ตอนที่ 14 เื่เล่าจากอี๋ชาง
นี่เป็ครั้งแรกที่จินอวิ๋นเซียนได้ออกมาััธรรมชาติแบบนี้ สายตาที่มองไปยังมู่จิ่นเหยียนที่กำลังเดินไปล้างมือล้างหน้าที่ริมลำธาร เริ่มปรากฏแววตาแห่งความเอ็นดูขึ้นจากแต่ก่อน
ั้แ่ได้รับสมรสพระราชทานจากเสด็จพ่อของตนเอง จินอวิ๋นเซียนรู้สึกชีวิตที่ผ่านมาของตนนั้นช่างเป็เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของโลกนี้เสียจริง
นางเพิ่งได้มีโอกาสออกมางานเทศกาลครั้งแรก กินอาหารในเหลา เดินตลาดกินอาหารยามเช้า แล้วตอนนี้นางก็ได้ขี่ม้ามานั่งยังลำธาร ซึ่งแน่นอนว่าทั้งชีวิตสิบกว่าปีที่ผ่านมาของนางไม่มีโอกาสได้กระทำเื่พวกนี้
หรือว่าที่จริงแล้วนางต้องขอบคุณคนตรงหน้านางผู้นี้ หากเป็ผู้อื่นนางก็อาจจะไม่ได้อย่างเช่นตอนนี้ก็เป็ไปได้
มู่จิ่นเหยียนที่ล้างหน้าล้างมือเสร็จแล้วก็หันหลังเดินกลับมาหาจินอวิ๋นเซียนที่นั่งพักอยู่ที่ขอนไม้เก่าๆ ตนรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา แต่พอสบตาเข้ากับดวงตาต้นเหตุนั้นก็ได้แต่อดขำไม่ได้
“พระองค์จ้องกระหม่อมเช่นนี้ คงไม่ได้หลงเสน่ห์ของกระหม่อมเสียแล้วหรอกนะ”
“หลงตัวเอง!!”
ไม่เพียงพูดเท่านั้น จินอวิ๋นเซียนยังเขวี้ยงก้อนหินน้อยๆ ไปทางต้นเสียงนั้นด้วย ใบหน้าและคำพูดของมู่จิ่นเหยียนช่างกวนประสาทในสายตาของจินอวิ๋นเซียนอยู่เสมอ
มู่จิ่นเหยียนทำได้เพียงเอี้ยวตัวหลบก้อนหินนั้น ก่อนจะหัวเราะออกมา อันที่จริงหากปล่อยให้หินก้อนนั้นโดยร่างกายของตน ก็แทบจะเป็เพียงการสะกิดเท่านั้น มิได้ระคายเคืองผิวแม้แต่น้อย
“กระหม่อมเพิ่งจะช่วยพระองค์ไม่ให้ถูกเสี่ยวไป๋สะบัดลงจากหลังของมัน อีกทั้งยังพามาเที่ยวถึงที่นี่ พระองค์ตอบแทนกระหม่อมด้วยก้อนหินหรือพ่ะย่ะค่ะ
นี่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ก็มีแววว่าจะปองร้ายสามีตัวเองเสียแล้ว”
“เ้านี่นะ พูดจาไร้สาระไปเรื่อย”
มู่จิ่นเหยียนเลิกขัดความสุนทรีย์ของจินอวิ๋นเซียนอีกแล้ว ปล่อยให้นางดื่มด่ำกลับธรรมชาติตรงหน้าของนาง เขาเข้าใจดีว่าราชนิกุลนั้นโอกาสที่กว่าจะได้ออกมาเที่ยวเล่นเป็อิสระเช่นนี้ หาไม่ได้ง่าย
มู่จิ่นเหยียนจึงลอบสัญญากับตนเองเอาไว้ว่า นับจากนี้ไปตนจะเป็ผู้มอบความสุขและความสบายใจให้องค์หญิงน้อยผู้นี้เอง
“ทรงอยากล้างมือล้างหน้าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ก็ดีเหมือนกัน”
จินอวิ๋นเซียนเองก็อยากจะััความเย็นของลำธารตรงหน้า น้ำที่ใสขนาดนี้ หากได้ลองเอามือจุ่มลงไปคงจะดีไม่น้อย
มู่จิ่นเหยียนจึงยื่นมือออกไป เพื่อให้นางใช้ประคองตัวลุกขึ้นจากขอนไม้ที่นั่งอยู่ บริเวณลำธารเต็มไปด้วยหินน้อยใหญ่ ทางเดินจึงไม่ได้ราบเรียบแบบปกติ
