“พี่บุญเป็นอะไรรึเปล่าเพคะ? ร้องลั่นเชียว ฝันร้ายหรือเพคะ?”
เจ้าหญิงเทย่าถาม
บุญยิ้มให้เธอก่อนตอบ
“หม่อมฉันไม่เป็นอะไรเพคะ แล้วก็ไม่ได้ฝันร้ายด้วยเพคะ ออกจะฝันดีซะด้วยซ้ำ”
เจ้าหญิงเทย่ายิ่งมีท่าทางสนใจและเปลี่ยนใจยังไม่เข้าห้องน้ำ แต่เดินมาหาบุญ
“พี่บุญฝันว่าอย่างไรบ้างเพคะ?”
“หม่อมฉันฝันถึงเทพธิดาแห่งโชคเพคะ”
บุญบอกเธอซึ่งทำให้เจ้าหญิงเทย่าตาลุกวาวด้วยความสนใจและนั่งลงบนเตียงบุญ
“เทพธิดาแห่งโชคหรือเพคะ? หม่อมฉันอยากฟัง พี่บุญเล่าให้ฟังหน่อยนะเพคะ”
“เรื่องมันยาวเพคะ เดี๋ยวหลังกลับจากเข้าเฝ้าราชินีแคโรสแล้ว หม่อมฉันจะเล่าให้น้องหญิงฟังอย่างละเอียดเลยเพคะ”
เมื่อบุญบอกเช่นนั้นเจ้าหญิงเทย่าจึงพยักหน้า และกล่าวอย่างรู้สึกไม่มั่นใจ
“ได้เพคะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเราจะรอดกลับมาได้รึเปล่าน่ะสิเพคะ”
“เราต้องรอดแน่นอนเพคะ ขอเพียงน้องหญิงอย่าได้อยู่ห่างจากหม่อมฉันเท่านั้น ก็จะไม่มีใครทำอันตรายน้องหญิงได้เพคะ”
บุญบอกเธอพร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ แต่เจ้าหญิงเทย่ามีสีหน้าแปลกใจ
“หม่อมฉันไม่เคยเห็นพี่บุญมั่นใจขนาดนี้มาก่อนเลยนะเพคะ ปกติเห็นมีแต่ปฏิเสธว่าไม่ใช่เทพธิดานี่เพคะ เมื่อคืนพี่บุญฝันอะไรมานะ”
“น้องหญิงไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวเราจะได้ไปกันเพคะ”
บุญบอกเจ้าหญิงเทย่าแล้วจับแขนเธอ ปรากฏว่าเจ้าหญิงเทย่ามีอาการสะดุ้งและลุกขึ้นหนี เธอมีท่าทางตกใจก่อนจะก้มลงแตะแขนบุญท่ามกลางความงุนงงของบุญ
“พี่บุญตัวร้อนจังเลย พี่ไม่เป็นอะไรแน่นะเพคะ? มีไข้รึเปล่าเพคะ?”
เจ้าหญิงเทย่าถาม
บุญคลำแขนตัวเอง และคลำหน้าตัวเอง
“ร้อนมากจริงๆ ด้วยเพคะ แต่หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ นะเพคะ นอกจากตัวร้อนแล้วหม่อมฉันก็ปกติดีทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กหม่อมฉันยังไม่เคยเป็นโรคหรือไม่สบายเลยสักครั้งนะเพคะ”
บุญยืนยันว่าเธอสบายดี
“พี่ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเพคะ งั้นหม่อมฉันไปอาบน้ำก่อนนะเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่ากล่าวและลุกไปเข้าห้องน้ำ
“สงสัยร่างกายเราคงกำลังปรับตัวอยู่ ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ก็ยังใช้พลังมากไม่ได้น่ะสิ เฮ้อ…”
บุญรำพึงและถอนหายใจ
สองชั่วโมงต่อมา เจ้าหญิงทั้งสองลงจากรถแท็กซี่ ณ บริเวณใกล้พระราชวังของราชินีแคโรส
‘พี่บุญรู้สึกถึงอันตรายแถวๆ นี้ด้วยรึเปล่าเพคะ?’
เจ้าหญิงเทย่ากระซิบถามเรื่องความสามารถพิเศษของบุญขณะที่เดินไปที่ประตูทางเข้า
‘รุนแรงกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาเลยเพคะ’
บุญกระซิบตอบเจ้าหญิงเทย่า ทำให้เธอสะดุ้งตกใจ
‘อะไรนะ? ขนาดนั้นเชียวเหรอ? แล้วพี่บุญยังจะมั่นใจว่าเราจะรอดอยู่อีกหรือเพคะ?’
เจ้าหญิงเทย่ากระซิบถามอีกด้วยความรู้สึกหวั่นๆ
‘หม่อมฉันมั่นใจเพคะ ขอเพียงน้องหญิงเชื่อฟังหม่อมฉัน และอย่าได้อยู่ห่างจากหม่อมฉันเท่านั้นเพคะ’
บุญกระซิบบอกเธอ เจ้าหญิงเทย่าพยักหน้ารับปากขณะที่ทั้งสองมาถึงใกล้ประตูพระราชวังซึ่งมีกำแพงสูงราวแปดเมตรล้อมรอบ
บุญขอพาสปอร์ตของเจ้าหญิงเทย่า แล้วไปยืนพูดคุยกับทหารที่เฝ้าประตูพระราชวัง พร้อมกับยื่นพาสปอร์ตของเธอทั้งสองคน
หลังจากที่ทหารได้ใช้วิทยุสื่อสารแจ้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในวังได้สักพัก และคืนพาสปอร์ตให้พวกเธอ ก็มีรถยนต์สองคันจากภายในวังมาจอดที่ประตู และเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ที่ออกมารับทั้งสอง เขามีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นเจ้าหญิงเทย่าเพราะเขาจำเธอได้แต่เขาได้รับแจ้งว่าเป็นเจ้าหญิงอัจฉรามากับผู้ติดตาม หัวหน้าราชองครักษ์จึงให้การต้อนรับเจ้าหญิงทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน
ดูเหมือนว่า ราชินีแคโรสได้เตรียมการต้อนรับเจ้าหญิงอัจฉราไว้ล่วงหน้าแล้วหลังจากที่บุญได้บอกกับทหารของราชินีที่โรงแรมเมื่อช่วงเย็นของวันก่อนหน้านี้ โดยไม่ทราบว่าเจ้าหญิงเทย่าจะมาด้วย เมื่อรถพาทั้งสองมาถึงอาคารใหญ่หลังหนึ่ง หัวหน้าราชองครักษ์จึงนำทางพวกเธอไปยังห้องรับแขกที่จัดเตรียมไว้สำหรับต้อนรับพวกเธอ ทางเดินที่ใช้ค่อนข้างซับซ้อนและวกวน ราวกับเจตนาให้พวกเธอจำทางเข้าไม่ได้ ทั้งยังต้องขึ้นบันใดอีกสองครั้ง เจ้าหญิงเทย่าจึงพยายามจดจำเส้นทางไว้เผื่อต้องใช้ในยามฉุกเฉิน แต่เธอรู้สึกแปลกใจที่เห็นว่าบุญกลับดูสงบนิ่งโดยไม่ได้มีท่าทางกังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด
หัวหน้าราชองครักษ์หยุดหน้าประตูบานหนึ่งและเปิดให้พวกเธอเข้าห้อง บุญจูงมือเจ้าหญิงเทย่าเข้าไปเพื่อไม่ให้เธออยู่ห่าง เจ้าหญิงเทย่ารู้สึกว่ามือของบุญเริ่มอุ่นขึ้น ไม่ได้ร้อนจัดเหมือนเมื่อตอนเช้าแล้ว ภายในห้องมีทหารยืนอยู่รอบห้อง ที่โซฟาและโต๊ะรับแขกกลางห้องราชินีแคโรสกำลังนั่งรอพวกเธออยู่ โดยมีราชครูนั่งอยู่ด้านหลังเธอ ราชินีแคโรสลุกขึ้นยืนและเดินมาหาทั้งสอง นางมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นเจ้าหญิงเทย่า เจ้าหญิงทั้งสองถอนสายบัวแสดงความเคารพเธอ แล้วราชินีแคโรสจึงได้จับมือกับเจ้าหญิงเทย่า
