ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 106 หนึ่งดาบสะบั้นปริภูมิ

              04:17 AM


              “ว่าแต่ฉันยังไม่ได้ถามเธอเลยสินะคนที่เรากำลังไปช่วยเป็นใครงั้นหรือ”


              กาโต้เอ่ยถามเรย์ขณะกำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางทอดยาวของอุโมงค์รถไฟใต้ดินเสียงฝีเท้าดังก้องสะท้อนไปทั่ว ความมืดที่ปกคลุมถูกทำลายด้วยแสงไฟอันริบหรี่ที่ห้อยอยู่ตามแนวเส้นทางยาวบรรยากาศโดยรวมเงียบสงัด


     


             

              เรย์เหลือบมองกาโต้พร้อมกับสูดหายใจลึกรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเขาดูเหมือนจะซ่อนความเจ็บปวดบางอย่างไว้


              “เธอเป็นญาติเพียงไม่กี่คนที่เหลือของผม...เป็นคนสำคัญที่ผมจะไม่ยอมสูญเสียไปอีกเด็ดขาด”


              กาโต้ซึ่งได้ฟังน้ำเสียงอันหนักแน่นเช่นนั้นก็เข้าใจเป็นอย่างดีเพราะตัวเขาเองก็มีครอบครัวที่ไม่อาจเสียไปได้อีกแล้วเช่นกัน


              หลังเข้าเกทมาไม่นานพวกเขากับฮันเตอร์อาสากลุ่มอื่น ๆ พบเข้ากับพลเรือนที่ตกค้างบางส่วน เลยได้ทำการประสานงานช่วยเหลือไว้


              เรย์ได้ใช้รูปของคางูยะผ่านอุปกรณ์สื่อสารส่วนตัวไล่สอบถามตามหาคนแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรจึงแยกตัวออกจากทีมฮันเตอร์กลุ่มอื่นเพื่อเร่งค้นหาต่อไป


              ปฏิบัติการร่วมครั้งนี้แบ่งกำลังเป็นทั้งหมดสามฝ่าย


              กลุ่มที่หนึ่งทำหน้าที่ช่วยเหลือพลเรือนเป็นหลักนำโดยกองกำลังจากหน่วยทหารราบพิเศษ กลุ่มที่สองทำหน้าที่สอดแนมสำรวจพื้นที่และยืนยันตำแหน่งของราชา นำโดยคนจากสมาพันธ์และกลุ่มฮันเตอร์อาสา


              ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มล่าสังหารราชานำทีมโดยประธานเซนซาเอม่อน และขุมกองกำลังจากกิลด์ใหญ่


              ตัวเลขผู้เข้าร่วมครั้งนี้มากกว่าปฏิบัติการครั้งแรกอยู่ส่วนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครสามารถนิ่งดูดายต่อเหตุการณ์เช่นนี้ได้มีคนอาสาเข้ามาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพราะด้วยรางวัลตอบแทน หรือจิตอาสาก็ตามนั่นทำให้การช่วยเหลือพลเรือนมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก


              ยามสถานการณ์ไม่ปกติย่อมต้องใช้วิธีการไม่ปกติโดยหลักการแล้วกิลด์ฮันเตอร์ต่าง ๆ มักไม่ปฏิบัติและประสานงานร่วมกัน แต่ยามวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลถึงความเป็นความตายของผู้บริสุทธิ์หลักการข้อนี้ย่อมสมควรปรับแก้สักเล็กน้อย


              ตลอดเส้นทางพวกเขาพบเจอมอนสตอร์นับว่าไม่น้อยโดยเฉพาะสายพันธุ์ Turanateที่ปรากฏออกมามากเป็นพิเศษ ทว่าก็ไม่คณามือเขากับกาโต้สักเท่าไหร่เพียงสะบัดดาบต่อเนื่องเพียงไม่กี่ครั้ง ก็สามารถแยกพวกมันออกเป็นส่วน ๆได้ในพริบตา


              สำหรับกาโต้หากพูดถึงสิ่งที่เกินคาดแล้วล่ะก็ตั้งแต่ตอนที่เห็นว่าเรย์แยกส่วน Great PoisonTuranate มอนสเตอร์แมงมุมขนาดใหญ่ออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยกระบวนดาบเดียว ทั้งการเคลื่อนไหวสัมผัสระยะทาง สัมผัสด้านจังหวะล้วนเป็นสัญชาตญาณที่ต้องฝึกซ้อมอย่างยาวนานจึงจะสามารถเกาะกุมได้ แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับกำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว


              “ระวังด้วยครับดูเหมือนข้างหน้ามีการต่อสู้อยู่”


              เสียงเตือนจากเรย์ดึงสติกาโต้ออกจากห้วงความคิดดูเหมือนอีกฝ่ายจะใช้ความสามารถของเนตรมารเพราะในระยะสายตาของกาโต้ตอนนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดให้ต้องระวัง


              พวกเขาเร่งฝีเท้าไปตามอุโมงค์ที่ทอดยาวจนเห็นท้ายของขบวนรถไฟสองคันซึ่งจอดอยู่พอเริ่มเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงของการต่อสู้ดังชัดเจนยิ่งขึ้น


              เรย์เห็นฮันเตอร์กลุ่มหนึ่งบริเวณช่องว่างระหว่างรถไฟทั้งสองคันกำลังเข้าปะทะกับอสูรถือกระบองตัวใหญ่เกือบสี่เมตร จากสภาพของพวกเขาแลสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก


              “นั่นพวกโอะนิ...ระวังตัวด้วยล่ะถึงจะเป็นประเภทสองตาแต่ระดับของเจ้านี่ไม่เหมือนตัวที่พวกเราเจอระหว่างทางหรอกนะ”


              กาโต้เอ่ยเตือนเสียงเข้ม


              โอะนิโยไคเผ่ายักษ์ที่มักปรากฏในเรื่องเล่าความเชื่อของลัทธิชินโตเป็นยักษ์รูปร่างสูงใหญ่ ยิ่งมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงมนุษย์มากเท่าไหร่ระดับความอันตรายก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น โดยสมาคมจำแนกความอันตรายของพวกมันผ่านสีผิวซึ่งไล่จากสีเขียวที่มีความอันตรายน้อยสุดจนไปถึงสีแดงและฟ้าซึ่งนับเป็นยักษ์ระดับขุนพลส่วนสีที่พบเห็นได้ยากสุดคือสีเนื้อและน้ำตาลหม่นส่วนใหญ่มักปรากฏตัวในฐานะราชาของดันเจี้ยนระดับสูง


              เรย์ลงมือว่องไวปานสายฟ้า


              เขาช่วยโจมตีสกัดกั้นจากยักษ์ที่ฟาดกระบองในมือหมายบดขยี้ฮันเตอร์คนหนึ่งขณะกำลังพลาดท่าเสียหลักล้มลงได้ทันเวลา


              ดาบในมือของเรย์ทิ่มแทงออกในแนวตรง ปะทะเข้ากับกระบองเพื่อเบี่ยงวิถีของมันให้แฉลบออกด้านข้างถัดจากนั้นจึงกระโดดพลิกข้ามหัวเล็งฟันไปที่ด้านหลังศีรษะของมันแต่ก็ถูกกันไว้ได้ด้วยแขนซ้ายขนาดใหญ่ที่ยกขึ้นป้องกัน


              ‘มีผิวหนังที่แข็งมากแถมออร่าคุมกายก็ไม่ใช่น้อย ๆ’


              นั่นคือความรู้สึกของเขาทันทีที่คมดาบสัมผัสกับผิวของมันจนเกิดเป็นรอยบาดตื้น ๆ


              ร่างสูงตระหง่านบึกบึนของมันกำลังหันกลับมาฟาดกระบองใส่เรย์ขณะที่ร่างของเขายังลงไม่ถึงพื้น เรย์เปลี่ยนจังหวะของตัวเองด้วยการถีบไปยังตำแหน่งศีรษะของมันเพื่อเพิ่มแรงส่งตัวเขาไปยังหลังคาตู้ขบวนรถไฟด้านข้างเสียงลมหวีดแหลมพาดผ่านใบหน้า หลบพ้นกระบองของมันได้อย่างหวุดหวิด


              เท้าขวาพอสัมผัสกับพื้นหลังคาก็เกร็งกำลังพุ่งใส่อีกครา ดาบยาวในมือเสือกแทงอีกหนึ่งคำรบเล็งตำแหน่งช่องท้องที่กำลังเปิดเผยช่องว่างหลังจากโจมตีพลาด


