ตอนที่12 นักฆ่านิกายทมิฬ
ณนิกายทมิฬ องค์กรนักฆ่าขนาดใหญ่ที่มีอายุมากกว่าห้าร้อยปี เลี้ยงนักฆ่าที่ฝึกวิชายอดยุทธไว้หลายร้อยคน
“นายหญิงขอรับสายลับในวังหลวงรายงานว่าฮ่องเต้มีพระดำริ จะให้หนิงหรงผู้นั้นกลับวังหลวงในอีกสามวันข้างหน้าขอรับ”ชายผู้สวมหน้ากากก้มหน้า คุกเข่ากล่าวรายงานกลางห้องโถง
สาวงามรูปร่างอวบอัดผิวขาวเนียน กำลังนั่งเอนกายบนตั่งนอน ลูปไล้แก้มชายหนุ่มรูปงามที่นุ่งผ้าผืนบางสีขาวที่คุกเข่าตรงหน้าพลันหยุดมือ แววตาที่กำลังเคลิบเคลิ้มหลงใหลเรือนกายของบุรุษ พลันฉายแววโหดเหี้ยม
“ส่งนักฆ่าระดับสูงที่อยู่ในนิกายตอนนี้ไปดักรอนอกเมืองฆ่านางให้ได้....อย่าให้เด็กนั่นรอดกลับเข้าเมืองมาได้!”หรี่เซียงหรูสั่งเสียงเหี้ยม
ขณะนึกถึงตอนที่พ่อบ้านรายงานว่า หนิงหรงที่ฟื้นจากความตาย มีความร้ายกาจมากเพียงใด
“พวกเจ้าต้องระวังให้ดีข้างกายนางมีกระต่ายขาว ซึ่งเป็นยอดยุทธอยู่ ต้องส่งกลุ่มคนที่เก่งที่สุด ไปขวางเจ้ากระต่ายนั่นไว้ก่อน”
“ขอรับ”ชายผู้รายงานน้อมรับคำสั่งขณะจะล่าถอยออกจากห้อง มันกลับได้ยินเสียงนายหญิงกล่าว
“เจ้าอย่าเพิ่งไป...”น้ำเสียงของนายหญิงมันฟังดูสบายๆมากกว่าเมื่อครู่ที่แฝงความโหดเหี้ยม
“ขอรับ”นักฆ่าตอบขณะหยุดขาที่กำลังจะขยับถอยหลัง
“ได้ยินว่าท่านปรมจารย่าหลง กลับเมืองหลวงมาแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด”น้ำเสียงของหรี่เซียงหรูยามเอ่ยนามท่านผู้นั้นช่างฟังดูอ่อนหวาน
ปัจจุบันย่าหลงอายุเกินสองร้อยปีแล้ว ทว่ามีรูปงามโดดเด่น ราวกับหนุ่มน้อยยกเว้นผมขาวอันเป็นเอกลักษณ์ เขาเป็นอาวุโสคนเดียวที่อยู่นิกายนานที่สุด เป็นอาวุโสผู้มีวิชาปรุงโอสถระดับสูงของนิกายและปัจจุบันมีชื่อเสียงมากที่สุดในยุทธภพ
“ผู้อาวุโสตอนนี้พักอยู่วังหลวงขอรับ ได้ยินว่าเพราะช่วยหงหนิงหรงทะลวงลมปราณตามคำสั่งของงฮ่องเต้จึงถูกเชิญพำนักที่นั่นชั่วคราวได้ยินว่าช่วหลายเดือนนี้ท่านย่าหลงจะอยู่ถ่ายทอดวาปรุงยาใหสำนักปรุงโอสถหลวงขอรับ”นักฆ่ารายงานด้วยความระมัดระวังเพราะรู้ดีว่าหรี่เซียงหรู บุตรีของจ้าวนิกายทมิฬคนปัจจุบันเกลียดหงหนิงหรงมากอยากให้นางตาย แต่ไม่อาจทำอะไรได้อย่างโจ่งแจ้งทว่าเวลานี้คงหมดความอดทนแล้วถึงได้สั่งลงมือ
“นังเด็กนั่นอีกแล้ว...”หรี่เซียงหรูกัดฟันกรอดด้วยความโมโห“หากไม่ได้ท่านย่าหลง เกรงว่านังเด็กนั่นคงทะลวงลมปราณไม่สำเร็จน่าเสียดายที่ท่านย่าหลง วางตัวเป็นกลางในยุทธภพ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของนิกายเราไม่อย่างนั้นคงอาศัยท่านย่าหลง ช่วยจัดการหนิงหรงตอนที่ทะลวงลมปราณได้”
