เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    26 นำทาง

            ผงละเอียดสีหม่นฟุ้งออกมาจากถุงหนังเข้าไปที่ใบหน้าของชายคนร้ายเฉินอี้รีบอาศัยจังหวะหลบออกมาจากเงื้อมมือของคนร้ายได้แต่ก็มิวายถูกคมมีดบาดที่คอจนเกิดแผล

            จินลี่หยางได้โอกาสจึงรีบเข้าไปหมายจะจัดการกับคนร้ายแต่ถูกเฉินอี้คว้าตัวเอาไว้ก่อน

            “ท่านอย่าเพิ่งเข้าไป ประเดี๋ยวจะถูกผงเจี๋ยซูเถาเอาได้”เฉินอี้รีบร้องห้าม แต่จินลี่หยางรั้งจะไปต่อ เฉินอี้ก็ดึงเขาไว้อีก“ท่านมิต้องห่วง เขาไปไหนมิได้หรอก ท่านดูเอาเถิด”

            จินลี่หยางจึงชะงักและมองไปที่คนร้าย

            คนร้ายที่วิ่งไปได้ไม่ไกลเริ่มโซซัดโซเซและฟุบลงไปกับพื้น

            “เขาล้มลงไปแล้วใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามจินลี่หยาง

            “ใช่” จินลี่หยางหันมามองหน้าเฉินอี้ด้วยความประหลาดใจ

            “เช่นนั้นก็เข้าไปจับเขาได้แล้ว” เฉินอี้ปล่อยมือจากแขนของจินลี่หยาง

            จินลี่หยางมองหน้าเฉินอี้อีกเล็กน้อยและเดินเข้าไปหาคนร้ายที่นอนคว่ำหน้าฟุบอยู่กับพื้นด้วยความระมัดระวัง

            เมื่อจับคนร้ายพลิกหงายหน้าขึ้นมาก็พบว่าเขาหมดสติไปแล้ว จินลี่หยางรีบกดจุดที่คอเพื่อหาชีพจรและพบว่าเขายังมีชีวิตอยู่

            เหอผิงรีบนำเชือกมามัดตัวคนร้ายเอาไว้และนำไปรวมกับคนร้ายอีกคน

            เมื่อจัดการกับคนร้ายเสร็จเรียบร้อยจึงได้มีเวลามาสำรวจกันเอง

            ซุนเฉิงนั้นดีขึ้นมากแล้วเฉินอี้บอกให้เขาดื่มน้ำให้เยอะๆ จะช่วยล้างพิษในลำคอได้

            ผงเจี๋ยซูเถาออกฤทธิ์ในระบบทางเดินหายใจเมื่อสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอาการบวมในลำคอจนปิดกั้นการหายใจหากใช้ในปริมาณน้อยจะทำให้วิงเวียน หน้ามืดและหมดสติแต่ถ้าใช้ในปริมาณมากอาจถึงแก่ชีวิตได้

            ซุนเฉิงได้แต่ขอบคุณสวรรค์เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ส่งเฉินอี้มาได้ทันเวลาพอดีมิเช่นนั้นเขาอาจจะต้องกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในป่านี้แล้วก็เป็นได้

            “เอ๊ะ! ท่านเองก็ได้รับบาดเจ็บนี่” ซุนเฉิงร้องบอกเมื่อเห็นแผลที่คอของเฉินอี้

            “มิเป็นไรมาก บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น”เฉินอี้เอามือแตะที่คอของตนเองเพื่อสำรวจบาดแผล

            “แต่แผลนี่มีเลือดออกเยอะเหมือนกันนะ นี่ขอรับนำผ้านี่ไปซับไว้ก่อน”ซุนเฉิงกระวีกระวาดหยิบผ้าเช็ดหน้าตนเองออกมา และนำไปซับเลือดที่คอให้เฉินอี้เขาจึงรับมากดแผลไว้และกล่าวขอบคุณ