              ถึงจะแทงเข้าไม่ลึกมากแต่ตัวของมันก็ยังถูกปราณเข้มข้นจากปลายดาบ กระแทกใส่จนตัวเซก้าวถอยสองสามก้าว เอนหลังใส่ตู้ขบวนรถไฟอีกด้านหนึ่งจนโครงเหล็กยุบตัวสบโอกาสเปิดทางให้กลุ่มฮันเตอร์ที่เหลือเข้าไปช่วยนำพรรคพวกของตนที่กำลังบาดเจ็บออกมา


              ยักษ์ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดมันดึงน้ำเต้าที่ผูกไว้ข้างเอวยกดื่มก่อนพ่นสาดออกมาเป็นไฟใส่ฮันเตอร์ที่กำลังถอยฉากออกมา


              เสี้ยววินาทีนั้นเปลวเพลิงถูกป้องกันไว้ได้ด้วยกำแพงทรายของกาโต้


              “ทุกคนรีบหนีไปที่หน้าขบวนเร็วเข้ากำแพงนี่คงทนได้อีกไม่นานแล้ว!”


              กาโต้รู้ดีว่ากำแพงทรายที่สร้างออกมาเปราะบางเกินไปด้วยภูมิประเทศที่เป็นอุโมงค์ใต้ดินทำให้เขาใช้ความสามารถของตัวเองได้ไม่เต็มที่นัก หากควบคุมหินและดินมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของผนังจนพังทลายลงมาได้


              และแทนที่จะสร้างสสารจากกระแสอีเธอร์ในอากาศสู้ควบคุมสสารที่มีอยู่รอบตัวแล้วเปลี่ยนแปลงมันจะใช้มาโซน้อยกว่า การเปลี่ยนอีเธอร์ให้เป็นสสารธาตุไม่ใช่สิ่งที่คนระดับกาโต้สามารถฝึกฝนจนทำได้ง่าย ๆ ในยามปกติจึงมักดึงทรายจากชั้นหินออกมาแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


              ฮันเตอร์ที่ถูกช่วยไว้เริ่มได้สติพวกเขาพยุงเพื่อนวิ่งเลียบขอบกำแพงไปยังบริเวณหัวขบวนรถไฟแต่ก่อนที่กาโต้จะยันไว้ไม่อยู่เรย์นั้นอาศัยช่องว่างที่ศัตรูกำลังละความสนใจจากเขาตั้งท่าอิไอชักดาบฟันด้วยกระบวนท่า ‘ทัณฑ์พิพากตัดสังสาร’


              เกิดเป็นปราณดาบล่องหนระเบิดใส่บริเวณปากของยักษ์ใบหน้าของมันสะบัดล้มลงอีกครา เกิดเป็นรอยบาดตื้น ๆ เต็มใบหน้า


              มันหันมาจ้องเขาอย่างดุร้าย ผิวหนังของยักษ์กระเพื่อมแรงแพร่ความร้อนออกมาจนเกิดเป็นไอน้ำระเหยออกจากตัว


              เรย์เปิดใช้งานเนตรมารอีกครั้งทันทีหลังจากสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของศัตรู


              ยักษ์สีฟ้ายันตัวลุกขึ้นพร้อมกับพุ่งเข้าใส่กระบองหนามในมือไล่ฟาดใส่เรย์ไม่ยั้งอย่างสะเปะสะปะ สภาวะดุดันบ้าคลั่งถึงแม้จะร่างใหญ่ แต่การเคลื่อนไหวไม่ได้เชื่องช้าอุ้ยอ้ายเลยสักนิด


              เขากระโดดหลบข้ามไปมาระหว่างหลังคารถไฟทั้งสองฝั่งด้วยความปราดเปรียวระหว่างหลบร่างหมุนคว้างลอยละลิ่ว ก็ไม่ปล่อยให้การเคลื่อนไหวสูญเปล่าฉกฉวยแปรเปลี่ยนเป็นจู่โจม ส่งกระบวนท่า ‘คลื่นดาบวายุกระซิบ’ ใส่ช่องว่างของศัตรูที่กำลังบ้าคลั่งอย่างแม่นยำ