แต่เดิมย่าหลงคือบุตรชายของจ้าวนิกายทมิฬเมื่อสองร้อยปีก่อนแต่เพราะเกิดการหักหลังในนิกาย จนจ้าวนิกายสิ้นชีพแม้ภายหลังจะกู้สถานะเดิมกลับมาได้ แต่ย่าหลงไม่สนใจในกิจการของนิกายอีกจึงส่งมอบตำแหน่งให้ผู้อื่น ส่วนเขาหันไปสนใจวิชาปรุงโอสถแทน แยกตัวอย่างเด็ดขาดนั่งแค่ตำแหน่งอาวุโส คอยปรุงยา ส่วนใหญ่เขาค้นคว้ายาพิษที่ใช้ควบคุมคนในนิกายและยาช่วยฝึกยุทธ
“ส่งคนไปบอกท่านย่าหลงให้แวะมาที่นิกายด้วยข้าต้องการยาช่วยฝึกยุทธตัวใหม่ที่ท่านย่าหลงเพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่”หรี่เซียงหรูสั่ง
เจตนาของหรี่เซียงหรูหลักๆแล้วแค่อยากพบเจอท่านอาวุโสย่าหลงผู้มีใบหน้าดุจเทพสร้าง ผู้มีรูปร่างงดงามชวนให้หลงใหล หากไม่ติดที่ว่า ท่านอาวุโส ไม่สนใจสตรีนางใดเลย สิ่งที่สนมีเพียงแค่การปรุงโอสถตนคงพยายามทอดกายยั่วยวนไปแล้ว
ท่านย่าหลงดูสูงส่งสง่างาม ล่องลอย ราวกับเป็นคนที่มาจากอีกโลก แตกต่างจากคนทั่วไปไม่ว่าสตรีนางใดล้วนมองแล้วอดหลงใหลไม่ได้ สูงส่งจนไม่ว่าใครก็ไม่อาจครอบครองได้แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือย่าหลงเป็นคนขี้รำคาญ หากโมโหมาเกรงว่าคนผู้นั้นจะไม่ตายดี เพราะเขาคือหนึ่งในนักปรุงยาและพิษที่โด่งดังที่สุดในตอนนี้
หรี่เซียงหรูคือบุตรีเพียงคนเดียวของจ้าวนิกายคนปัจจุบันตั้งแต่เด็กหลงในรูปกายอันงดงามของย่าหลงมาตลอด นางมักหาบุรุษมานอนด้วยโดยเลือกที่งดงามที่สุดทว่าไม่ว่าใครก็ไม่อาจเติมเต็มความปรารถนาของนางที่อยากครอบครองย่าหลงได้.... จะมีก็เพียงแต่สามีคนปัจจุบันที่ทำให้ตนหลงใหลในรสรักระหว่างเพศได้แต่กระนั้นลึกๆนางยังปรารถนาจะได้ครอบครองย่าหลง
ทว่าย่าหลงเหมือนไม่ใช่คน ให้ความรู้สึกแบ่งแยกจากโลกทั้งหมด
เรื่องเล่าเก่าแก่ในนิกายต่างเชื่อกันว่าย่าหลงครอบครองวิชายมทูติ ซึ่งสามารถคืนชีพให้แก่คนตายได้เหตุผลที่ทำให้จ้าวนิกายบิดาของย่าหลงสิ้นชีพก็เพราะมีคนอยากแย่งชิงวิชายมทูตินี้ และกล่าวกันว่าวิชานี้ทำให้ผู้ฝึกผู้ฝึก ให้ความรู้สึกเย็นเยือก ใครเห็นก็รู้สึกชวนขนลุกขนพอง แบ่งแยกจากโลก ทำให้ผู้คนหวาดกลัวรอบร่างของเขาเต็มไปด้วยไอหยินจากยมโลกของคนตาย
คนในนิกายต่างเชื่อกันว่าย่าหลงฝึกวิชานี้สำเร็จแต่ไม่ทราบว่าเหตุใดเขาจึงไม่ใช้วิชานี้คืนชีพให้แก่บิดาของตน
หรี่เซียงหรูเล่นสนุกกับบรรดาชายงามของตนที่หามาปรนเปรอกามารมย์ระหว่างเสพสุขกับหนุ่มรูปงามในหัวก็คิดถึงแต่ใบหน้าและเรือนกายอันงดงามของย่าหลงที่ตนหลงใหลมาตลอด...เมื่อได้คิดถึงอารมณ์ใคร่ก็พุ่งสูงยิ่งกว่าเดิม
หนิงหรงถูกราชโองการเรียกตัวกลับวังหลวงอย่างเป็นทางการพร้อมถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิงสกุลฮุ่ย นามฮุ่ยหนิงหรงและถูกบังคับให้ต้องใช้ชีวิตในวังได้รับการฝึกฝนจากสำนักฝึกยุทธของพระราชวัง
และการพระราชทานให้ใช้สกุลฮุ่ยเป็นการบอกอย่างชัดเจนว่า หนิงหรงเป็นคนสกุลฮุ่ย เป็นเชื้อพระวงศ์ไม่ใช่คนจวนสกุลหงอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้อำนาจของฮ่องเต้และจวนสกุลหงที่เคยสมดุลกัน เริ่มเปลี่ยนไป