            ทั้งหมดพากันเดินออกจากป่าไปที่ม้าซึ่งถูกผูกไว้กับต้นไม้ด้านนอก

            คนร้ายทั้งสองคนถูกนำตัวไปกับเหอผิงและซุนเฉิงส่วนเฉินอี้และจินลี่หยางขึ้นขี่ม้าตัวเดียวกัน

            เฉินอี้ไม่เคยขี่ม้าเมื่อขึ้นมาอยู่บนหลังม้าจึงรู้สึกไม่มั่นคงเอาเสียเลยจินลี่หยางเห็นอาการไม่มั่นใจของเฉินอี้จึงขึ้นขี่ม้าซ้อนด้านหลังของเขาเฉินอี้จึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง

            ขณะขี่ม้าจินลี่หยางที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังก็เห็นรอยแผลที่คอของเฉินอี้แม้จะมิได้บาดลึกแต่เลือดออกค่อนข้างมากและคงจะเจ็บไม่น้อย ตอนนี้แผลเริ่มบวมแดงแล้ว

            “เดี๋ยวไปหาหมอทำแผลเสียก่อน แล้วข้าจะไปส่งเจ้าที่บ้าน”  จินลี่หยางเอ่ยเสียงต่ำ เฉินอี้ยิ้มบางๆ

            “มิเป็นไรขอรับใต้เท้าจิน ที่บ้านข้ามียารักษาแผลเดี๋ยวข้ากลับไปทำแผลที่บ้านเองก็ได้ขอรับ”

            จินลี่หยางเกร็งมือที่จับบังเหียนขึ้นและคลายออก“บอกให้ไปก็ไปเถิด”

            เฉินอี้อึ้งไปเล็กน้อย“เอ่อ….ขอรับ”

            นี่เขาสับสนเห็นข้าเป็นนักโทษไปด้วยหรือเปล่านี่ เฉินอี้คิดในใจ

            อาหลิ่งและวิญญาณผู้พิทักษ์ของจินลี่หยางนามว่าตงเปียน เคลื่อนกายตามมาข้างหลัง อาหลิ่งแอบมองค้อนจินลี่หยางอย่างหงุดหงิด

            “เหตุใดคนของท่านจึงได้นิสัยแข็งกระด้างนัก เท่านี้ก็ต้องดุเฉินอี้ด้วย”อาหลิ่งกล่าวอย่างไม่พอใจ

            “ลี่หยางเขามิได้ดุ เขาเป็นห่วงคนของท่านต่างหาก” ตงเปียน กล่าว

            “มองมิออกเลยว่าเป็นห่วง” อาหลิ่งยังคงมีน้ำเสียงไม่พอใจ “เฉินอี้คงเจ็บมากเลือดออกมิใช่น้อย”

            ตงเปียนมองอาหลิ่งแล้วยิ้มพลางส่ายหน้าเบาๆมิว่ามนุษย์หรือวิญญาณ ก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะผู้หญิงในเรื่องที่นางมิพอใจได้

            เมื่อเดินทางถึงกองทหารรักษาเมืองจินลี่หยางสั่งเหอผิงให้นำคนร้ายไปขังคุกไว้ก่อนส่วนเขาจะพาเฉินอี้ไปหาหมอเพื่อรักษาแผล ซุนเฉิงนั้นอยากจะเป็นคนพาเฉินอี้ไปหาหมอด้วยตนเองแต่เมื่อเห็นสายตาของหัวหน้าแล้ว เขาจึงถอยกลับไป

            เดิมทีจินลี่หยางต้องการให้เฉินอี้ขี่ม้าและเขาจะเป็นคนจูงม้าให้ด้วยเห็นว่าเฉินอี้บาดเจ็บ แต่เฉินอี้ปฏิเสธว่าตนเองมิได้เป็นอันใดมากและไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของชาวบ้าน

            ทั้งสองคนจึงเดินไปหาหมอด้วยกันแต่ก็ยังมิวายถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากผู้คนอยู่ดี เฉินอี้ที่มีบาดแผลที่ลำคอเลือดออกเปรอะเสื้อ เดินตามทหารจากกองรักษาเมืองมาเช่นนี้ดูอย่างไรก็เหมือนพานักโทษไปคุมขังเสียมากกว่า