              โดยกระบวนท่านี้เป็นเคล็ดวิชาที่ถ่ายเทปราณไว้บนดาบอย่างเหมาะสม และปล่อยออกมาจนเกิดเป็นคลื่นเกลียวแสงเรียวเล็กทำให้เกิดอัตตราเร่งวิถีพุ่งทะลวงไม่มีแกว่งเอียงแม้แต่นิดเดียว


              ความเร็วของมันแทบไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาของมนุษย์ปกติ นับเป็นท่าโจมตีหวังผลระยะไกลที่สุดของเขาในตอนนี้


              ทุกคลื่นคมดาบที่เข้าปะทะในแต่ละครั้งสร้างรอยบาดลึกเลือดซึมออกมา ผิดกับการโจมตีก่อนหน้า


              ‘ความแรงของการโจมตีและความเร็วของเจ้ายักษ์นี่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากก็จริงแต่แลกมาด้วยพลังป้องกันที่ลดลงอย่างมหาศาลเช่นกันสินะแบบนี้’


              เรย์วิเคราะห์หลังเฝ้ามองกระแสพลังภายในร่างของศัตรูที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากการป้องกันเน้นไปที่การโจมตีผ่านเนตรมาร


              แม้มีพละกำลังมหาศาลแต่ไม่อาจใช้วิชาตัวเบาโลดแล่นตะบึงกวดเขาได้ทันเพราะพื้นที่อันคับแคบซึ่งไม่เอื้อต่อร่างใหญ่โตนั่น กระบองจึงหวี่ยงหวืดไปมาทำให้ผนังรอบด้านและขบวนรถไฟที่จอดอยู่เกิดความเสียหายอย่างหนักโครงเหล็กพังยับเยิน เศษหินดินปูนถล่มลงมาตลอดเส้นทางที่มันเคลื่อนผ่าน


              แต่ใช่ว่าสภาพการณ์แบบนี้เรย์สามารถเอาชัยอีกฝ่ายได้กำลังภายในอันน้อยนิดของเขาต้องหมดลงก่อนรู้ผลอย่างแน่นอน


              ฝ่ายศัตรูเมื่อเห็นว่ายังไงก็โจมตีไม่โดนจึงเปลี่ยนท่าทีมันสาดเหล้าจากน้ำเต้าในมือซ้ายใส่ เรย์เองก็มีปฏิกิริยาไหวตัวอันฉับไวเพียงแต่การเบี่ยงตัวหลบในยามนี้ของเขาเป็นสิ่งที่ศัตรูหมายตาตำแหน่งของเรย์ตกอยู่ในความเสียเปรียบทันทีเมื่อถูกเจ้ายักษ์คำนวณไว้ล่วงหน้า


              กระบองเหวี่ยงตามมาในมุมที่คาดไม่ถึง


              เรย์ถูกบีบบังคับให้หลบกลางอากาศหนแรก ทำให้เสียจังหวะทรงตัวจนไม่สามารถหลบได้อีกไม่ใช่ว่าตนเองไม่ระวังตาเดินครั้งนี้ แต่เพราะการถูกรุกใส่อย่างต่อเนื่อง ทำให้วิสัยทัศน์ถูกบีบต้อนจนคับแคบ


              กระบองหนามซึ่งบัดนี้ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงโฉบลอยแหวกอากาศมาถึงเบื้องหน้า


              ‘แย่ล่ะ!’


              เรย์พลิกข้อมือซ้ายจับด้ามดาบดึงขึ้นเหนือหัวเล็กน้อยพลางใช้ข้อศอกขวาช่วยดันปลายดาบซึ่งทิ่มลงพื้นในแนวเฉียง พร้อมรับแรงกระแทก


              เขาเกร็งออร่าลมปราณครอบคลุมท่อนแขนตัวเองให้ได้มากที่สุด


              กำแพงทรายของกาโต้ปรากฏขึ้นกั้นกลางช่วยรับแรงกระแทกอีกชั้นหนึ่ง


              แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะสามารถดูดซับแรงกระแทกอันมหาศาลของศัตรูได้ทั้งหมด


              เปรี้ยง!


              เสียงปะทะดังก้องสะท้อนไปทั่ว เรย์ถูกโฮมรันตัวปลิวลอยคว้างออกมาถึงบริเวณส่วนหัวขบวนรถไฟแซงหน้ากลุ่มฮันเตอร์ที่กำลังแบกพรรคพวกวิ่งหนี


              ขณะถูกซัดจนตัวลอย เขาตีลังกากลับหลังปรับจุดศูนย์ถ่วงตัวเองกลางอากาศเพื่อไม่ให้ตกกระแทกพื้นแรงจนเกินไปนัก


              เรย์ลุกขึ้นในสภาพโงนเงนเล็กน้อยบริเวณแขนเสื้อเต็มไปด้วยลอยเขม่า ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ออกมา


              ‘อุปกรณ์สวมใส่ราคาถูกมันเป็นแบบนี้เองงั้นเหรอ’


              เขามองดูเสื้อผ้าที่เป็นวัสดุราคาถูกของตัวเองอย่างปลงๆ ดูเหมือนว่าอุปกรณ์สวมใส่บนตัวจะไม่เหมาะกับการเป็นฮันเตอร์มืออาชีพสักเท่าไหร่


              “เฮ้ นายเป็นไงบ้าง!?”


              กลุ่มฮันเตอร์ที่เขาช่วยไว้รีบเข้ามาช่วยประคอง


              เรย์เช็ดคราบเลือดบริเวณมุมปากกล่าวขอบคุณและบอกว่าตัวเองยังไหว สายตายังคงจ้องมองศัตรูที่กำลังวิ่งไล่กาโต้เข้ามาใกล้ทางฝั่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ


              “สถานการณ์แบบนี้ชักไม่ดีบนตู้ขบวนรถไฟด้านหน้ามีพลเรือนหลบอยู่เป็นจำนวนมาก ให้พวกเขาหนีตอนนี้คงไม่ทันกาล”


              หนึ่งในฮันเตอร์กล่าวขึ้นพร้อมกับมองไปยังตู้ขบวนด้านข้างด้วยแววตากังวล


              เรย์ได้ยินเช่นนั้นเลยลองใช้เมตรมารมองลึกเข้าไปเห็นผู้คนกำลังก้มต่ำอยู่ด้านในขบวนรถไฟอยู่จริง ๆ


              “ในกลุ่มพวกคุณมีใครสามารถใช้พลังอะไรสักอย่างที่พอจะตรึงร่างของมันไว้สักชั่วครู่ได้บ้างไหมครับ”


              เรย์เอ่ยถามขึ้นเขายังมีเวลาขบคิดอีกเล็กน้อย ระหว่างที่กาโต้กำลังหลอกล่อศัตรูไว้


              “ถ้าสักสี่ห้าวินาทีฉันคิดว่าพอทำได้ค่ะ เอ่อ... แต่ไม่รู้ว่าจะเพียงพอตามที่ต้องการไหม”


              ฮันเตอร์สาวคนหนึ่งยกมืออาสาขึ้นอย่างลังเล


              “งั้นรบกวนช่วยมอบเวลานั่นให้ผมด้วยนะครับ”


              “นี่ค่ะใช้ใส่เจ้ายักษ์นั่น แล้วฉันจะลงมือทันที”


              อีกฝ่ายพยักหน้าส่งรูนชนิดหนึ่งให้กับเขาพร้อมกับนัดแนะอธิบายแผนการร่วมกัน


              เรย์สูดลมหายใจลึกหันไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่กำลังเคลื่อนกายเข้าใกล้


              เขาพุ่งตัวสวนทางกับกาโต้ เข้าหาร่างของยักษ์ที่ไล่กวดตามมาด้านหลัง


              ยักษ์ที่เห็นศัตรูคู่อาฆาตกำลังพุ่งเข้ามาด้วยตัวเองขยับแขนขวารีบง้างกระบองในมือรอต้อนรับ


              เคร้ง!


              เสียงปะทะของอาวุธดังสนั่นอย่างแข็งกร้าวละอองสะเก็ดไฟอันเกิดจากการกระทบกันของอาวุธ ลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ


              ต่างฝ่ายต่างเสียหลัก ร่างของยักษ์เอียงเซไปด้านหลังเล็กน้อยแตกต่างกับเรย์ที่ถูกแรงอันมหาศาลซัดลอยออกมาถึงสิบห้าก้าว


              ทว่ารูนที่เคยอยู่ในมือของเรย์บัดนี้กลับแปะติดอยู่ตรงหน้าอกของยักษ์เมื่อไหร่ไม่ทราบได้


              แสงสีฟ้าเรืองรองเปร่งออกมาจากรูนที่มีสัญลักษณ์ᚦ ธอร์น


              ตู้ม!