การได้ผู้ครอบครองกายาเทพมาอยู่ในปกครองนั่นเท่ากับว่าในอนาคต อีกฝ่ายย่อมมีอำนาจเหนือกว่ากายาเทพคือความหวังที่จะไปถึงระดับสูงสุดของยุทธภพ ระดับตำนานแห่งราชันย์ ที่จะสยบใต้หล้าไว้อย่างง่ายดาย
เรื่องนี้ทำให้แม่ทัพกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้นที่ฮ่องเต้ใช้วิธีนี้ดึงคนไปจากสกุลหงอย่างง่ายดาย เพียงแค่พระราชทานตำแหน่งเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ครอบครองกายาเทพให้ใช้สกุลฮุ่ย อยู่ในสายราชสกุล
“ต้องชิงนางกลับมาให้เร็วที่สุดเรื่องนี้จะยอมให้หนิงหรง อยู่ฝั่งฮ่องเต้ไม่ได้เด็ดขาดข้าไม่มีวันยอมให้อำนาจของสกุลหงต้องสั่นคลอน”แม่ทัพกัดฟันด้วยความโกรธแค้น
“นายท่านแต่นางน่าจะเกลียดสกุลหงไปแล้วหลังจากถูกทำร้ายเกือบตาย”ชายชุดดำผู้สวมหน้ากากปิดบังใบหน้ากล่าวขึ้นเขาเป็นองครักษ์ลับของแม่ทัพ
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก!”แม่ทัพหงกัดฟันกรอด ขณะมองตาขวาง“หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าทำงานไม่ดี ไม่ระวัง จะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร!”เขากล่าวขณะทุบหมัดลงโต๊ะด้วยความแค้นใจ
คนชุดดำได้ยินแล้วรีบก้มหน้าคุกเข่าสำนึกผิดทันที
ใช่แล้วนี่เป็นความผิดขององครักษ์ลับปกติพวกตนมีหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ บรรดาบุตรธิดาของแม่ทัพอย่างน้อยก็ไม่ให้ถึงกับบาดเจ็บร้ายแรง...แต่ครั้งนี้พวกตนไม่กล้ายื่นมืออย่างโจ่งแจ้งเพราะหรี่เซียงหรูกำลังมองทุกอย่างอยู่...
มองดูลูกชายตนจากที่ไกลๆทรมานเด็กหญิงที่ไร้พลังยุทธ และถึงขั้นปล่อยให้ลงมืออย่างโหดเหี้ยม...
แม้หน้าที่จะสำคัญแต่มีกฎเพียงข้อเดียว ห้ามให้ใครรู้อยู่ถึงการมีอยู่ขององค์รักษ์ลับโดยเฉพาะหรี่เซียงหรู และสมุนของนาง!
แม่ทัพเห็นแล้วได้แต่กัดฟันระบายลมหายใจแรงๆออกทางจมูก
“เจ้าล้ำเส้นข้ามากเกินไปแล้ว...หรี่เซียงหรู...”แม่ทัพกัดฟันกรอด“ครั้งนี้คงต้องรีบลงมือ...ไม่เช่นนั้นสตรีผู้นี้คงไม่มีทางปล่อยหนิงหรงไว้แน่”
“นายท่านเชิญสั่ง”ชายชุดดำรีบกล่าวทันทีเมื่อเห็นท่าทางของนายท่านไม่คิดจะเอาเรื่องเหล่าองครักษ์อีก...ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็สุดวิสัยจะช่วยหนิงหรงจริงๆ
“เห้อ...”เจ้าเสี่ยวไป๋ร่างกระต่ายขาวถอนหายใจอย่างรันทด มันเกาะขอบหน้าต่างมองหุบเขาสัตว์อสูรที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง
“เห้อ...”คราวนี้หนิงหรงถอนหายใจบ้าง
“....”เจ้าเสี่ยวไป๋หันไปมองหนิงหรงด้วยความรำคาญใจมันถอนหายใจอย่างอาลัยที่ต้องจากหุบเขาไปหลายครั้งแต่อีกฝ่ายกลับถอนหายใจตามทุกครั้ง....
