สวรรค์นิรันดร์กาล

อนุมานทักษะกระบี่

        เมื่อมาถึงทางเข้าฉางเฟิงก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันแหลมคมทันทีสำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกฝนดาบและกระบี่ที่นี่คือสถานที่อันตรายอย่างมาก

        “ไม่ว่าจะมากี่ครั้งข้าก็ไม่อยากจะเข้าไปเลย”เฟยหยูกล่าวและถอยหลังออกไป

        “น่าสนใจถ้างั้นเจ้ารอข้าอยู่ด้านนอกหรือเจ้าจะไปก่อนก็ได้นะ” ฉางเฟิงโบกมือและเดินเข้าไป

        “เจ้าบ้าเจ้าจะเข้าไปจริงๆงั้นเหรอ”เฟยหยูตกตะลึง

        “แน่นอนสถานที่ดีๆแบบนี้ทำไมข้าจะไม่เข้าไปละ” ฉางเฟิงก้าวเข้าสู่หุบเขากระบี่พริบตาแรงกดดันที่มองไม่เห็นก็ปรากฎและสายลมที่เหมือนกับคมกระบี่พุ่งเข้าปะทะกับร่างของฉางเฟิง

        กายาเซียนมารของฉางงเฟิงปรากฏทำให้เกิดเสียงดังเหมือนกับโลหะปะทะกันสายลมอันคมกริบไม่สามารถทำอันตรายฉางเฟิงได้

        “ร่างกายบ้าอะไรทำไมถึงแข็งขนาดนั้น”เฟยหยูที่มองอยู่ใกลๆถึงกับเบิกตากว้าง

        ฉางเฟิงรู้สึกได้ยิ่งเข้าไปลึกมากเท่าไหร่เต๋ากระบี่ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นและการโจมตีก็ยิ่งรุนแรงขึ้นฉางเฟิงเดินเข้าไปได้ไม่นานก็หยุดและหลับตาลงทำความเข้าในเกี่ยวกับเต๋ากระบี่

        ขณะเดียวกันก็มีกระบี่บางเล่มลอยออกมาจากพื้นดินและปลดปล่อยแสงสว่างออกมาลำแสงนั้นพุ่งตรงเข้าสู้ร่างของฉางเฟิงทำให้ฉางเฟิงเหมือนกับเห็นภาพของชายคนหนึ่งกำลังใช้ทักษะกระบี่บางอย่างอยู่

        “มันคิดจะถ่ายทอดทักษะกระบี่ให้กับข้างั้นเหรอ”ฉางเฟิงแปลกใจ

        แต่ฉางเฟิงไม่ได้มาที่นี่เพื่อฝึกทักษะของคนอื่นแต่ฉางเฟิงต้องการที่ตะสร้างทักษะกระบี่ของตนเองขึ้นมา

        “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะแต่ข้าจำเป็นต้องสร้างทักษะกระบี่ของข้าให้ได้” ฉางเฟิงเผยสีหน้าเด็ดเดี่ยวออกมา

        กระบี่สั่นไหวเล็กน้อยก็กลับไปที่เดิมจากนั้นก็มีกระบี่หลายเล่มถ่ายทอดทักษะให้กับฉางเฟิง ฉางเฟิงได้แต่เรียนรู้เพียงเล็กน้อยเพื่อนำข้อมูลพวกนี้มาปรับแต่งและสร้างทักษะใหม่ของตนเองขึ้นมา

        “ทักษะกระบี่ที่ข้ามีอยู่ตอนนี้นอกจากกระบี่บรรพชนแล้วก็มีกระบี่โกลาหลอย่างแรกเป็นทักษะของคนอื่นซึ่งความแข็งแกร่งได้มากถึงขีดจำกัดของทักษะแล้วส่วนกระบี่โกลาหลก็เรียบง่ายเกินไปมันแค่ผสานเข้ากับเต๋าโกลาหลเท่านั้น

        ดังนั้นข้าจะใช้กระบี่โกลาหลเป็นพื้นฐานสร้างกระบี่ชุดใหม่ขึ้นมา” ฉางเฟิงอนุมานในใจ