              คลื่นมวลน้ำมหาศาลระเบิดออกกระจายไปรอบด้านโดยมีร่างอันใหญ่โตเป็นจุดศูนย์กลางของการระเบิด


              ร่างของมันเปียกโชกซวนเซบริเวณช่วงอกยุบลงไปเล็กน้อยหลังจากถูกมวลน้ำมหาศาลอัดใส่ในระยะประชิด


              เรย์ไม่ปล่อยให้เจ้ายักษ์มีเวลาฟื้นตัวตั้งหลักเขาตะโกนสั่งไปยังฮันเตอร์สาวที่เตรียมตัวร่ายอาคมรออยู่


              “ลงมือเดี๋ยวนี้เลย!”


              ทันทีที่สิ้นเสียง เวทมนตร์แช่แข็งบทหนึ่งก็ถูกร่ายออกมาโดยอาศัยน้ำรอบ ๆ ช่วยเสริมประสิทธิภาพ


              บนผิวหนังของยักษ์ปรากฏเกล็ดน้ำแข็งขึ้นก่อนเริ่มลุกลามกลืนกินไปทั้งร่างอย่างรวดเร็ว มวลน้ำที่ระเบิดออกจับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็งและมันก็ถูกแช่จนกลายเป็นเหมือนไอติมแท่งโต


              เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!


              ทว่าก็ตรึงมันไว้ได้ไม่กี่วินาทีเท่านั้นเมื่อก้อนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของมันเริ่มปริแตก


              เรย์คิดว่าอาจเป็นผลจากสภาวะร่างคลั่งนั่นคงช่วยต้านทานสถานะผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ดีเป็นพิเศษนี่ไม่ใช่เรื่องที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของเขา


              ‘เงื่อนไขครบเวลาแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว’


              เขาโน้มตัวเยื้องไปด้านหน้าเล็กน้อยในท่าอิไอปลดออร่าป้องกันคุ้มกายจนเหลือศูนย์ ถ่ายเทออร่าลมปราณทั้งหมดที่มีห่อหุ้มไว้บนใบดาบคาตานะเล่มยาว


              ในยามปกติเขาคงไม่มีทางใช้เทคนิคฆ่าตัวตายแบบนี้เพราะมันถือเป็นดาบสองคม หากระหว่างนั้นถูกโจมตีกลับมาไม่ว่าก่อนหรือหลังก็จะไม่มีทางป้องกันอะไรได้เลย


              ทว่าการแช่แข็งศัตรูไว้ทำให้เคลียร์เงื่อนไขได้บางส่วน


              เรย์พุ่งตัวไปข้างหน้าแล้วชักดาบฟันด้วยความเร็วเหนือเสียงในแนวขวางใส่ร่างของยักษ์ที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนแท่งไอติม อากาศโดยรอบปริแตกสั่นสะเทือนเสียงลั่นเปรี๊ยะ ๆ ราวกับอยู่ในห้องกระจก


              ชิ้ง!


              ‘หนึ่งดาบสะบั้นปริภูมิ’


              หนึ่งในท่าซึ่งเกิดจากการหลอมรวมเคล็ดวิชาทั้งเก้าของเพลงดาบอาสัญไร้ลักษณ์


              ทั้งยักษ์และขบวนรถไฟทั้งสองฝั่งถูกฟันขาดครึ่งไปพร้อมกันทิ้งรอยบาดฝังลึกสลักไว้บนผนังกำแพงเป็นแนวยาว


              เกิดเสียงเฮขึ้นจากผู้คนที่ชะโงกหน้าแอบดูอยู่ในตัวรถไฟ


              เรย์ทิ้งตัวลงนั่งชันเข่าอย่างหมดแรง หายใจหอบเหนื่อยจากการเค้นกำลังภายในออกมาเป็นจำนวนมาก


              “บ้าบิ่นผิดคาดเลยนะเธอเนี่ย”


              กาโต้กล่าวยิ้ม ๆ ให้เขาขณะเดินตามมาสมทบพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้


              “ก็ทางเลือกมันมีไม่มากนี่ครับ”

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน