ตอนที่ 118 ขอบเขตดาราแดง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในขณะที่โลกนี้เฟิร์สได้สำเร็จผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว ในอีกโลกหนึ่งร่างของเขาก็ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน
ครืน ...
ประกายแสงสีแดงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ภายในสถานที่อบิสสีขาวระดับสูงซึ่งอยู่ในเวลาการล่าของผู้กองเฟิร์สวัน
อีวาที่บังคับฝูงเข็มสีขาวต่อสู้กับกองทัพมอนสเตอร์นับไม่ถ้วนที่ดาหน้าเข้ามา
ท่ามกลางสงครามที่มืดฟ้ามัวดินระหว่างมนุษย์เพียงคนเดียวกับมอนสเตอร์จำนวนมากดุจดั่งท้องทะเล
ระหว่างต่อสู้ จู่ๆ ขั้นพลังบ่มเพาะของผู้กองเฟิร์สวันก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสีแดงเสียอย่างนั้น
ต้องรู้ไว้ว่ามีผู้คนมากมายจำนวนเท่าใดที่ติดอยู่ในขอบเขตดาราขาวเก้าแฉก บางคนเป็นอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์สามารถบ่มเพาะได้รวดเร็วแต่ก็ยังติดอยู่ที่คอขวดนี้ บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถทะลวงผ่านคอขวดนี้ได้
ทว่าตอนนี้อีวาที่ใช้ร่างนี้ต่อสู้กับมอนสเตอร์กลับสามารถทะลวงขอบเขตได้อย่างไม่ได้ตั้งใจ
เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเธอเป็นอย่างมาก เธอไม่คิดว่าการต่อสู้เพื่อฝึกฝนของเธอจะทำให้ขั้นพลังของเฟิร์สทะลวงโดยไม่รู้ตัว
อีวาสัมผัสได้ถึงพลังขอบเขตดาราแดงที่เอ่อล้นออกมา
เข็มที่เคยเป็นสีขาวบัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงและทรงอานุภาพมากกว่าเดิม
อีวาที่ใช้พลังสปีริตเป็นพลังหลักในการต่อสู้ ด้วยการต่อสู้ที่นับไม่ถ้วน จึงทำให้เธอมีการพัฒนาพลังสปีริตที่มากกว่าเฟิร์ส บางทักษะที่เธอใช้ยังเหนือชั้นกว่าที่เฟิร์สใช้ด้วยซ้ำ
เฟิร์สที่มุ่งเน้นไปที่วิถีกระบี่จึงมีเทคนิคการใช้พลังสปีริตที่ตามหลังกว่าอีวามาก
แต่เนื่องด้วยการมีอยู่ของโลกลวง อีวาจึงถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอให้กับเฟิร์ส นั่นจึงทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียมกัน
เรียกได้ว่าการสลับร่างของพวกเขาทำให้ประสิทธิภาพในการบ่มเพาะของแต่ละฝ่ายเพิ่มพูนเป็นเท่าทวีก็ว่าได้
“ทะลวงขอบเขตซะแล้ว” อีวาเอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี
เธอรู้ว่าหลังจากที่ร่างของเฟิร์สทะลวงขอบเขตดาราแดง ชีวิตของเขาจะมีการเปลี่ยนแปลง เพราะนิวโฮปจะต้องให้เขาเข้าร่วมภารกิจอบิสสีแดงเป็นแน่
“แม้ขอบเขตดาราแดงจะแข็งแกร่งก็จริง แต่มันแทบไม่อาจเทียบได้กับพลังโลกลวงของฉัน หากพลังโลกลวงสามารถใช้ที่นี่ได้ การจะจัดการอบิสทั้งหมดคงสามารถทำได้ในพริบตาเดียว” อีวากล่าวอย่างวิเคราะห์
เธอในตอนนี้ไม่ได้เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาแล้ว แต่กลับเป็นชนชั้นยอดฝีมือที่อยู่ในระดับแนวหน้าของมหาทวีป
ซึ่งนั่นก็เป็นจริงอย่างที่เธอคิดไว้ พลังสายเลือดขอบเขตราชวงศ์ขั้นกลางของเธอเมื่อเทียบกับพลังสปีริตดาราแดงแล้วมันแทบจะเทียบกันไม่ได้ เพราะพลังขอบเขตราชวงศ์นั้นอาจอยู่ในระดับเดียวกับดาราน้ำเงินหรือเหนือกว่าด้วยซ้ำ
อีวาแทบจะไม่เชื่อในตัวเองว่าหลายเดือนที่ผ่านมา จากเหตุการณ์สลับร่างทำให้เธอได้กลายเป็นตัวตนที่น่าหวาดหวั่นของมหาทวีปได้แล้ว
เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาทั้งสองต่างสลับร่างกันแล้ว พวกเขาทั้งสองต่างประหลาดใจกับการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น
ทำให้พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาทั้งสองมีดวงชะตาที่ส่งเสริมกัน
อีวารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่เธอกลายเป็นผู้จารึกขั้นสองแล้ว หรือผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวนั่นเอง
ส่วนเฟิร์สก็ตกใจที่ตนเองได้เข้าสู่ขอบเขตดาราแดงแล้วเช่นกัน แม้ว่าเขาสามารถเข้าสู่ขอบเขตนี้ได้แน่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้
“ดูเหมือนว่าฉันต้องวางแผนทุกอย่างใหม่หมด ตอนนี้ฉันสามารถทะลวงจุดชีพจรได้ห้าสิบแปดจุดแล้ว เหลือเพียงอีกห้าจุดก็จะเข้าสู่กายากระบี่ขั้นกลางได้แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นฉันค่อยประกาศเรื่องนี้ออกไปก็แล้วกัน ระหว่างนี้คงต้องปิดบังการบ่มเพาะนี้ไว้ก่อน”
เฟิร์สทำการวางแผนการคร่าวๆ เอาไว้เมื่อการบ่มเพาะของเขาพัฒนาได้รวดเร็วกว่าที่คิด
หากสามารถสำเร็จกายากระบี่ขั้นกลางได้ เขาเชื่อว่าภายในอบิสระดับสีแดงคงจะไม่มีอันตรายสำหรับเขาอีกต่อไป การฝึกฝนคงจะง่ายขึ้นและอาจมีโอกาสเข้าสู่อบิสระดับสีน้ำเงินที่เฝ้ารอคอย
เขาต้องหาวัตถุดิบปรุงยาในอบิสสีน้ำเงินมาให้ได้ หรือไม่ก็ต้องไต่เต้าไปถึงร้อยอันดับแรกของโลกให้ได้ จึงจะมีสิทธิ์ถามถึงยาที่ปลุกแม่ของเขาให้ตื่นจากนิทรา
เป้าหมายนี้อาจจะดูยาวไกล แต่เขาเชื่อว่าจะทำมันให้สำเร็จได้ภายในไม่กี่ปี
ขณะเดียวกันอีวาเองก็ทำตามที่เฟิร์สแนะนำ นั่นคือเรื่องการกลับไปช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอออกมา
เมื่อตัดสินใจแล้วเธอจึงไปพบกับจอมปราชญ์ทันที
“ท่านอาจารย์ ข้ามีเรื่องที่จะต้องลงจากเขา” อีวาเอ่ยอย่างมีความเคารพ
“หืม ... เข้าพึ่งเข้าสู่ยอดเขาได้ไม่กี่วัน มีธุระอะไรอย่างนั้นหรอ?” จอมปราชญ์เอ่ยด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง ดวงตาทั้งคู่มองไปที่อีวาอย่างเอ็นดู
เมื่อเห็นจอมปราชญ์มีท่าทีดังนั้น อีวาจึงเล่าเรื่องของเธอให้อาจารย์ฟังในทันที
จอมปราชญ์ได้ฟังดังนั้นแล้วก็เอ่ยว่า “เมื่อเจ้าต้องการช่วยเหลือพ่อแม่ของเจ้าเช่นนั้นก็ไปเถอะ แต่โลกเบื้องล่างไม่มีใครรู้ว่าเจ้าคือศิษย์ของข้า อย่างนั้นก็ให้ศิษย์พี่ของเจ้าไปด้วยเถอะ”
ทันทีที่เอ่ยจบ จอมปราชญ์ก็เรียกพบศิษย์พี่คนหนึ่งของอีวามาเข้าพบทันที
ไม่นานร่างของชายชราในชุดคลุมสีแดงเพลิงก็มาปรากฏตัวในทันที
“พบท่านอาจารย์”
ผู้ที่มาก็คือไฟเซอร์หรือนายท่านที่สี่ของยอดเขาฮาดานั่นเอง
“ศิษย์น้องของเจ้าต้องการไปช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอ เจ้าก็ไปช่วยเหลือเธออีกแรงก็แล้วกัน” จอมปราชญ์เอ่ยอย่างมีเมตตา
“ศิษย์รับทราบ” ไฟเซอร์รับคำสั่งอย่างยินดี
“เรื่องราวก็ให้พูดคุยกันระหว่างทางเถอะ”
แล้วศิษย์ทั้งสองของจอมปราชญ์ก็ออกเดินทาง
ไฟเซอร์พาอีวามาที่วิหารหลังหนึ่งของยอดเขาฮาดา ระหว่างนั้นเธอก็เล่าเรื่องราวของพ่อแม่ให้ไฟเซอร์ฟังด้วย