“เจ้าจงใจถอนหายใจตามข้าใช่ไหม!”เจ้าเสี่ยวไป๋ถามด้วยสีหน้าคับข้องใจทำท่าเหมือนอยากหยุมหัวหนิงหรง
“เฮ้อ...”หนิงหรงถอนหายใจใส่กลอกตามองบน
“จะ....เจ้าจะเอายังไงกับข้า!”เจ้ากระต่ายขาวเท้าเอวชี้หน้าหนิงหรง
“เจ้าถอนหายใจทำไมละ...”หนิงหรงถามกลับ
“ก็ข้าอาลัยอาวรณ์หุบเขาอสูรนี่นาปกติข้าไม่ค่อยชอบในเมืองเท่าไหร่วุ่นวายน่าเบื่อ”
“แล้วคิดว่าข้าอยากไปหรือไง”หนิงหรงถามกลับขณะทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก“วังหลวง เต็มไปด้วยกฎระเบียบมากมาย ข้าไม่รู้เรื่องว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างอีกทั้งวังหลวงก็เป็นสถานที่อันตราย เป็นไปได้ข้าก็อยากอยู่ในหุบเขาอสูรแยกตัวสันโดษฝึกวิชาอย่างที่ผ่านมา”
เจ้าเสี่ยวไป๋ได้ยินแล้วทำหูผึ่งสนใจทันที “อันตรายรึ...วังหลวงจะมีอันตรายอะไรการคุ้มกันก็แน่นหนา ผู้ฝึกยุทธก็เต็มไปหมด”
หนิงหรงส่ายหน้า“ที่ๆคิดว่าปลอดภัยกลับอันตรายที่สุด อิทธิพลในวังหลวงเต็มไปด้วยอำนาจของหลายฝ่ายแม้แต่รัชทายาทเองยังอยู่ในวังหลวงได้ลำบาก ข้าที่เป็นแค่หลานสาว จะรอดไหมละนอกจากนี้ข้ายังมีปัญหากับสกุลหงที่ทรงอิทธิพลอีก”หนิงหรงว่าแล้วก็ถอนหายใจแอบกังวลถึงอนาคต การอยู่ในวังหลวงไม่ง่ายจริงๆ เสี่ยงภัยตลอดเวลา
เสี่ยวไป๋ในร่างกระต่ายขาวกอดอกทำท่าจริงจัง“ข้านึกว่าคนอย่างเจ้าไม่มีอะไรต้องเกรงกลัวแล้ว แต่เจ้าอย่าลืมว่ามีข้าอยู่เชียวนะข้าคือท่านเสี่ยวไป๋ผู้ยิ่งใหญ่ หากใครกล้าทำให้เจ้ารำคาญใจ ให้ข้าลงมือก็พอ...”
“ควับ...ควับ..”เจ้าเสี่ยวไป๋ทำท่าตวัดกรงเล็บพร้อมควักไส้ศัตรู
หนิงหรงเห็นแล้วอดที่จะยิ้มไม่ได้ เกิดความรู้สึกอบอุ่นในใจที่มีใครสักคนคิดจะปกป้องตนแม้จะมายังต่างมิติหลายเดือนแล้ว แต่C
เพื่อความอยู่รอดเพื่อให้ปกป้องตัวเองได้
หนิงหรงคว้าเจ้าเสี่ยวไป๋เข้ามากอด
เจ้าเสี่ยวไป๋นิ่งอึ้งไปที่จู่ๆถูกคว้ามากอดแต่มันเห็นแววตาอีกฝ่ายดูโดดเดี่ยวมันจึงได้แต่ปล่อยให้กอดแต่แล้วอารมณ์ซึ้งก็อยู่ได้ไม่นาน
“เสี่ยวไป๋เจ้าอาบน้ำล่าสุดเมื่อไหร่....กลิ่นเจ้านี่เหมือนซากตัวอะไรตายเลย”หนิงหรงรีบดันเจ้าเสี่ยวไป๋ออกโยนมันใส่เบาะ ทำท่าดมเสื้อผ้าที่ติดกลิ่นเจ้าเสี่ยวไป๋ด้วยความรังเกียจ
หลังจากเสี่ยวไป๋ถูกโยนหัวทิ่มลุกขึ้นมาได้มันชี้หน้าหนิงหรงด้วยโทสะ “เจ้าคนเลว! เจ้าคนเลว!”เสี่ยวไป๋กระทืบเท้าด้วยโทสะ
“ข้ายอมเป็นคนเลวแต่ไม่ยอมเป็นตัวเหม็นสาบแบบเจ้าหรอก!”หนิงหรงพูดขณะถอดเสื้อคบุมตัวนอกโยนทิ้งหันไปสั่งเสี่ยวเมิ่งให้เอาน้ำชุบตัวเช็ดขนเจ้าเสี่ยวไป๋
“เจ้าอย่าให้มันเกินไปข้าเหม็นขนาดนั้นเลยรึไง”เสี่ยวไป๋ทำหน้าเลิ่กลั่ก เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองอาจจะตัวเหม็นจริงๆ
ขณะที่หนิงหรงรื้อหาเสื้อคลุมเปลี่ยน“ข้าจะล้อเล่นทำไม นี่พวกเราต้องเข้าวังหลวงทันทีคิดว่าข้าอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าเล่นรึไง อีกอย่างข้าไม่ยอมให้ตัวเองตัวเห็นไปพบหน้าคนอื่นหรอกนะ”
เสี่ยวไป๋ได้ยินดังนั้นจึงลองดมกลิ่นตัวเองดู “แหวะ...เหม็นจริงๆด้วย”เจ้าเสี่ยวไป๋ทำหน้าพะอืดพะอมปกติมันอยู่ในป่าไม่อาบน้ำก็ไม่แปลกอะไร ต่อให้ตัวเหม็นสาบก็ไม่ค่อยได้กลิ่นเพราะในป่าสัตว์อสูรก็กลิ่นแบบนี้ทั้งนั้น
แต่เมื่อมาอยู่ร่วมกับมนุษย์มันถึงได้รู้ว่ากลิ่นสาปเช่นนี้กลับทำให้อาเจียนได้เลย....
เจ้าเสี่ยวไป๋รีบวิ่งไปหาเสี่ยวเมิ่งยอมถูกผ้าชุบน้ำเช็ดขนแต่โดยดี
“ฟิ้ว...”แต่ระหว่างนั้นกลับเกิดเรื่องขึ้น
“ฉึก!”
เสี่ยวไป๋ตาเหลือกเมื่อพบว่าลูกธนูพุ่งผ่านหน้าต่างรถม้าเข้ามาปักลงบนผนังรถม้า
“รีบหมอบเร็วเข้า!”เสียงตะโกนของเสี่ยวเมิ่งดังขึ้น ขณะที่หันไปดึงหน้าต่างปิดลง
หนิงหรงรีบหมอบตัวลงทันทีส่วนเจ้าเสี่ยวไป๋ กลับสู่ร่างคน มันกระโจนไปข้างกายหนิงหรงคอยฟันลูกธนูที่พุ่งเข้าใส่รถม้าทะลุเข้ามาไม่หยุด
“มีคนร้าย!”เสียงเหล่าองครักษ์ร้องเตือนกันให้วุ่นเมื่อพบว่ามีลูกธนูมากมายพุ่งเข้าใส่รถม้าไม่หยุด
“คุ้มกันรถม้า!”เสียงเยี่ยนเฟยตะโกนสั่ง ทหารรอบด้าน
“คุณหนูท่านระวังตัวให้ดี นักฆ่าพวกนี้เป็นยอดยุทธ ระดับสูงของนิกายทมิฬ”เยี่ยนเฟยร้องเตือนหนิงหรง
“แย่แล้ว...”เสี่ยวไป๋ร้องลั่นหลังจากให้เสี่ยวเมิ่งคอยปัดลูกธนูให้ มันพยายามร่ายเวทกางเกราะคุ้มกันรถม้า...
“บ้าเอ้ยข้าใช้เวทมนต์ไม่ได้!”เสี่ยวไป๋สบถลั่นอย่างหัวเสียเกิดมามันไม่เคยเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน
“อะไรนะ...”หนิงหรงพลันหน้าซีดท่ามกลางอันตรายเช่นนี้หากเสี่ยวไป๋ใช้พลังเวทได้ตนคงรู้สึกวาดกลัวน้อยลงแต่ตอนนี้เสี่ยวไป๋ใช้พลังไม่ได้!
“ชิบหาย...”หนิงหรงพึมพำนึกภาพล่วงหน้าว่าตนกลายเป็นเป้าธนูที่ถูกลูกธนูมากมายรุมปักเหมือนเม่น
“ใครช่างบังอาจรบกวนการใช้พลังเวทของข้า!”เสี่ยวไป๋ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลางดงามดวงตาสีทอง กัดฟันกรอดด้วยความโมโห
จะต้องมีผู้ที่ครอบครองของวิเศษอยู่แถวนี้แน่นอนจึงรบกวนการใช้พลังเวทของตนคนผู้นั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับพวกเซียนถึงสามารถใช้อาวุธของเซียนได้หรือมีเชื้อสายของผู้ฝึกวิชาเซียน เสี่ยวไป๋เล่าให้หนิงหรงฟังคร่าวๆถึงของวิเศษนี้
“ยังไม่ทันถึงวังหลวงข้าก็เสี่ยงตายแล้ว?”หนิงหรงบ่นพึมพำ ขณะก้มหลบลูกธนูที่พุ่งใส่หน้า
“อย่ามัวแต่บ่นคุ้มกันคุณหนูให้ดี ข้าจะออกไปฆ่าพวกข้างนอกนั่น!”เสี่ยวเมิ่งหันไปโยนดาบใกล้มือโยนให้เสี่ยวไป๋ก่อนจะใช้ดาบในมือฟันลูกธนูที่หลุดการคุ้มกันจากทหารพุ่ง ออกไปยังด้านนอกรถม้า
หนิงหรงหลบหลังหีบที่เสี่ยวไป๋ลากออกมาช่วยบังวิธีลูกธนูอีกทีขณะหูก็ได้ยินด้านนอกคุยกัน
“คุณหนูปลอดภัยหรือไม่”เสียงเยี่ยนเฟยถามจากด้านนอกขณะที่เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น
“ยังปลอดภัยดี”เสี่ยวเมิ่งตอบขณะรับดาบของนักฆ่าที่ฟาดลงมา ก่อนจะสวนกลับอย่างแม่นยำ แทงสวนเข้าที่หัวใจก่อนจะยกดาบฟันไปที่หัวของเยี่ยนเฟย
เยี่ยยเฟยก้มหัวหลบเฉียดไปนิดเดียวดาบของเสี่ยวเมิ่งปัดลูกธนูที่พุ่งมาพอดี หากเยี่ยนเฟยไม่ก้มหัวหลบธนูดอกนี้คงปักหัวเยี่ยนเฟยไปแล้ว...
เยี่ยนเฟยขมวดคิ้ว“ถ้าเมื่อครู่ข้าก้มหลบไม่ทัน ดาบนี้คงตัดหัวข้าแทนที่จะฟันลูกธนูไปแล้ว!”
เสี่ยวเมิ่งเหวียงดาบรับมือนักฆ่าที่ฟันลงมาขณะที่ปากก็ตอบ “ถ้าเจ้าหลบดาบข้าไม่พ้น อย่างไรก็ต้องตายด้วยธนูอยู่ดีดาบของข้าก็แค่เหวี่ยงเตือนเท่านั้น”เสี่ยวเมิ่งกล่าวขณะจัดการตัดหัวนักฆ่า
เยี่ยนเฟยทำสีหน้ารังเกียจเมือเลือดของศพตอนถูกตัดหัวกระเด็นใส่เต็มชุดของตน
เสี่ยวเมิ่งที่ถูกเลือดจากหัวขาดกระเต็มใส่เต็มหน้ากลับมีท่าทางนิ่งเฉย ทำเพียงยกดาบรับ และฟันออกไป ฆ่าทุกรายที่พุ่งเข้ามาไม่สนใจว่าเลือดศัตรูจะกระเด็นมาถูกตัวเองมากเพียงใด
ท่าทางของเสี่ยวเมิ่งดูน่าเกรงขามและฝีมือมราดุดัน ทำให้นักฆ่าหลายคนลังเลที่จะพุ่งเข้าใส่เพราะที่รายที่สู้กับสตรีผู้นี้ล้วนกลายเป็นศพไปหมดแล้ว
“พลังของเจ้ายังอ่อนแออยู่ข้าจะระวังหลังให้แล้วกัน”
เสี่ยวเมิ่งกล่าวขณะหลังชนกับเยี่ยนเฟยสู้กับนักฆ่าช่วงนี้เยี่ยนเฟยใช้วิชาต้องห้ามมากเกินไปเพื่อเรียกคืนความทรงจำในอดีชาตของหนิงหรงทำให้พลังชีวิตของเยี่ยนเฟยลดลง จนแทบเป็นอันตรายเวลานี้แม้แต่มนุษย์ก็ยังสามารถฆ่าเขาได้
“เป็นห่วงข้าขนาดนี้คงไม่ได้หลงรักข้านะ”เยี่ยนเฟยหยอกเย้ากลับเบาๆ ขณะฟันดาบสวนนักฆ่ากลับไปพร้อมมอบความตายให้
“เหอะ...”เสี่ยวเมิ่งทำเสียงไม่พอใจ“หากเจ้าตาย ข้าก็ต้องเป็นคนสิ้นเปลืองพลังเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ”เสี่ยวเมิ่งตอบแบบจริงจัง
“ว่าแต่พวกเราคงต้องรีบจัดการคนที่ขัดขวางการใช้พลังเวทแล้วละไม่อย่างนั้นหนิงหรงจะตกอยู่ในอันตราย เพราะตอนนี้ธนูมากมายเล็งรถม้าไม่หยุด”
ยังดีที่มีคนคอยจัดการลูกธนูโดยเฉพาะลูกธนูส่วนใหญ่จึงไม่หลุดรอดทะลุเข้าไปในผนังบางๆของรถมม้าได้
เสี่ยวเมิ่งพูดขณะเห็นคนในชุดคลุมปิดบังใบหน้าถือไข่มุกลูกใหญ่เท่ากำปั้นไว้ในมือ มุกลูกนั้นส่องแสงท่ามกลางแสงสว่างได้
“ต้องฆ่าคนที่ใช้ของวิเศษให้ได้แล้วทำลายไข่มุกทิ้งแต่ต้องรบกวนท่านลงมือสักครั้ง”เยี่ยนเฟยกล่าวกับเสี่ยวเมิ่ง ขณะจ้องไข่มุกยักษ์“ตรงนี้ข้ายังรับมือไหว เจ้าบุกเข้าไปได้เลย”
“ดูเหมือนตรงนั้นจะคุ้มกันแน่นหนาเสียด้วย”เสี่ยวเมิ่งกระตุกยิ้มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ก็ดีข้าไม่ได้ฆ่ามานานมากแล้ว....เทพสงครามอย่างข้าก็อยากให้ดาบลิ้มรสเลือดให้หายคิดถึงเหมือนกัน”
เสี่ยวเมิ่งกล่าวขณะบุกตะลุยไปเบื้องหน้าเพื่อชิงไข่มุกวิเศษที่ก่อกวนพลังเวทของเผ่าเทพอสูร
ด้วยความเร็วและความชำนาญในการใช้ดาบทุกชีวิตที่เข้ามาขวางทาง ล้วนหัวขาด แขนขาดทิ้งชีวิตไว้ภายใต้คมดาบของเสี่ยวเมิ่ง
ทั่วทั้งร่างของสาวงามเต็มไปด้วยเลือดของศัตรู เหล่ายอดยุทธที่คุ้มกันของวิเศษ ต่างทำหน้าตกใจที่เพียงพริบตาเดียว สาวน้อยงดงามก็พลันปรากฏตรงหน้า
“นะ....นางไม่ใช่คน!”เสียงผู้ควบคุมอาวุธวิเศษถึงกับสั่นสะท้านยามจ้องมองสตรีตรงหน้าที่ย้อมไปด้วยเลือด นักฆ่าในนิกายล้วนถูกฝึกมาอย่างดีเพื่อฆ่าศัตรูให้เร็วที่สุด...แต่สตรีผู้นี้กลับบุกตะลุยฝ่าดงนักฆ่าเพียงพริบตาเดียวฝีมือดาบและความเร็วกลับเหนือชั้นมากสองมือของตนที่กุมของวิเศษเกิดอาการสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัว
หากเป็นมนุษย์ไม่มีทางเอาชนะนักฆ่าระดับยอดยุทธที่ถูกฝึกมาอย่างดีได้เพียงแค่พริบตาเดียว...เห็นอยู่ว่า นางมีระดับพลังแค่ยอดยุทธ
“เจ้าเป็นเทพอสูร!”