            เฉินอี้อาจจะมิได้รู้สึกอันใดแต่จินลี่หยางกลับรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย

            จินลี่หยางถอนใจกับตนเองเบาๆและหยุดยืนรอเฉินอี้ที่เดินตามมาข้างหลัง เมื่อเฉินอี้เดินมาถึงข้างกายเขาก็แตะแขนเฉินอี้เบาๆ

            “มาเถิด ข้าจะพาเจ้าไป”

            “เอ่อ….ข้าเดินเอง….” เฉินอี้ที่กล่าวยังมิทันจบเห็นตงเปียนสบตาและส่ายหน้าให้เขาเบาๆ จึงเงียบปากไปและกล่าวรับคำจินลี่หยาง“ขอรับ”

            จินลี่หยางพาเฉินอี้เดินไปสักพักเฉินอี้ก็หยุดเดิน

            “ใต้เท้าจิน เลี้ยวซ้ายทางนี้ขอรับ” เฉินอี้บอกจินลี่หยางจึงพาเขาเลี้ยวไปทางซ้าย

            “ใต้เท้าจิน เมื่อถึงร้านเครื่องหอมให้เลี้ยวเข้าซอยขวามือนะขอรับ”จินลี่หยางพาเฉินอี้เลี้ยวเข้าซอยขวามือตรงร้านเครื่องหอม

            “ใต้เท้าจินขอรับ” เฉินอี้เรียกจินลี่หยางที่ยังพาเขาเดินต่อไปข้างหน้า

            “ถึงแล้วขอรับ” เฉินอี้บอกจินลี่หยางจึงหยุดเดินและหันไปมองร้านยาที่อยู่ทางขวามือของตนเองรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย

            สรุปว่าตลอดทางมานี้เฉินอี้เป็นคนนำทางให้เขา แทนที่เขาจะนำทางให้เฉินอี้

            จินลี่หยางพาเฉินอี้เดินเข้าไปในร้านยาไท่อันถังและถามหาเถ้าแก่กับคนที่ยืนรับลูกค้าอยู่หน้าร้าน

            ร้านยาไท่อันถังเป็นร้านขายยาสมุนไพรแต่ก็ได้กั้นเขตแบ่งส่วนไว้สำหรับให้เถ้าแก่ถังได้ตรวจดูอาการของคนป่วยเช่นเดียวกัน

            ซึ่งก็คือด้านหลังฉากกั้นที่เถ้าแก่ถังนำเงินแปดสิบตำลึงทองออกมาให้เฉินอี้และจางฝูลู่ตรวจนับนั่นเอง

            เถ้าแก่ถังเดินออกมาจากด้านในเมื่อเห็นจินลี่หยางที่แต่งกายชุดทหารยืนหน้านิ่งอยู่กลางร้านก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับ

            “ใต้เท้า มิทราบว่าต้องการยาอันใดหรือขอรับ เดี๋ยวข้าจะจัดการให้ อ๊ะ!เสี่ยวอี้ มีอันใดรึ เหตุใดวันนี้จึงมาคนเดียว”เถ้าแก่ถังเห็นเฉินอี้ยืนอยู่ด้านหลังทหารผู้นั้นก็กล่าวทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าตกใจ

            “โอ๊ย! เสี่ยวอี้! เจ้าเป็นอันใดไปนี่!” เถ้าแก่ถังเห็นแผลที่คอเฉินอี้แล้วก็หันมามองหน้าจินลี่หยาง

            จินลี่หยางรีบเอ่ย“ข้าพาเขามาทำแผล”

            เถ้าแก่ถังพยักหน้าและรีบพาเฉินอี้เดินไปที่หลังฉากกั้นลูกค้าในร้านต่างหันมามองจินลี่หยางเป็นตาเดียวเขาจึงเดินตามเถ้าแก่ถังไปที่หลังฉากกั้นนั้นด้วย