“หม่อมฉันไม่ทราบมาก่อนนะเพคะ ว่าเจ้าหญิงเทย่าได้เสด็จมาเยือนหม่อมฉันถึงที่นี่ด้วย”
ราชินีแคโรสกล่าวกับเจ้าหญิงเทย่าโดยใช้คำพูดเสมอกับเธอเพราะถือว่าในเวลานี้เจ้าหญิงเทย่าได้เป็นเสมือนราชินีของอาณาจักรซานเตียเรสแล้ว
“หม่อมฉันก็มาพร้อมกับเจ้าหญิงอัจฉราเพคะ เพียงแต่หม่อมฉันใช้ชื่อพลเรือนเดินทางมา ต้องขอประทานอภัยที่ไม่ได้ทูลแจ้งองค์ราชินีล่วงหน้าด้วยเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าบอกเธอ
“ทรงกลัวว่าคนของหม่อมฉันจะไปลอบทำร้ายเจ้าหญิงหรือเพคะ? แต่เจ้าหญิงทั้งสองกล้าหาญมากนะเพคะที่เสด็จมาโดยไม่มีองครักษ์หรือทหารติดตามมาด้วย”
ราชินีแคโรสกล่าวกับเธอทั้งสอง
“หม่อมฉันมีเจตนามาเข้าเฝ้าองค์ราชินีเพื่อเจรจาสันติภาพนะเพคะ ไม่จำเป็นต้องนำทหารและอาวุธมาด้วยหรอกเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่าโต้ตอบเธอได้ทันควัน ราชินีจึงยิ้มและหันมาจับมือกับบุญ
“หม่อมฉันเจ้าหญิงอัจฉราเพคะ”
บุญพูดพร้อมกับจับมือกับราชินี แต่ทันใดนั้นราชินีแคโรสก็มีสีหน้าตกใจขณะที่ดวงตาของเธอจ้องหน้าบุญไม่กระพริบ
“อ๊ะ เธอเป็นเทพธิดาจริงๆ ด้วย”
ราชินีรำพึงเพราะเธอเห็นเช่นเดียวกับที่กษัตริย์เมสโฟอิสเห็น บุญมีอีกร่างหนึ่งที่เปล่งรัศมีอยู่ในตัวเธอ นั่นก็คือร่างของเทพธิดาไลล่า ด้วยเหตุนี้ทั้งกษัตริย์เมสโฟอิสและราชินีแคโรสจึงทราบได้ทันทีที่อยู่ใกล้บุญว่าเธอเป็นเทพธิดา
“ทหารของหม่อมฉันต่างก็ชื่นชมเจ้าหญิงอัจฉรา พอได้มาพบตัวจริงหม่อมฉันจึงเข้าใจเพคะ เจ้าหญิงช่างงดงามสมกับที่เป็นเทพธิดาจริงๆ เพคะ”
ราชินีใช้คำพูดเสมอกับเธอเพราะเห็นว่าเธอก็ไม่ใช่เจ้าหญิงธรรมดาเช่นกัน
“หม่อมฉันถือว่าทหารเหล่านั้นก็คือราชทูตขององค์ราชินี ที่ช่วยนำสารเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างอาณาจักรทั้งสองเพคะ”
บุญบอกราชินีแคโรส ทำให้ราชินีหัวเราะเบาๆ
“เจ้าหญิงทั้งสองเข้าใจโมเมเหลือเกินนะเพคะ…มิน่าล่ะเจ้าหญิงเทย่าถึงไม่ต้องมีองครักษ์มาด้วย เพราะท่านมีเทพธิดาคอยคุ้มครองอยู่นี่เอง เชิญท่านทั้งสองประทับบนพระที่นั่งกันก่อนสิเพคะ”
ราชินีพูดขณะที่เดินกลับไปนั่งที่โซฟา เจ้าหญิงเทย่ากำลังจะเดินตามราชินีไปแต่ก็ถูกบุญรั้งแขนเอาไว้ทำให้เธอหันมามองบุญด้วยความสงสัย
“หม่อมฉันขอพระราชทานราชานุญาต ให้หม่อมฉันทั้งสองได้ยืนเจรจากับองค์ราชินีอยู่ตรงนี้เถิดเพคะ”
บุญกล่าวกับราชินีแคโรสขณะที่คอยรั้งเจ้าหญิงเทย่าให้ยืนอยู่ใกล้ประตูทางออก ไม่ให้เข้าไปอยู่กลางวงล้อมทหารของราชินี ทำให้ราชินีแคโรสนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่พวกท่านเถอะนะ พวกท่านมานี่ด้วยประสงค์จะคุยกับหม่อมฉันเรื่องอะไรหรือเพคะ?”
ราชินีแคโรสถามพวกเธอขณะที่นั่งมองทั้งสองจากบนโซฟา เจ้าหญิงเทย่าจึงตอบราชินีแคโรส
“หม่อมฉันมาเข้าเฝ้าองค์ราชินีเพื่อเสนอความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ให้กับประชาชนในราชอาณาจักรริปโปเซียขององค์ราชินีเพคะ”
“หม่อมฉันไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากประเทศของเจ้าหญิง หม่อมฉันต้องการดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ในอาณาจักรซานเตียเรสต่างหากเพคะ เจ้าหญิงทรงยินดีที่จะยกดินแดนให้หม่อมฉันหรือเปล่าล่ะเพคะ?”
ราชินีแคโรสยิ้มขณะพูดกับเจ้าหญิงเทย่าอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เจ้าหญิงเทย่ารู้สึกโมโหแต่ก็ข่มใจไว้ก่อนจะตอบราชินีแคโรส
“องค์ราชินีก็น่าจะทรงทราบคำตอบของหม่อมฉันอยู่แล้วนะเพคะ”
“ถูกต้องเพคะ ดังนั้นหม่อมฉันจึงไม่จำเป็นต้องเจรจา ในเมื่อหม่อมฉันต้องการดินแดน แต่ทราบอยู่แล้วว่าเจ้าหญิงเทย่าไม่ทรงยินยอมยกดินแดนให้แน่ๆ หม่อมฉันก็ต้องใช้วิธีทำสงคราม แบบนี้มันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือเพคะ?”
ราชินีแคโรสตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มเช่นเดิม
“แต่การทำสงครามเป็นสิ่งผิดนะเพคะ มีแต่จะทำให้ทั้งทหารและประชาชนต้องมาบาดเจ็บล้มตาย แล้วองค์ราชินียังทรงคิดว่าถูกต้องได้อย่างไรกันเพคะ? องค์ราชินีทรงลองถามประชาชนในอาณาจักรริปโปเซียดูก่อนก็ได้นะเพคะว่ามีใครต้องการสงครามกันบ้าง”
เจ้าหญิงเทย่าเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิดให้เห็นมากขึ้น
“อาณาจักรของหม่อมฉันไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบอาณาจักรซานเตียเรสนะเพคะ จะได้ต้องมาถามความเห็นของประชาชนก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ที่นี่ สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ หม่อมฉันเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดเพคะ เพราะหม่อมฉันเป็นราชินีของอาณาจักรแห่งนี้ และหม่อมฉันก็เห็นว่ากษัตริย์ในอดีตต่างทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันมานานแล้ว ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดอย่างที่เจ้าหญิงกล่าวนี่เพคะ แม้แต่อาณาจักรของเจ้าหญิงเอง ได้กลายเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยการทำสงครามเหมือนกันมิใช่หรือเพคะ?”