จินอวิ๋นเซียนจึงถือโอกาสกุมมือของมู่จิ่นเหยียนเอาไว้ เพื่อพาตัวเองไปถึงยังลำธาร
น้ำในลำธารนั้นใสเสียจนเห็นเงาสะท้อนของตัวนางเอง ยามที่นางนั่งลงเอามือจุ่มลงไป ความเย็นที่ััผ่านปลายนิ้วมือเรียวนั้น ให้ความรู้สึกเย็นราวกับน้ำที่แช่น้ำแข็ง แต่พอนางแช่มือเอาไว้ในน้ำสักพัก ความเย็นนั้นก็ค่อยๆ หายไป กลายเป็ความสดชื่นแทนที่เข้ามา
“น้ำเย็นมาก”
เสียงหวานใสตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ภาพที่มู่จิ่นเหยียนเห็นตรงหน้าคือแม่นางน้อยผู้หนึ่งกำลังนั่งเล่นน้ำอยู่ริมลำธาร แสงแดดที่กระทบผิวน้ำ ก่อเกิดเป็ประกายระยิบระยับ ทำให้บรรยากาศรอบตัวของจินอวิ๋นเซียนดูสดใสขึ้นกว่าที่เคย
หลังจากที่จินอวิ๋นเซียนล้างมือเสร็จแล้ว ก็ลุกขึ้นกลับมานั่งยังขอนไม้ตัวเดิม โดยมีมู่จิ่นเหยียนนั่งลงที่ขอนไม้ข้างๆ
“พระองค์ชอบธรรมชาติหรือ”
“ชอบ ูเา แม่น้ำ ลำธาร เพียงแต่ข้าไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นมากนัก”
มู่จิ่นเหยียนก็คิดว่านางคงจะชื่นชอบธรรมชาติอยู่ไม่น้อย คราแรกที่เดินเข้าไปในตำหนักของนาง ล้วนตกแต่งแบบเรียบง่ายให้ความรู้สึกสงบ ภาพวาดส่วนใหญ่ก็เป็ภาพทิศทัศน์ เขาจึงสันนิษฐานว่านางน่าจะชอบสิ่งเหล่านี้
“ตอนไปอี๋ชางพวกเราใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน ลัดเลาะไปตามูเาต่างๆ ตอนนั้นพระองค์จะเบื่อจนแทบทนไม่ไหวแน่เลย”
“แล้วเ้าเล่า ไม่ชอบหรือ”
“กระหม่อมมิได้รู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ เพียงแต่ถ้าหากให้อยู่ในที่ที่คนเยอะแยะ กลับอยู่กลางทุ่งหญ้า กระหม่อมเลือกทุ่งหญ้ามากกว่า แต่ถ้าให้เลือกกลางป่า กับเรือนของกระหม่อม กระหม่อมชอบเรือนตัวเองมากกว่า
เลยตอบพระองค์ไม่ได้ว่าชอบที่ไหนมากกว่ากัน”
“ไม่ชอบความวุ่นวาย”
“น่าจะเป็เช่นนั้น”
“อันที่จริงข้าอยู่กับความวุ่นวายมาั้แ่เด็กจนรู้สึกคุ้นเคยกับมันแล้ว การไปไหนมาไหนต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง กินข้าวครั้งหนึ่งก็ต้องมีพิธีรีตอง จะอาบน้ำแต่งตัวก็ต้องมีคนคอยปรนนิบัติ เื่พวกนี้เลยเป็เื่ปกติสำหรับข้าไปแล้ว
แต่หลังจากแต่งงานคงไม่ได้แล้วสินะ ข้าควรจะต้องฝึกหัดทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตนเอง”
“หากพระองค์ไม่ทำด้วยตนเอง ตอนนั้นก็คงเหลือเพียงกระหม่อมที่ปรนนิบัติ ฮะ ฮา ฮา”
จินอวิ๋นเซียนที่ได้ยินเช่นนั้นก็คว้าก้อนหินมาเขวี้ยงไปทางมู่จิ่นเหยียนอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มู่จิ่นเหยียนไม่ได้หลบ ก้อนหินนั้นจึงถูกต้นขาของเขาเต็มๆ