เสียงแหกปากของผู้ถือไข่มุกดังลั่นแต่โชคดีที่รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงต่อสู้ ฆ่าฟันกัน เสียงแหกปากจึงไม่ดังมากนัก
“โอ้....ไม่เบานี่นอกจากใช้ของวิเศษได้แล้วยังแยกข้าออกจากคนทั่วไปได้...”เสี่ยวเมิ่งยืนแสยะยิ้มขณะชี้ดาบไปที่ผู้ถือมุกวิเศษ
“พวกเจ้าทุกคนได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน....”รอยยิ้มของเสี่ยวเมิ่งกลายเป็นความโหดเหี้ยม“ก็คงต้องรบกวนพวกเจ้า ทิ้งลมหายใจไว้ตรงนี้แล้วกัน...”
“โอ๊ะ...ข้าใช้พลังเวทได้แล้ว”เจ้าเสี่ยวไป๋ร้องด้วยความดีใจขณะรีบกางเกราะเวทคุ้มกัน
ดูเหมือนเสียงข้างนอกจะดังขึ้นเป็นสองเท่า เสียงอาวุธดังจนหนิงหรงขมวดคิ้ว“เกิดอะไรขึ้นทำเสียงสู้กันดังกว่าเดิม”
เสี่ยวไป๋แอบมองผ่านรูที่ธนูเจาะจนพรุน“ดูเหมือนจะมีคนกลุ่มใหม่มาเพิ่ม...ดูแล้วน่าจะอยู่ฝ่ายเรานะ”
“แปลว่าพวกเรา....น่าจะรอดตายแล้วใช่ไหม”หนิงหรงถามด้วยความสงสัยแต่หนิงหรงก็ยังคงรอดูท่าทีอยู่ไม่รีบร้อนลงจากรถม้า หลบอยู่ภายใต้การคุ้มกันของเจ้าเสี่ยวไป๋ จนทุกอย่างเงียบสงบลงและได้ยินเสียงเสี่ยวเมิ่งหนิงหรงจึงกล้าเดินออกจากรถม้า
รอบด้านเต็มไปด้วยศพหลายสิบชีวิต.... หนึ่งในนั้นมีบรรดาทหารที่ถูกส่งมาคุ้มกันจากวังหลวงแต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักฆ่า ที่สวมชุดสีน้ำเงิน มีตราเหยี่ยวดำที่แขนเสื้อ
ศพของนิกายทมิฬหลายศพหัวขาดแขนขาด ตายในดาบเดียว สภาพน่าสยดสยองจนแทบจะอาเจียน กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งเลือดไหลย้อมจนพื้นแดงฉาน หนิงหรงคว้าผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูก
สายตากวาดมองแต่ละศพด้วยความสะอิดสะเอียน ยังมีหัวที่อยู่ตรงเท้าตนเอง หัวนั้นยังยังลืมตาอยู่ ดวงตาคู่นั้นเบิกโพลงคล้ายตกตะลึงกับความตายที่มาอย่างรวดเร็ว
เยี่ยนเฟยเอาตัวเข้าบังทำให้หนิงหรงมองไม่เห็นศพมากมายชั่วขณะและใช้เท้าเขี่ยหัวนั้นไปให้พ้นสายตาหนิงหรง
“ท่านพยายามอย่ามองศพพวกนี้มากเกินไปเดี๋ยวจะเก็บไปฝันร้าย”
หนิงหรงเห็นทหารของตนเอง ยืนชี้ดาบ คุมเชิง กับคนชุดดำอีกกลุ่ม
“พวกเขาเป็นใคร”หนิงหรงถามเยี่ยนเฟย“ศัตรูกลุ่มใหม่รึ”
ขณะที่เสี่ยวเมิ่งผู้ถูกย้อมด้วยเลือดกำลังกระชากม่านรถม้าขาดๆ มาเช็ดเลือดออกจากใบหน้าและตัว ท่าทางของเสี่ยวเมิ่งช่างน่าเกรงขามแววตาคนที่มองเสี่ยวเมิ่งล้วนเต็มไปด้วยความชื่นชมและความเกรงขาม
“เมื่อครู่คนพวกนี้ช่วยสังหารคนจากนิกายทมิฬดังนั้นฝ่ายเราจึงสูญเสียไม่มาก แต่ก็ยังไงพวกเราควรระวังคนแปลกหน้าไว้ก่อน”
“ในเมื่อคุณหนูปลอดภัยแล้วพวกเรากลับ”หัวหน้าคนชุดดำกล่าว ขณะพาคนจากไปในทันทีหลังจากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีนักฆ่ากองหนุนอีก
เหล่ากลุ่มคนชุดดำจากไปอย่างรวดเร็วพอๆกับตอนที่มา
หนิงหรงชี้หน้าตัวเองด้วยความงุนงง“หมายถึงข้าหรือ..”