ราชินีแคโรสกล่าวโดยให้เหตุผล
เจ้าหญิงเทย่าเห็นว่าการเจรจามีทีท่าว่าจะสำเร็จได้ยากซะแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ
“แต่นั่นเป็นเรื่องของสมัยก่อน การทำสงครามก่อให้เกิดการสูญเสียนะเพคะ เรามาร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีไม่ดีกว่าหรือเพคะ? ถึงแม้ว่าองค์ราชินีทรงไม่ต้องขอความเห็นจากประชาชนของพระองค์ แต่ก็ทรงควรที่จะฟังความเห็นของท่านเทพธิดาบ้างนะเพคะ เจ้าหญิงอัจฉราเพคะ พี่มีความเห็นอย่างไรหรือเพคะ?”
เธอกล่าวกับราชินีแคโรสแล้วหันไปขอให้บุญช่วย
บุญกลับมีท่าทางลังเลและกระอักกระอ่วนใจ เธอถอนหายใจก่อนจะกล่าว
“หม่อมฉันเห็นด้วย กับการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีนะเพคะ และหม่อมฉันก็ ไม่ได้คิดว่าการทำสงครามชิงดินแดนเป็นสิ่งผิดเช่นกันเพคะ”
บุญหันมามองเจ้าหญิงเทย่าที่มีอาการประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าบุญจะตอบเช่นนั้น ขณะที่ราชินีแคโรส กลับหัวเราะด้วยความชอบใจ
“เหตุใดพี่บุญจึงกล่าวเช่นนั้นล่ะเพคะ? เรามาเพื่อช่วยกันยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามมิใช่หรือเพคะ?”
เจ้าหญิงเทย่าถามบุญด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“น้องหญิงต้องฟังหม่อมฉันให้เข้าใจก่อนนะเพคะ เดิมที เทพเจ้าเองก็ไม่เคยได้กำหนดไว้ว่า สิ่งใดดีหรือไม่ดี สิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเพคะ มนุษย์เป็นผู้ที่กำหนดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเองทั้งสิ้น และแต่ละคนต่างก็กำหนดไม่เหมือนกันด้วยเพคะ เมื่อสิ่งใดเป็นประโยชน์กับคนหนึ่ง คนผู้นั้นย่อมต้องคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ถูก เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่เมื่อสิ่งเดียวกันนั้นหากเป็นโทษกับอีกคนหนึ่ง เขาก็ย่อมว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพคะ ทุกสิ่งล้วนมีทั้งสองด้าน นั่นอยู่ที่ว่าใครจะมองด้านไหน ใครเลือกที่จะทำสิ่งไหน เราจึงบอกว่าการทำสงครามเป็นสิ่งผิดและองค์ราชินีทรงคิดผิดไม่ได้นะเพคะ”
บุญกล่าวอธิบายให้เจ้าหญิงเทย่าฟัง แม้เธอจะเข้าใจความหมายที่บุญกล่าว แต่เธอก็คิดว่าบุญทั้งซื่อและยังกล่าวตรงเกินไป ซึ่งไม่เห็นว่าจะช่วยให้การเจรจาครั้งนี้สำเร็จลงได้เลย
แต่ราชินีแคโรสกลับมีท่าทีชอบใจและกล่าวกับเจ้าหญิงเทย่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงอัจฉราจะเป็นคนที่มีเหตุผลมากกว่าเจ้าหญิงเทย่าที่ยังทรงคิดเหมือนเด็กๆ อยู่นะเพคะ เมื่อทรงไม่พอพระทัยหม่อมฉันเรื่องไหนก็ทรงหาว่าหม่อมฉันคิดผิดอยู่เรื่อยไปเพคะ”
เจ้าหญิงเทย่ามีท่าทางโมโหและกำลังจะพูดตอบโต้ บุญจึงได้ชิงพูดขึ้นก่อน
“องค์ราชินีเพคะ หม่อมฉันเป็นคนที่ทานมังสวิรัตนะเพคะเพราะหม่อมฉันไม่ชอบให้มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่หม่อมฉันก็ไม่ได้คิดว่าการทานเนื้อเป็นสิ่งที่ผิดเช่นกันเพคะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ไม่ได้สนับสนุนให้มีการฆ่าสัตว์ด้วยเพคะ เช่นเดียวกับเรื่องนี้ ถึงแม้หม่อมฉันไม่ได้คิดว่าการทำสงครามชิงดินแดนเป็นสิ่งที่ผิด แต่หม่อมฉันก็ไม่ได้สนับสนุนให้องค์ราชินีก่อสงครามนะเพคะ เพราะถึงอย่างไรสงครามมีแต่ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต หม่อมฉันพร้อมจะสนับสนุนให้มีการสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างอาณาจักรทั้งสอง และพร้อมที่จะขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มีสงครามเกิดขึ้นเพคะ”
บุญยกเหตุผลเพื่อจะขอความร่วมมือจากราชินีแคโรสในการร่วมแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและกล่าวต่อ
“หม่อมฉันมีข้อแลกเปลี่ยนเพื่อแลกกับการสร้างสัมพันธไมตรีนะเพคะ”
“เจ้าหญิงอัจราก็ลองเสนอมาสิเพคะ แต่ถ้าจะให้อาณาจักรซานเตียเรสมาช่วยเหลือประชาชนของหม่อมฉันล่ะก็ หม่อมฉันได้ตอบปฏิเสธไปแล้วนะเพคะ เพราะนั่นมีแต่จะทำให้พวกเขาต้องการจะเปลี่ยนระบอบการปกครองตามอาณาจักรของพวกท่านมากขึ้นเพคะ”
ราชินีแคโรสกล่าว
“หม่อมฉันสามารถทำให้อาณาจักรขององค์ราชินีมีความอุดมสมบูรณ์ เช่นเดียวกับอาณาจักรซานเตียเรสได้นะเพคะ”
บุญบอกราชินีแคโรส ทำให้ราชินีนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ในเมื่อหม่อมฉันไม่ทราบว่าท่านเทพธิดาจะมีอิทธิฤทธิ์เช่นนั้นจริงหรือเปล่า แล้วจะให้หม่อมฉันยอมรับข้อเสนอได้อย่างไรกันเพคะ และหากท่านเทพธิดามีอิทธิฤทธิ์จริง หม่อมฉันก็ประสงค์ที่จะให้ท่านมาช่วยเป็นกำลังในการสร้างอำนาจทางทหารให้กับราชอาณาจักรของหม่อมฉันจะดีกว่านะเพคะ”
ราชินียังคงสงวนท่าทีในการเจรจาอยู่
“องค์ราชินีก็มีชายผู้มีคทาเทพซึ่งอาศัยอยู่ภายในพระราชวังแห่งนี้คอยถวายความช่วยเหลืออยู่แล้วนี่เพคะ”
บุญพูดพร้อมกับยิ้ม ครั้งนี้ทำให้ราชินีแคโรสสะดุ้งตกใจ
“หมายความว่า ท่านคือเทพธิดาที่มาเพื่อชิงคทาคืนจากท่านพระอาจารย์วรเวทย์จริงหรือนี่?”
ราชินีกล่าว
“ชายผู้นั้นชื่อพระอาจารย์วรเวทย์หรือเพคะ? หากหม่อมฉันจะขอพบเขา จะได้หรือไม่เพคะ?”
บุญถามราชินี
“ท่านเทพธิดาก็หาเขาเองสิเพคะ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหม่อมฉันสักหน่อย ระหว่างที่หม่อมฉันพิจารณาข้อเสนอของพวกท่าน ก็ขอเชิญเจ้าหญิงทั้งสองประทับอยู่ในวังของหม่อมฉันไปก่อน แล้วท่านเทพธิดาก็คงจะมีโอกาสได้พบพระอาจารย์วรเวทย์เองเพคะ”
ราชินีแคโรสบอกเธอทั้งสอง โดยในระหว่างนั้นบุญก็กระซิบบอกเจ้าหญิงเทย่า
‘เตรียมวิ่งเพคะ’
‘หืม? พี่บุญพูดว่าอะไรนะเพคะ?’
เจ้าหญิงเทย่าได้ยินที่บุญพูดไม่ถนัด