“โอ๊ย”
“สมน้ำหน้า”
มู่จิ่นเหยียนตั้งใจไม่หลบเพราะว่าอยากให้นางรู้สึกผ่อนคลายไม่ต้องวางมาดเป็องค์หญิงตลอดเวลา ซึ่งเื่นี้จินอวิ๋นเซียนเองก็รับรู้
ครั้นรู้สึกว่าทั้งสองคนออกมาข้างนอกเป็เวลานานแล้ว มู่จิ่นเหยียนจึงลุกขึ้นไปจูงเสี่ยวไป๋กลับมา แล้วพาจินอวิ๋นเซียนขี่ม้ากลับไปวังหลวง
“เออ …ถ้าหากอยู่กันลำพังเ้าคุยกับข้าแบบสามัญชนก็ได้”
“ห๊ะ…อ่อ..พ่ะย่ะค่ะ”
ถึงจะรู้สึกงงอยู่บ้างแต่ก็เข้าใจดีว่าจินอวิ๋นเซียน้าลดระยะห่างระหว่างคนทั้งสองคน มู่จิ่นเหยียนจึงตอบรับคำอย่างไม่มีข้อสงสัย
คนทั้งสองแยกย้ายกันไปพักผ่อน แต่ก่อนที่จะกลับมู่จิ่นเหยียนหันไปกำชับทหารที่ดูแลม้านั้นอีกครั้ง
“พี่ชาย ฝากท่านดูแลเสี่ยวไป๋ด้วย หากองค์หญิง้าฝึกขี่ม้าอีก ก็ให้พาเสี่ยวไป๋มาให้นางขี่ มันไม่กล้าพยศอีกแล้ว ถ้ามันดื้อบอกมันว่าข้าจะมาจัดการทีหลัง”
“คุณชายสามไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะดูแลมันอย่างดี”
อันที่จริงมู่จิ่นเหยียนอยากจะขอเสี่ยวไป๋ไปดูแลเองที่จวนสกุลมู่ ให้มันคุ้นเคยกับเสี่ยวเฮย แต่เกรงว่าหากจินอวิ๋นเซียน้าจะหัดขี่ก็จะลำบาก จึงปล่อยให้เสี่ยวไป๋อยู่ที่นี่ไปสักพัก แล้วเขาค่อยทำเื่ขอจากหน่วยทหารม้าของวังหลวงอีกทีก็ยังไม่สาย
หลังจากส่งจินอวิ๋นเซียนกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักของตนเองแล้ว มู่จิ่นเหยียนก็กลับไปที่เรือนพักของตน เข้าไปห้องหนังสือเก่าของบิดา ตั้งใจจะลองค้นหาบันทึกเก่าๆ ในอดีต หวังว่าจะเจอร่องรอยของเื่ราวเกี่ยวกับเผ่าจันทรา หรือดินแดนร้อยลี้บ้าง
เพียงแต่วันนี้เขาคงจะยังหาไม่เจอเป็แน่ จึงกลับไปพักผ่อน รอพรุ่งนี้ไปสำนักโหรหลวงอีกครั้ง อาจจะได้ความคืบหน้าอยู่บ้าง
วันรุ่งขึ้นมู่จิ่นเหยียนออกจากจวนตนเองมุ่งหน้าไปสำนักโหรหลวงทันที เช้าวันนี้ท่านโหรหลวงจะเริ่มชี้แนะเื่ต่างๆ ที่จำเป็สำหรับการเดินทางไปดินแดนร้อยลี้
นักพรตน้อยเห็นราชบุตรเขยเดินเข้าประตูสำนักโหรหลวง ก็รีบวิ่งมาต้อนรับทันที
“ท่านราชบุตรเขย เชิญทางนี้ขอรับ ท่านอาจารย์และองค์หญิงรออยู่ด้านในแล้ว”
“นางก็มาแล้วหรือ”
“ขอรับ องค์หญิงทรงมาั้แ่เช้า”
“อืม”
มู่จิ่นเหยียนเดินตามนักพรตน้อยไปจนถึงห้องโถงด้านใน ที่มิใช่ที่เดียวกับครั้งที่แล้วที่ตนเคยมา แต่ห้องนี้ลักษณะคล้ายห้องศึกษาของสำนักศึกษาเสียมากกว่า มีโต๊ะด้วยเล็กๆ ตั้งไว้กลางห้อง 4-5ตัว ด้านหน้ายังมีโต๊ะตัวกลางซึ่งตอนนี้ท่านโหรหลวงได้นั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว
ส่วนโต๊ะตัวเล็กนั้นก็มีร่างของสตรีนั่งอยู่ก่อนหน้าเช่นเดียวกัน
“คารวะองค์หญิง คารวะท่านโหร”
“ท่านราชบุตรเขยไม่ต้องมากพิธี”
ส่วนสตรีอีกนางที่เขาทักทายนั้น เพียงหันมามองเท่านั้นมิได้กล่าวสิ่งใดขึ้นมา
มู่จิ่นเหยียนมิได้คิดสิ่งใดมาก จึงเลือกนั่งลงตรงข้างนางแทน
“เอาล่ะ ในเมื่อท่านทั้งสองมาแล้ว ข้าน้อยก็จะขออธิบายเื่ราวต่างๆ ที่ข้าน้อยทราบ อาจจะเป็ประโยชน์แก่พวกท่านตอนเดินทาง
เริ่มต้นด้วยเื่ประหลาดที่เพิ่งจะเกิดขึ้นที่อี๋ชาง แม่น้ำหยุนเหอเป็แม่น้ำหลักคาดว่าต้นน้ำคงจะอยู่แถวูเาฉินหลิง
เมื่อเดือนก่อนที่เกิดปรากฏการณ์สุนัขกินดวงจันทร์ ชาวประมงหมู่บ้านสือผายพบว่าตอนเช้าที่พวกเขาออกเรือไปจับปลาตามปกติ กลับพบฝูงปลาหน้าตาประหลาด ซึ่งพวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน อีกทั้งปลาพวกนั้นลำตัวของมันยังส่องแสงแวววาวราวกับเงินที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องยามเช้า
หมู่บ้านสือผายตั้งอยู่ระหว่างเนินเขาฉินหลิงกับป่าทึบ ตรงกลางเป็แม่น้ำหยุนเหอไหล่ผ่าน ผู้คนจึงอาศัยอยู่ริมน้ำกันเป็ส่วนใหญ่ ดังนั้นพอเื่ปลาประหลาดรู้กันจากปากต่อปาก ไม่นานสองข้างฝั่งของแม่น้ำก็เนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มามุงดู
คนเฒ่าคนแก่ทุกคนต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่าไม่เคยเจอปลาพวกนี้มาก่อน มีคนอาจหาญจับพวกมันขึ้นมาดู พบว่าเกล็ดปลานั้นเปล่าประกายราวกับอัญมณี ดวงตาของพวกมันก็เหมือนจะรับรู้ เข้าใจภาษาของมนุษย์
ชาวบ้านพวกนั้นถึงแม้ว่าจะอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้ากินปลาที่แปลกประหลาดพวกนี้ จึงทำได้แต่รอให้เ้าหน้าที่ทางการมาพบ
หลังจากคนของที่ว่าการอำเภอมาตรวจสอบ ก็ยังให้คำตอบกับพวกชาวบ้านไม่ได้ จึงทำได้เพียงเขียนรายงานเข้ามาที่สำนักโหรหลวงเพื่อขอความช่วยเหลือ
ข้าน้อยเองก็เพิ่งเคยเจอปรากฏการณ์เช่นนี้เป็ครั้งแรก อีกทั้งในประวัติศาสตร์ของต้าจินก็ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ จึงได้ให้ศิษย์ของข้าน้อยเดินทางไปตรวจสอบ
ปลาพวกนั้นมิได้กินพืชหรือกินสัตว์แต่อย่างใด พวกลูกศิษย์จับมันมาขังไว้ในอ่าง คราแรกใส่น้ำจากบ่อน้ำในหมู่บ้าน ไม่ทันไรปลานั้นก็ตาย ครั้งที่สองจับขึ้นมาพร้อมกับเอาน้ำจากแม่น้ำหยุนเหอใส่ไว้ในอ่างด้วย
แล้วให้ข้าวมันแต่พวกมันก็ไม่กิน จนกระทั่ง2-3วันที่ขังมันไว้ในอ่างโดยที่ไม่ได้ให้ข้าว พวกมันก็มีชีวิตอยู่ได้ ตอนนี้พวกชาวบ้านทำได้เพียงหาปลาแล้วได้ปลาประหลาดพวกนี้ติดแหมา ก็จะปล่อยมันคืนกลับแม่น้ำไป”
เล่ามาถึงตรงนี้ท่านโหรหลวงก็พักจิบชา ปล่อยให้มู่จิ่นเหยียนและองค์หญิงเหวินเต๋อได้ใช้ความคิดทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้น
“ปลาประหลาดอย่างนั้นหรือ อีกทั้งเกล็ดยังส่องแสงได้ด้วย หากปลาอยู่ในน้ำที่ไม่ใช่น้ำจากแม่น้ำหยุนเหอกลับไม่สามารถมีชีวิตต่อ
ถ้าเช่นนั้นตลอดแม่น้ำหยุนเหอ ท่านให้คนไปตรวจสอบแล้วใช่หรือไม่”
“เป็อย่างที่ท่านราชบุตรเขยกล่าว หลังจากที่หมู่บ้านสือผายเจอปลายพวกนี้ ทางที่ว่าการอำเภอก็แจ้งไปยังหมู่บ้านกับอำเภอข้างเคียงที่แม่น้ำหยุนเหอไหลผ่าน
ตลอดทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ ชาวประมงต่างยืนยันกันเป็เสียงเดียวกันว่า เจอปลาประหลาดเช่นกัน”
“แล้วความคิดเห็นของท่านโหรเล่า ท่านคิดว่าอย่างไร”
องค์หญิงเหวินเต๋อเองก็อยากรู้ว่าเื่พวกนี้ มันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง
“คืนที่เกิดสุนัขกินดวงจันทร์นั้น โบราณกล่าวว่าพลังหยินจากแสงของดวงจันทร์ มักจะนำพามาซึ่งความลี้ลับ อาถรรพ์หรือเสน่ห์มนตร์ดำให้ถือกำเนิดขึ้น
ปลาพวกนั้นอาจจะเป็สัญลักษณ์หรือสัญญาณใดของเื่พวกนี้ก็เป็ไปได้ เพียงแต่กระหม่อมยังไม่เคยเห็นบันทึกโบราณกล่าวเอาไว้ จึงมิอาจตัดสินใจได้พ่ะย่ะค่ะ
แต่หลังจากนี้กระหม่อมจะเก็บตน บำเพ็ญตบะเพื่อขอคำทำนายจาก์ดูอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าน่าจะทันก่อนที่พวกท่านจะออกเดินทาง”
มู่จิ่นเหยียนก็เข้าใจท่านโหร เื่พวกนี้ไม่ใช่เื่ที่คนธรรมดาสามัญทั่วไปจะเข้าใจได้ ดังนั้นพวกเขาทำได้แค่รอ หากเื่พวกนี้เป็สิ่งที่์้าสื่อสารกับพวกเขาจริง อีกไม่นานความสงสัยต่างๆ ก็คงจะได้กระจ่าง
“เื่ของปลาประหลาดที่แม่น้ำหยุนเหอ จากรายงานก็เป็เช่นนี้ หากพวกท่านเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วพบความคืบหน้าใด ก็รบกวนส่งข่าวแจ้งมาทางเมืองหลวง”
“แน่นอน หากข้าไปถึงอี๋ชางก็คงไปดูเ้าปลาประหลาดสักครั้ง ดีไม่ดีอาจจะลองทำปลาเปรี้ยวหวานดู เผื่อว่ามันจะรสชาติดี”
“เพี๊ยะ”
มู่จิ่นเหยียนที่กำลังกล่าวทีเล่นทีจริงออกมา เขาตั้งใจจริงๆ ว่าหากไปถึงแล้วจะลองจับขึ้นมาดูเสียหน่อย หากกินได้ก็ดี หากกินไม่ได้ก็เอามาศึกษาเป็พอ
แต่จินอวิ๋นเซียนที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ฟังคำพูดล้อเล่นนั้น ก็ได้แต่เอื้อมมือไปฟาดลงบนท่อนแขนของคนด้านข้าง จนเสียงดังลั่นห้อง
“พระองค์จะตีกระหม่อมทำไม!!!!”
“ตีเรียกสติเ้านะสิ เื่แบบนี้ยังจะทำมาเล่นๆ อีก”
“กระหม่อมรู้หรอกพ่ะย่ะค่ะ สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร”
จินอวิ๋นเซียนได้แต่ทำเสียงเฮอะอยู่ในลำคอ นางเองก็คงทำได้แค่คอยห้ามปรามมู่จิ่นเหยียนมิให้ทำสิ่งใดที่เป็อันตรายจนเกินไป