        อย่างช้าๆฉางเฟิงยิ่งเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆและฉางเฟิงก็ต้องทนต่อสายลมอันคมกริบมากขึ้นกว่าเดิมตอนนี้แม้แต่เสื้อผ้าของฉางเฟิงก็ถูกทำลายไปแล้วเผยให้เห็นส่วนบนที่สมบูรณ์แบบของฉางเฟิง

        “อึกนี่มันเป็นไปได้งั้นเหรอ จักรพรรดิเซียนคนหนึ่งสามารถไปถึงระดับนั้นได้” เฟยหยูถึงกับกลืนน้ำลาย

        คนของเฟยเซียนที่มองดูอยู่ห่างๆยังต้องตกตะลึงนางอดไม่ได้ที่จะติดต่อกับเฟยเซียนและได้ถ่ายทอดภาพให้กับพวกเฟยเซียนดู

        “ความเข้าใจในเต๋ากระบี่ของเขานั้นสูงมาก”เฟยเซียนยังตกใจและเฟยชิงเอ๋อจะไม่ตกใจได้อย่างไร ถึงนางจะพอรู้เพราะเคยเห็นฉางเฟิงร่ายรำกระบี่มาครั้งหนึ่งแต่นางก็ไม่คิดว่าฉางเฟิงจะศึกษาเต๋ากระบี่ได้ลึกซึ้งขนาดนี้

        “เขาเข้าไปถึงอาณาเขตร้อยเมตรได้ง่ายๆเลยและกำลังจะเข้าไปถึงอาณาเขต200 เมตรแล้ว” เฟยเซียนกังวลเพราะยิ่งเข้าไปมากการโจมตีของสายลมกระบี่ก็ยิ่งน่ากลัวแม้แต่ระดับเทพยังต้านทานได้ลำบาก

        “ฉึก!!!!”

        สุดท้ายการป้องกันของฉางเฟิงก็เริ่มทนไม่ได้ทำให้ที่แก้มของฉางเฟิงปรากฎรอยแผลเล็กน้อยฉางเฟิงไม่ได้ลืมตาแต่ร่างเงาของเซียนมารกลับปรากฏออกมาและปกป้องร่างของฉางเฟิงเอาไว้

        “นั่นมันทักษะบ้าอะไรกันใหญ่โตมาก”เฟยหยูถึงกับตะโกนราวกับคนเสียสติ

        “วิ้ง!!!!!!!!!!”เสียงกระบี่ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง กระบี่ในเขต 200 เมตรพากันสั่นด้วยความตื่นเต้นเพราะพวกมันไม่เคยเห็นจักรพรรดิเซียนมาถึงจุดนี้ได้มากก่อน

        และตลอดทางเดินฉางเฟิงได้รับทักษะจากกระบี่เหล่านี้อย่างต่อเนื่องบางทักษะช่วยให้ฉางเฟิงอนุมานได้ง่ายขึ้นบางทักษะก็ไร้ประโยชน์ต่อฉางเฟิงทำให้ฉางเฟิงต้องคัดกลองทักษะให้ดี

        เมื่อมีร่างจำแรงเซียนมารปกป้องในเขต200 เมตรจึงทำอันตรายฉางเฟิงไม่ได้แต่เมื่อมาถึงเขต 300 เมตรร่างจำแรงเซียนมาก็เริ่มสั่นไหวฉางเฟิงจำเป็นต้องหยุดลง

        “วิ้ง!!!!”อยู่ๆร่างเงาสามร่างก็ก้าวออกมาจากร่างของฉางเฟิง

        ร่างทั้งสามนั้นเหมือนกับฉางเฟิงทุกประการแตกต่างแค่กลิ่นอายสองร่างเป็นมนุษย์แต่มีกลิ่นอายสังหารและกลิ่นอายแห่งกฎออกมา ส่วนอีกร่างมีเส้นผมสีเทาอมขาวและดวงตาสีม่วงรอบๆมีกลิ่นอายโกลาหลผสานอยู่

        “ที่นี่น่าจะเพียงพอให้ข้าขัดเกลากายาและฝึกฝนกระบี่ไปด้วยได้แล้ว”ฉางเฟิงกล่าวและนั่งหลับตา

