ตอนที่ 202
เพลิงสงครามปะทุ 2
เวลาผ่านพ้นไปเพียงแค่สามวัน กองทัพพันธมิตรมังกรโลกันตร์ก็ทำลายแนวป้องกันด่านแรกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะลงจนไม่เหลือซาก
ความสับสนและบีบคั้น ทำให้ผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ต่างอยู่ในอาการตึงเครียดวิตกกังวล แม้เหล่าผู้อาวุโส ต่างดาหน้ากันออกตรวจตราปลุกเร้าให้กำลังใจ ทั้งผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะเอง และเหล่าค่ายสำนักใต้อาณัติทั้งหลาย ที่แม้จะยังไม่เกิดการสูญเสียเหล่าขุมกำลังหลัก ที่ต่างถูกเกณฑ์เข้ามายังอาณาเขตชั้นกลาง และชั้นในของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ แต่ความรวดเร็วในการบุกตะลุยของพันธมิตรมังกรโลกันตร์ ก็รวดเร็วเกินกว่าที่ผู้คนทั้งหลายจะไม่หวาดหวั่นใจ
กองทัพพันธมิตรมังกรโลกันตร์ที่ทำลายล้างทุกสิ่งโดยปราศจากแรงต่อต้าน ยิ่งมายิ่งฮึกเหิม จากที่เคลื่อนที่ไวอยู่แล้ว ต่างคนต่างยิ่งเร่งร้อนแสดงความกระหายในสงคราม จนความไวในการเคลื่อนพลเพิ่มขึ้นไปอีกกว่าสองส่วน กองทัพสัตว์อสูรที่ถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ กวาดต้อนมายังฝั่งตะวันตก หวังจะใช้เป็นปราการธรรมชาติ ชะลอความไวของกองทัพพันธมิตร กลับกลายเป็นการเสริมทั้งอาหารวิเศษ และวัตถุดิบมากมายให้กับกองทัพพันธมิตรมังกรโลกันตร์
ยิ่งนานวันเสียงร่ำลือถึงความเกรียงไกรของกองทัพพันธมิตรมังกรโลกันตร์ ยิ่งแผ่กระจายไปทั่วแดนดิน ความท้อแท้สิ้นหวังยิ่งโถมกระหน่ำ กดทับจิตใจผู้คนทั้งหลายที่รวมตัวกันอยู่ในอาณาเขตชั้นกลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ กองทัพยังไม่ทันสู้รบ ก็เกิดความระส่ำระสายภายใน ภายใต้จิตใจที่ไม่เป็นสุข การกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย เริ่มลุกลามไปทั่ว แต่จนแล้วจนฮัวเหวินเยี่ยนก็มิได้ออกมาปลอบขวัญผู้คน เพียงแต่ใช้เหล่าผู้อาวุโสเข้าควบคุมสถานการณ์เท่านั้น
ณ ห้องประชุมลับของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ เพลิงไฟลาวาที่ล้อมรอบห้องร้อนระอุ พร้อมจะเผาไหม้ทำลายทุกสิ่งที่เข้าใกล้ ม่านพลังป้องกันจากอักขระวิญญาณชั้นสูงโปร่งแสง แผ่ปกคลุมเป็นโดมครึ่งวงกลม ปิดทับสถานที่หารือแห่งนี้ไว้อย่างแน่นหนา มั่นใจได้ว่าหากไม่ใช่เซียนวิเศษมาเองคงไม่มีผู้ใดสามารถแอบฟังความที่ผู้คนภายในหารือกันได้อย่างแน่นอน
"ท่านผู้เฒ่าจางพิษที่ท่านผลิตพร้อมหรือยัง" ฮัวเหวินเยี่ยนในชุดรบวิหคฟ้า นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงเด่นสง่า สายตายังคงคมกล้าเย็นชาไม่แปรเปลี่ยน
"เรียนท่านประมุข พิษไข่มุกสังหาร คนของผู้น้อยตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงการแพร่กระจายออกตามคำสั่งของท่านประมุขเท่านั้นขอรับ"
ฮัวเหวินเยี่ยนพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันไปยังรองประมุขอี้เหวิน ผู้ที่ทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่ควบคุมการรบที่เขตชั้นกลาง
