ตอนที่ 50 : การเสียสละของเงาดาบ และวิถีมารหลอมศพ
แรงกดดันจากสวรรค์เบื้องบนที่แผ่พุ่งลงมาจากร่างของทูตสุนัขโลหิตแห่งตำหนักฟ้า ประดุจขุนเขาเหล็กกล้าที่ร่วงหล่นลงมากระแทกผืนสุสาน ป้ายศิลาที่ตั้งตระหง่านมานับร้อยปีสั่นสะเทือนก่อนจะปริแตกและระเบิดออกเป็นผุยผง กลิ่นอายความตายที่เคยอบอวลในสุสานคนบาป บัดนี้ถูกกลืนกินด้วย 'จิตสังหารสีเลือด' ที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนในอากาศ
อวิ๋นเซียวกัดฟันแน่นจนเกือบห้อเลือด ร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม มิใช่เพราะความขลาดกลัว ทว่ามันคือสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตเมื่อเผชิญหน้ากับนักล่าที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นสมบูรณ์แบบ ห่างไกลจากระดับก่อกำเนิดของเขาถึงสองขั้นใหญ่! ช่องว่างนี้ต่อให้เขามีเจดีย์หมื่นวิถีและร่างมังกรทมิฬ ก็เปรียบดั่งมดปลวกที่พยายามขวางหน้ารถม้าศึก
"หนีไป... นายน้อย"
เสียงกระซิบอันแหบพร่าดังก้องขึ้นเบื้องหน้า ร่างชราของ 'เงาดาบ' ก้าวออกมายืนขวางระหว่างอวิ๋นเซียวและมัจจุราชสวมหน้ากากกะโหลกทอง แผ่นหลังที่เคยค้อมต่ำบัดนี้ยืดตรงตระหง่าน กลิ่นอายที่เคยสงบนิ่งพลันระเบิดออกดุจพายุทอร์นาโดสีดำทะมึน พลังระดับวิญญาณยุทธ์ที่ถูกซุกซ่อนไว้มาตลอดสิบห้าปีถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น!
"เงาดาบ... ท่าน..." อวิ๋นเซียวเบิกตากว้าง เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ พลังของชายชราผู้นี้มิใช่การโคจรลมปราณตามวิถีธรรมชาติ แต่มันคือการ 'เผาผลาญแก่นชีวิตและวิญญาณ' เพื่อแลกกับพลังอำนาจในชั่วพริบตา!
"สิบห้าปีก่อน ข้าไร้พลังพอจะปกป้องนายท่าน ได้แต่มองดูเขาถูกฉีกทึ้งวิญญาณไปต่อหน้าต่อตา บัดนี้สวรรค์เมตตาให้ข้าได้พบสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของเขาอีกครั้ง ข้าจะมิยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!" ชายชราหันกลับมามองอวิ๋นเซียวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "รับสมุนไพรนั่นไปช่วยสหายของเจ้าเสีย แล้วใช้ป้ายหยกของนายท่านตามหา 'ขุมทรัพย์เร้นเงา' ในทวีปศูนย์กลาง จงมีชีวิตอยู่! จงแข็งแกร่งขึ้น! และกลับมาบดขยี้ตำหนักฟ้าให้แหลกสลาย!!"
"ช่างเป็นความภักดีที่น่าสมเพชเสียนี่กระไร" ทูตสุนัขโลหิตแสยะยิ้มภายใต้หน้ากากกะโหลกทอง มันสะบัดข้อมือเบาๆ โซ่ตรวนสีเลือดนับสิบเส้นก็พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าดุจอสรพิษคลั่ง "ในเมื่ออยากตายแทนมันนัก ข้าก็จะสงเคราะห์ให้วิญญาณของพวกเจ้าได้ไปพบกันในขุมนรก!"
"ตาข่ายหมื่นเงา... ดับสูญ!"
เงาดาบแผดเสียงคำรามลั่น สองมือประกบเข้าหากัน รีดเร้นเลือดหยดสุดท้ายในกายสร้างเส้นด้ายสีดำนับหมื่นเส้นพุ่งสวนกลับขึ้นไปบนท้องฟ้า เส้นด้ายเหล่านั้นถักทอกันเป็นตาข่ายยักษ์ที่แฝงด้วยเจตจำนงแห่งการตัดขาด เข้าปะทะกับโซ่ตรวนสีเลือดอย่างรุนแรง
เปรี้ยงงงง!!!
การปะทะกันของยอดฝีมือระดับวิญญาณยุทธ์ทำให้ห้วงอากาศบิดเบี้ยว คลื่นกระแทกซัดเอาโครงกระดูกอสูรและป้ายศิลาในรัศมีร้อยจั้งให้แหลกเป็นจุล อวิ๋นเซียวถูกแรงลมกระแทกจนต้องยกแขนขึ้นบังหน้า ทว่าเขาไม่มีเวลามามัวลังเลหรือโศกเศร้า หากเขาดันทุรังอยู่ที่นี่ การเสียสละของเงาดาบจะสูญเปล่าทันที!
"บุญคุณครั้งนี้ ข้าอวิ๋นเซียวจะจารึกไว้ในกระดูก!"
ชายหนุ่มกำกล่องหยกสลักลายน้ำแข็งไว้แน่น หมุนตัวพุ่งทะยานออกไปทางด้านหลังของสุสานอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่สังขารจะอำนวย ทว่ากองกำลังพิทักษ์เงาที่ล้อมรอบสุสานอยู่มิได้มีเพียงคนเดียว ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะสีเลือดสามคนควบอสูรค้างคาวตาเดียวพุ่งโฉบลงมาสกัดหน้าเขาไว้ กลิ่นอายของพวกมันแต่ละคนล้วนอยู่ขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นต้น!
"ทิ้งแขนและขาของเจ้าไว้ที่นี่เสีย ร่างต้นแบบ!" หนึ่งในนั้นตวาดลั่น ตวัดง้าวสีเลือดฟาดฟันลงมาหมายจะบั่นขาทั้งสองข้างของอวิ๋นเซียว คลื่นรังสีสังหารปิดกั้นเส้นทางหลบหนีจนหมดสิ้น
ไร้ทางถอย! ไร้หินวิญญาณ! ปราณหลอมภพแห้งเหือด!
ในวินาทีแห่งความเป็นความตาย ดวงตาสีรัตติกาลของอวิ๋นเซียวพลันวาวโรจน์ด้วยความบ้าคลั่ง หากไร้ซึ่งปราณสวรรค์ เขาก็จะใช้วิถีแห่งมาร! ชายหนุ่มหยุดการหลบหนี กระทืบเท้าลงบนพื้นสุสานที่เต็มไปด้วยโคลนตมและพิษศพ
"เจดีย์หมื่นวิถี... เปิดเตาหลอมสรรพสิ่ง! กลืนกินความตาย!!"
อวิ๋นเซียวแผดเสียงคำรามก้อง รอยสักเจดีย์ที่หน้าอกซ้ายเปล่งแสงสีแดงอมดำออกมาอย่างดุร้าย เขาไม่ได้ดูดซับปราณวิญญาณ ทว่าเขากำลังใช้เจดีย์ 'ดูดกลืนไอหมอกพิษศพและวิญญาณอาฆาต' นับหมื่นที่วนเวียนอยู่ในสุสานเข้าสู่ร่างกายโดยตรง!
อ๊ากกกก!!
พริบตานั้น ความเจ็บปวดที่เลวร้ายยิ่งกว่าการถูกมีดนับพันเล่มเฉือนเนื้อแล่นพล่านไปทั่วร่าง ไอพิษศพที่มีฤทธิ์กัดกร่อนกระดูกพุ่งทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจร ทว่าก่อนที่มันจะทำลายร่างกายของเขา เจดีย์หมื่นวิถีได้ทำหน้าที่เป็น 'เตาหลอม' บีบอัดและสกัดเอาพลังงานความตายเหล่านั้นมาเป็นปราณมารชั่วคราว!
เส้นเลือดทั่วร่างของอวิ๋นเซียวปูดโปนกลายเป็นสีดำสนิท นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไร้แววตาของมนุษย์ ปีกมังกรทมิฬข้างหนึ่งงอกทะลุเสื้อผ้าออกมาจากสะบักหลังฝั่งขวา พลังป่าเถื่อนที่ไม่อาจประเมินค่าได้ระเบิดออกจากร่าง!
"ตาย!!"
อวิ๋นเซียวไม่ได้ชักกระบี่ ทว่าเขากลับพุ่งสวนทะลวงคมง้าวสีเลือดนั้นเข้าไปตรงๆ ร่างกายที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราณศพและเกล็ดมังกรปะทะเข้ากับคมอาวุธระดับวิญญาณยุทธ์จนเกิดเสียงบาดแก้วหู เลือดสีคล้ำกระเซ็นสาด ทว่าชายหนุ่มกลับใช้มือซ้ายที่กลายสภาพเป็นกรงเล็บมังกร คว้าหมับเข้าที่ใบง้าว ก่อนจะออกแรงบีบจนอาวุธชั้นยอดนั้นแหลกละเอียดคามือ!
"ปะปะ... เป็นไปไม่ได้!" ยอดฝีมือชุดเกราะเลือดเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ยังไม่ทันที่มันจะได้ถอยหนี อวิ๋นเซียวก็พุ่งทะยานขึ้นไปเหยียบหัวอสูรค้างคาว มือขวาที่อัดแน่นด้วยปราณหลอมภพสีดำทะมึน ทะลวงฝ่าเกราะเหล็กเข้ากระชากหัวใจของมันออกมาขยี้จนแหลกเหลวในพริบตา! เลือดอุ่นๆ สาดกระเซ็นย้อมใบหน้าอัปลักษณ์ของหน้ากากหนังมนุษย์ให้ดูสยดสยองยิ่งกว่าปีศาจจากขุมนรก
"ขวางข้า... ตาย!!"
น้ำเสียงของอวิ๋นเซียวแหบพร่าและซ้อนทับด้วยเสียงคำรามของมังกรบรรพกาล เขาใช้ร่างของศพที่เพิ่งถูกสังหารเป็นโล่กำบัง พุ่งทะลวงฝ่าการโจมตีของยอดฝีมืออีกสองคนที่เหลือ ปีกมังกรทมิฬสะบัดฟาดคลื่นปราณศพสีเขียวคล้ำเข้าใส่พวกมันจนเสียหลัก ชั่วพริบตานั้น ชายหนุ่มก็ทะยานหลุดพ้นจากวงล้อมของสุสาน หายลับเข้าไปในม่านหมอกของนครทรายทมิฬ ทิ้งไว้เพียงซากศพและความตื่นตะลึง
เบื้องหลังของเขา เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แสงสีดำของเงาดาบและแสงสีเลือดของทูตสุนัขโลหิตสว่างวาบขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่กลิ่นอายของอดีตผู้ติดตามผู้ภักดีจะดับสูญลงอย่างสมบูรณ์
อวิ๋นเซียวสัมผัสได้ถึงความสูญเสียนั้น ทว่าเขาไม่อาจหันหลังกลับ น้ำตาที่ผสมกับหยาดเลือดไหลรินอาบแก้ม ริมฝีปากถูกกัดจนเหวอะหวะ "สวรรค์... หากข้าอวิ๋นเซียวรอดไปได้ ข้าจะให้ตำหนักฟ้าต้องชดใช้ด้วยเลือดทุกหยด!"
ชายหนุ่มฝืนสังขารที่พังทลายลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมิด ไอพิษศพที่เขากลืนกินเข้าไปกำลังตีกลับและเริ่มกัดกินอวัยวะภายใน สติสัมปชัญญะของเขาพร่าเลือนลงทุกขณะ ทว่าภาพของพันซานที่นอนรอความตายอยู่ทำให้เขาต้องก้าวเดินต่อไป จนกระทั่งเขามาถึงหน้าโรงเตี๊ยมซอมซ่อที่พักอยู่
ค่ายกลโลหิตที่เขาวาดไว้หน้าประตูห้องยังคงสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน อวิ๋นเซียวถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาผลักประตูเข้าไปอย่างเร่งร้อน มือซ้ายกำกล่องหยกบรรจุ 'หญ้าหยินบริสุทธิ์เก้าแฉก' ไว้แน่น เตรียมจะสกัดโอสถช่วยชีวิตสหาย
ทว่า... ทันทีที่ประตูปิดลง ความเงียบงันภายในห้องกลับทำให้อากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงอย่างฉับพลัน!
อวิ๋นเซียวเบิกตากว้าง อาการเหนื่อยล้าปลิวหายไปในพริบตา เตียงไม้กระดานที่เขาเคยวางร่างของพันซานเอาไว้... บัดนี้ว่างเปล่า! ค่ายกลโลหิตด้านนอกไม่ได้ถูกทำลาย ทว่ามีใครบางคนสามารถแทรกซึมเข้ามาในห้องนี้ได้โดยไร้ร่องรอย!
"ตามหาหมูอ้วนตัวนั้นอยู่หรือ... นายน้อยอวิ๋น?"
เสียงสตรีที่แหบพร่าและเย้ายวนดังก้องขึ้นจากมุมมืดของห้องพัก อวิ๋นเซียวสะดุ้งสุดตัว ตวัดกระบี่ที่บิ่นงอไปทางต้นเสียงทันที ท่ามกลางความมืดมิดนั้น ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีม่วงเข้มนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในมือของนางกำลังลูบคลำ 'ป้ายหยกสีดำ' ที่เป็นของบิดาเขา... ซึ่งมันควรจะอยู่ในถุงจักรวาลของเขาแท้ๆ! นางขโมยมันไปตั้งแต่เมื่อใด!
"เจ้าเป็นใคร! เอาสหายข้าไปไว้ที่ใด!" อวิ๋นเซียวตวาด รังสีสังหารที่เหลืออยู่ถูกรีดเค้นออกมาจนหมด
สตรีปริศนาแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ นางโยนป้ายหยกกลับมาลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะลุกขึ้นยืน กลิ่นอายของนางลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง ทว่าสิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องหยุดชะงัก คือสัญลักษณ์ 'ดอกบัวโลหิตเก้ากลีบ' ที่ปักอยู่บนอกเสื้อของนาง... มันคือสัญลักษณ์ของขุมอำนาจใต้ดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนครทรายทมิฬ... 'หอเร้นเงา'!
"สหายของเจ้ามีร่องรอยเต๋าของราชันยุทธ์กัดกิน หากปล่อยไว้ที่นี่ก็มีแต่ตายกับตาย ข้าจึงให้คนนำตัวเขาไป 'แช่แข็ง' ไว้ที่คุกใต้ดินของหอเร้นเงาเพื่อรักษาชีวิตไว้ชั่วคราว" สตรีชุดม่วงเอ่ยพลางก้าวเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าเผยให้เห็นเพียงดวงตาที่ทรงเสน่ห์และเยือกเย็น "ทว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดฟรี หากเจ้าอยากได้ตัวเขากลับคืน วันพรุ่งนี้ จงนำ 'โลงคริสตัล' ที่ซ่อนอยู่ในกายเจ้า ไปขึ้นลานประลองเป็นตายที่ลานเลือดใต้ดินเสีย หากเจ้าชนะร้อยศพ ข้าจะคืนชีวิตสหายให้เจ้า พร้อมกับบอกความลับของป้ายหยกชิ้นนี้!"
สิ้นคำกล่าวนั้น ร่างของนางก็สลายกลายเป็นกลีบดอกบัวสีเลือดร่วงหล่นลงพื้น ทิ้งให้อวิ๋นเซียวยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความสับสนและแรงกดดันมหาศาล เขาเพิ่งหนีรอดจากปากหมาป่าแห่งตำหนักฟ้า ทว่ากลับก้าวตกลงสู่รังมังกรของหอเร้นเงาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หมากกระดานใหม่แห่งแดนเนรเทศทวีปศูนย์กลาง ได้เริ่มเดินอย่างเหี้ยมโหดแล้ว!