        ทั้งสี่ร่างต่างมีกลิ่นอายที่ไม่เหมือนกันมีทั้ง สังหาร กฎ โกลาหล และชีวิต ฉางเฟิงได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับเก้ากระบี่ เก้าร่างจำแรงเป็นพื้นฐานและผสานเต๋ากระบี่กับเต๋าแห่งชีวิตสังหารและกฎเข้าด้วยกันเหมือนกับกระบี่โกลาหล

        ซึ่งการจะสร้างเก้ากระบี่เก้าร่างจำแรงของตนเองขึ้นมาฉางเฟิงยังขาดเต๋าอีก5 ชนิด แต่ขณะนั้นเองเปลวเพลิงสีนำเงินครามก็ปรากฎออกมาและกลายร่างเป็นฉางเฟิงซึ่งเพลิงสีฟ้าคือเพลิงวิเศษของฉางเฟิงเพลิงแก่นมหาสมุทร

        “เขากำลังทำอะไร”แม้แต่เฟยเซียนก็ยังไม่เข้าใจ

        หลังจากร่างที่ห้าปรากฎก็ไม่มีร่างไหนแยกออกมาอีกเลยเห็นได้ชัดว่าฉางเฟิงมาถึงจุดที่ไปต่อไม่ได้ในดวงจิตของฉางเฟิงข้อมูลจำวนมากถูกคัดกรองอย่างบ้าคลั่งทักษะของพระเจ้าต้นกำเนิดแต่เดิมไม่ใช่เต๋าในการฝึกฝนแต่ใช้ของวิเศษหลายๆอย่างในการสร้างร่างจำแรงและกระบี่ขึ้นมาแต่ฉางเฟิงกลับใช้เต๋าของตนเองสร้างร่างจำแรงของตัวเองออกมาซึ่งนั่นหมายความว่าฉางเฟิงต้องฝึกฝนเต๋าอย่างน้อย9 อย่าง

        แต่เต๋าที่แงเฟิงฝึกฝนที่เหลือคือเต๋าดาบมีด หอก หมัด เท่านั้นซึ่งมันไม่สามารถผสานเข้ากับเต๋ากระบี่ของฉางเฟิงได้

        “ข้าควรจะทำยังไงต่อหรือข้าควรจะฝึกฝนเต๋าห้าธาตุดีเพราะด้วยความรู้ที่ท่านพ่อมอบให้กับข้าการฝึกฝนเต๋าห้าธาตุน่าจะง่ายสุด.....ไม่ได้มันยังไม่พอ แค่เต๋าห้าธาตุไม่ได้ช่วยให้ทักษะของข้าไปถึงสุดสูงสุดได้ข้าไม่เหมือนกับท่านพ่อที่ผสานเต๋าห้าธาตุ เป็นตาย แสงและความมืดมิติและเวลาเข้าด้วยกันทำให้เกิดการสรรสร้างขึ้นมา

จริงสิมิติและเวลา ข้าฝึกฝนเต๋ามิติมาเล็กน้อยและเต๋าอสนีด้วยแต่เต๋าเวลากลับยังไม่เริ่มฝึกฝน” ฉางเฟิงขบคิดอย่างหนัก

        จากนั้นสายฟ้าที่เก็บอยู่ในร่างของฉางเฟิงก็ปรากฎออกมาและกลายเป็นร่างจำแรงของฉางเฟิงบวกกับร่างหนึ่งที่เหมือนกับมีตัวตนจริงๆแต่เมื่อมองดูก็เหมือนกับไม่มีตัวตนซึ่งเป็นร่างจำแรงมิติ

        “สายฟ้าของข้าเป็นสายฟ้าของทัณฑ์สวรรค์แน่นอนว่าต้องทรงพลังส่วนอีกสองเต๋าที่เหลือข้าควรจะฝึกฝนอะไรดี” ฉางเฟิงคิดไม่นานก็เลือกเต๋ากาลเวลาหนึ่งอย่าง

        พริบตาที่ฉางเฟิงเลือกเต๋ากาลเวลาข้อมูลเกี่ยวกับเต๋าเวลาในดวงจิตของฉางเฟิงก็ปรากฎทำให้ฉางเฟิงเรียนรู้เต๋าเวลาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นอย่างช้าๆเวลาผ่านไป 1 เดือน ตลอด 1 เดือนร่างจำแรงของฉางเฟิงยังหยุดแค่ 7 ร่างเท่านั้นไม่สามารถไปต่อได้

         

 

คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน