญ่มีการประชุมกันตอนเช้าคงจะคุยกันเรื่องนิทานทั้งสองเรื่องนี้จะสร้างเป็นภาพยนตร์... เฮ้อสรุปว่าคุณเอาไปด้วยก็พอ มันอาจจะได้ใช้ก็ได้”
“เธอพูดถูก ! ”
หลิวจือเซียถอนหายใจเบา ๆ และหยิบหนังสือภาพหนา ๆสองเล่มออกมาจากลิ้นชัก จากนั้นก็เดินตามหลังจางเจี๋ยตรงไปที่ห้องทำงานของหลางเวิ่นซิง
……………………
ในห้องทำงาน หลางเวิ่นซิงมือข้างหนึ่งจับคาง หัวคิ้วขมวดแน่น
เมื่อหลิวจือเซียเคาะประตูเดินเข้ามาหลางเวิ่นซิงก็เงยหน้ามองเขาแล้วเอ่ยว่า “จือเซีย นายมาแล้ว นั่งเถอะ เสี่ยวเจี๋ยรินชาอู่หลงให้จือเซียด้วย”
เมื่อเห็นหลิวจือเซียลากเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขาแล้วนั่งลงหลางเวิ่นซิงก็กล่าวต่อว่า
“หนึ่งเดือนมานี้ ฉันคิดมาตลอดว่าควรเอา ‘ซินเดอเรลล่า’ และ‘เจ้าหญิงสโนไวท์’ นิทานทั้งสองเรื่องนี้ ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่น
คุณต้องรู้ว่าไม่ว่าจะเป็นภายในประเทศหรือต่างประเทศแอนิเมชั่นก็ฉายในโทรทัศน์ หรือไม่ก็เว็บไซต์ไม่เคยมีใครกล้านำแอนิเมชั่นมาฉายบนหน้าจอโรงภาพยนต์มาก่อนท้ายที่สุดผู้ชมที่ดูแอนิเมชั่นต่างก็เป็นพวกเด็ก ๆ
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลางเวิ่นซิงก็ส่ายหน้า“การรักษาเรตติ้งอาจเป็นเรื่องง่าย แต่ผลตอบแทนในบ็อกซ์ออฟฟิศนั้นคงเป็นเรื่องยากบอกตามตรง ฉันไม่กล้าเสี่ยง”
“พี่ซิงความหมายของพี่คือยังจะดัดแปลงเป็นเวอร์ชั่นคนแสดงใช่ไหม ? ”หลิวจือเซียขมวดหัวคิ้ว “เอาอย่างนี้ รอให้พี่ดูสิ่งเหล่านี้ก่อนครับพี่ค่อยพิจารณาอีกครั้ง ? ”
หลิวจือเซียกล่าวไปพลาง และนำหนังสือภาพทั้งสองเล่มในมือขึ้นมา
“มันคืออะไรงั้นหรือ ? ” หลางเวิ่นซิงรับหนังสือภาพสองเล่มมาด้วยความสงสัย
เล่มแรก หน้าปกไม่มีอะไรเลย มีเพียงแค่อักษรสีเทา ๆสามตัวเขียนว่า ‘ซินเดอเรลล่า’
เมื่อพลิกหนังสือภาพดูหลางเวิ่นซิงถูกภาพที่สวยงามเหล่านั้นดึงดูดไปในทันที
หนังสือภาพเปิดมาก็คือหน้าปกชั้นในมีชื่อเรื่องของหนังสือ สีหลักของหน้าชื่อหนังสือก็คือสีฟ้าทางด้านซ้ายของหน้าเป็นรถม้าฟักทองสีส้มเข้มถัดจากรถม้าฟักทองคือชายที่แต่งกายด้วยชุดเจ้าชายทางยุโรปคนหนึ่งเป็นหนุ่มชาวตะวันตกสุดหล่อผมสีน้ำตาลคิ้วหนา
และภายในอ้อมกอดของชายชาวตะวันตกมีสาวสวยชาวตะวันตกผมสีบลอนด์ตาสีฟ้า สวมชุดเจ้าหญิงเปิดไหล่สีฟ้าและรองเท้าแก้ว
ยังไม่ทันได้ดูเนื้อหาข้างในเพียงแค่หน้าปกด้านในหนังสือก็ดึงดูดหลิวเวิ่นหลางให้จมดิ่งลงไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ซินเดอเรลล่า’ หรือ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ นิทานเหล่านี้ หลางเวิ่นซิงล้วนเคยอ่านมาก่อนแล้วดังนั้นทันทีที่เขาเห็นก็รู้แล้วว่าภาพทั้งสองบนหน้าปกหนังสือก็คือซินเดอเรลล่าและเจ้าชายของเธอ
หลางเวิ่นซิงสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ ก่อนที่จะเปิดหน้าที่สองอย่างทนรอไม่ไหวเนื้อหาของหน้าที่สองก็น่าตื่นตาเช่นกัน...
หลางเวิ่นซิงพลิกหน้าดูช้า ๆความน่าดึงดูดของหนังสือภาพนี้รุนแรงมากจนทำให้หลางเวิ่นซิงลืมเรื่องทุกอย่างนอกจาก ‘ซินเดอเรลล่า’ ไปทั้งหมดชั่วคราว
ความจริงแล้ว หลังจากที่หลางเวิ่นซิงปฎิเสธที่จะสร้างเป็นแอนิเมชั่นเรื่อง‘ซินเดอเรลล่า’ และ ‘เจ้าหญิงสโนไวท์’เขาก็เริ่มคิดว่าจะเชิญใครมาแสดงในเวอร์ชั่นคนแสดงโครงสร้างของภาพยนตร์ควรจะเป็นอย่างไร...
แต่ทั้งหมดนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าหนังสือภาพ ‘ซินเดอเรลล่า’ต่างก็ถูกทำลายกลายเป็นผุยผง !