"ศิษย์น้องอี้ ตามการคาดการณ์ของเจ้า อีกนานเท่าใด กองทัพพันธมิตรมังกรโลกันตร์จึงจะเข้าสู่เขตกับดักชั้นต้นของพื้นที่ชั้นกลาง"
"เรียนท่านประมุข จากความไวที่เพิ่มขึ้นของข้าศึก เชื่อว่าอย่างเร็วสิบวัน อย่างช้าสิบห้าวัน พวกมันก็จะสามารถฝ่าฝูงสัตว์ และกับดักทั้งหมดของเราเข้าสู่เขตป้องกันชั้นกลางได้ขอรับ"
"อืม" ฮัวเหวินเยี่ยนมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อย แต่ก็มิได้เอ่ยอันใดออกมาตอบโต้อี้เหวิน "ท่านผู้อาวุโสซูหยาง เรื่องราวภายใน ตามที่ข้ามอบหมายไป ได้ความบ้างหรือไม่"
"เรียนท่านประมุข ตามที่คาดการณ์และมอบหมายข้าผู้อาวุโสไปติดตามสืบเสาะ หลังจากที่ฝั่งของกองทัพพันธมิตรมังกรโลกันตร์ ประสบชัยชนะต่อเนื่อง กำลังขวัญยิ่งมายิ่งฮึกเหิม พวกหนอนที่ปะปนเข้ามาเริ่มโผล่หางให้เห็น แต่บางกลุ่มยังยากแยกเยอะให้แน่ชัดในเวลาอันสั้น เกรงว่าจากคำกล่าวของท่านรองประมุขอี้เหวิน เวลาเพียงสิบถึงสิบห้าวัน ยังไม่อาจแยกแยะได้แน่ชัด"
"ไม่ต้อง" ฮัวเหวินเยี่ยนเอ่ยพร้อมยืนขึ้น แสดงพลังอำนาจของการสะกดข่มผู้คนแผ่กระจายออก "ข้าไม่ต้องการแยกแยะผิดถูก ที่แม่นยำในเวลานี้" สายตาของฮัวเหวินเยี่ยนเย็นชาอย่างถึงที่สุด "ท่านรับคำสั่ง ส่งมือสังหารลับลอบติดตามผู้นำของกลุ่มบุคคลที่สงสัยให้หมด ฟังคำสั่งข้าเมื่อพร้อมก็ลงมือสังหารพวกมันครึ่งหนึ่ง และประกาศออกไปว่า ผู้ที่ตายล้วนเป็นหนอนบ่อนไส้ ส่วนที่เหลืออีกครึ่ง ส่งรายชื่อให้แม่ทัพอี้เหวิน จัดการให้กลายเป็นทัพแนวหน้า เซ่นสังเวยแผนการตามหลัง" คำสั่งเอ่ยด้วยความมั่นใจเด็ดขาด
การสั่งการเหล่าผู้นำกลุ่มพันธมิตรวิหคเพลิงอมตะล้วนกระทำ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งในวันนี้การหารือยังคงมีต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วยาม ก่อนฮัวเหวินเยี่ยนจะจากไป
.
.
หนิงเซียนที่ถูกสั่งให้ปิดตน เร่งฝึกฝีมือลืมตาขึ้น ลุกขึ้นย่อกายทำความเคารพความว่างเปล่า "คารวะท่านประมุข"
ฮัวเหวินเยี่ยนที่ปิดซ่อนตัวเอง พยักหน้ายิ้มแย้มด้วยความพึงพอใจ เมื่อพบว่าหนิงเซียนสามารถจับสัมผัสตนเองได้ ก่อนที่นางจะปรากฏออกมา "ฝีมือเจ้ารุดหน้าไปด้วยดีหรือไม่"
"เรียนท่านประมุข สิบกว่าวันมานี้ แม้ระดับพลังลมปราณของศิษย์จะมีความก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่พลังวิหคเก้าตะวันเมื่อขึ้นถึงขอบขั้นที่เจ็ดแล้วยากฝึกฝน สติปัญญาของหนิงเซียนต่ำต้อย จึงยังมิมีความก้าวหน้าเพิ่มเติม"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า หากมีใครกล้าเอ่ยว่าเจ้าสติปัญญาต่ำต้อย เช่นนั้นก็คงไม่มีผู้ใด ชาญฉลาดแล้วกระมัง เจ้าอายุเพียงแค่สิบห้าปี แต่กลับสำเร็จยอดวิชาวิหคเก้าตะวันถึงระดับเจ็ด แม้แต่ผู้อาวุโสหลาย ๆ อายุนับร้อยปียังไม่อาจทะลวงผ่านจากขอบขั้นที่หก ไปยังขอบขั้นที่เจ็ดได้ เจ้าที่อยู่ขอบขั้นที่เจ็ดไปแล้ว หากพวกผู้เฒ่าทั้งหลายได้ยินคำกล่าวของเจ้า ใยมิกระอักโลหิตจนตายหรอกรึ"
"ศิษย์ขออภัยที่..."
"ไม่ต้องหรอก ข้าก็แค่เอ่ยหยอกเจ้าเล่น วันนี้สงครามใกล้ถึงจุดพลิกผัน ข้าที่เป็นผู้วางแผนเดิมพันชะตาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ย่อมต้องแบกภาระหนักกว่าผู้อื่น การที่ได้หาเวลามาพูดคุยกับเจ้าที่เป็นความหวังแห่งอนาคตของข้า จึงถือเป็นเวลาผ่อนคลายที่ดีของตัวข้าเอง"
หนิงเซียนฉีกยิ้มจาง แม้จะรับรู้ความคาดหวัง และความรักและหวังดีของฮัวเหวินเยี่ยน แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เส้นทางการทดสอบวิหคเพลิงอมตะ ความตายของเสวี่ยหมิง ก็ทำให้สายสัมพันธ์ของหนิงเซียนกับประมุขของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะไม่เหมือนเช่นเดิมอีกต่อไป
"สงครามช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ไม่รู้ว่าจักมีผู้คนล้มตายอีกมากมายเท่าไหร่กัน หากข้าหนิงเซียนพอจะช่วยเหลือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทางใดได้บ้าง ขอท่านประมุขโปรดใช้สอย"
"อืม เจ้ายังเด็กนัก แม้จิตใจต่อสู้ฮึกเหิมจะเป็นสิ่งดี แต่ประสบการณ์ของสงคราม หาได้ง่ายดายเช่นการประลองยุทธซึ่งหน้า อีกทั้งตัวเจ้ามีพรสวรรค์และอนาคตที่กว้างไกล จนแม้แต่ตัวข้ายังมิอาจประเมิน ดังนั้นหากไม่ถึงคราวคับขัน เจ้าจงวางใจ ตั้งใจฝึกฝนต่อไปเถิด"
"ค่ะ" หนิงเซียนก้มหน้าต่ำรับคำ แม้นางจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับผู้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากนัก เพราะการฝึกฝนในวัยเด็กล้วนติดตามผู้เป็นอาจารย์ท่องเที่ยวไปทั่ว แต่เวลาสองปีกว่าที่อาจารย์ของหนิงเซียนจากไป นางเองก็ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา แม้ไม่ได้พูดคุยกับทุกผู้คน แต่อย่างน้อยก็ได้เคยเห็นหน้าค่าตา เมื่อคิดถึงความโหดร้ายของสงครามที่พร้อมจะพรากชีวิตของทุกผู้คนที่เคยพบพาน เพียงเท่านั้น จิตใจของหนิงเซียนก็สั่นไหวจนหมองเศร้า ยากที่จะปลุกปลอบสมาธิทำการฝึกฝนต่อไปได้อีก
แต่เพราะคำสั่งของฮัวเหวินเยี่ยน ทำให้หนิงเซียนต้องจำใจ นั่งลงทำสมาธิ แม้เคล็ดวิชาไม่อาจก้าวหน้า แต่ยังอาศัยความได้เปรียบของสภาพแวดล้อมของเพลิงศักดิ์สิทธิ์ในภูเขาไฟ ดูดซับเพิ่มพูนลมปราณอย่างต่อเนื่อง