“เหอะ เจ้าพวกนั้นช่างบังอาจนักถึงกับจับพ่อแม่ของเธอมาเป็นทาส เจ้าเมืองคนนั้นเป็นแค่เอิร์ลคนหนึ่งเท่านั้น ทำไมเธอถึงไม่จัดการด้วยตัวเองตอนนั้นไปเสียล่ะ สำหรับเอิร์ลคนหนึ่งเมื่อยืนต่อหน้าดยุกก็แทบจะเป็นแค่มดปลวกตัวหนึ่งอยู่แล้ว” ไฟเซอร์แสดงความคิดเห็น
“ฉันไม่สามารถแสดงความเหิมเกริมแบบนั้นออกมาได้ เพราะฉันในตอนนั้นยังไม่ได้เป็นศิษย์ของจอมปราชญ์ หากทำเช่นนั้นอาณาจักรไม่มีทางที่จะปล่อยวางแน่ๆ” อีวากล่าว
“โอ้ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง อีวาเธอช่างฉลาดรอบคอบนัก”
ไฟเซอร์อดที่จะรู้สึกทั้งชื่นชมและทั้งอิจฉาอีวาไม่ได้
ตอนนี้ในหมู่ศิษย์ของจอมปราชญ์ เขานั้นกลายเป็นผู้ที่มีพลังบ่มเพาะน้อยที่สุดเหมือนเดิม มิหนำซ้ำระดับขั้นจารึกยังอยู่ในขั้นที่สองเทียบเท่ากับอีวา เรียกได้ว่าอีวาในตอนนี้ได้นำเขาไปหนึ่งก้าวแล้ว
แม้จะรู้สึกอิจฉาแต่ไฟเซอร์ก็ไม่ได้มีความริษยาต่ออีวาแต่อย่างใด เพราะเขารู้ว่าตนเองมีศักยภาพต่ำสุดในหมู่ศิษย์ของจอมปราชญ์ แต่ถึงอย่างนั้นจอมปราชญ์ก็ยังมีเมตตารับเขาเป็นศิษย์ เขาจึงรู้สึกซึ้งใจเป็นอย่างมาก
ไม่นานพวกเขาก็เดินทางมาถึงวิหารสีขาวหลังใหญ่ที่อยู่ชายขอบของยอดเขา
“ที่นี่คือที่ไหนกัน?” อีวาถาม
“ตามมาเถอะ เดี๋ยวเธอก็รู้”
ไฟเซอร์นำอีวาเข้าไปในวิหาร
เมื่อเข้ามาในวิหาร อีวาก็พบกับกระจกหลายบานที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งต่างๆ
สัมผัสของอีวาเฉียบคมมาก เมื่อเข้ามาเธอก็รู้ได้ทันทีว่ากระจกเหล่านี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งพื้นที่ของอาณาจักรฮาดา
“หืม ... หรือว่านี่จะเป็นค่ายกลเคลื่อนย้าย” อีวาเอ่ยออกมา
ชายชราชุดคลุมแดงยิ้มและเอ่ย “เธอฉลาดมาก นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้ายที่สามารถขนย้ายพวกเราไปยังเมืองต่างๆ ในอาณาจักรได้ ... เมืองที่พวกเราจะไปคือเมืองฟิราเดเฟียร์ใช่ไหม?”
อีวาพยักหน้า “ใช่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” ไฟเซอร์เดินไปยังตำแหน่งที่มีกระจกเขียนชื่อว่าเมืองฟิราเดเฟียร์
ชายชราหยุดและยิ้ม “นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เปิดตัวนายท่านที่ห้าของยอดเขาฮาดาใช่ไหมเนี้ย?”
ไฟเซอร์เอ่ยแซวอย่างอารมณ์ดี
อีวายิ้มเขิน แน่นอนว่าเธอเองก็อดรู้สึกที่จะตื่นเต้นไม่ได้
“พวกเราไปกันเถอะ”
ไฟเซอร์พยักหน้าแล้วสะบัดมือสร้างอักขระร่อนลงไปยังกระจกทรงกลมบานนั้น
“นี่คือรหัสเปิดใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย ส่วนวิธีเคลื่อนย้ายกลับมานั้นยุ่งยากสักหน่อยเพราะพวกเราต้องหากระจกมาทำประตูเชื่อมต่อ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะฉันได้เตรียมกระจกที่จารึกค่ายกลไว้แล้ว ... อะนี่”
แล้วไฟเซอร์ก็โยนกระจกทรงกลมเล็กๆ บานหนึ่งให้กับอีวา
“นี่เป็นกระจกที่จะเคลื่อนย้ายกลับมาที่นี่ แต่จงจำไว้ว่ายอดเขาฮาดาไม่ต้อนรับบุคคลภายนอก แม้จะเป็นพ่อแม่ของเธอก็ตาม เมื่อขึ้นมาบนยอดเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ค่ายกลของยอดเขาก็จะทำงานทันที เธอคงพอจะรู้ความร้ายกาจของค่ายกลของท่านอาจารย์แล้วนะ” ไฟเซอร์เอ่ยอธิบายด้วยความเป็นห่วง
“ไปกันเถอะ ไปช่วยพ่อแม่ของเธอกัน”
ตอนนั้นเองกระจกก็กลายเป็นวังวนที่คล้ายกับผิวน้ำ ร่างของทั้งสองทะยานเข้าไปข้างในนั้นแล้วพื้นผิวของกระจกก็กลับมาสงบนิ่งดังเดิม