บทที่ 170
เรื่องนี้เป็นฝีมือของมารสายฟ้า
ทันใดนั้นมหาดเล็กก็แจ้งว่า “ฝ่าบาท หลี่โป๋สุ่ยขอเข้าพบ”
ฉินหยงจุนได้ยินดังนั้นก็ดีใจแล้วพูดว่า “รีบให้เขาเข้ามา”
หลังจากนั้นไม่นาน หลี่โป๋สุ่ย ก็เดินเข้ามาหลังจากทำความเคารพแล้ว ฉินหยงจุน ก็ถามขึ้นว่า “โป๋สุ่ย เรื่องที่ให้เจ้าไปสืบดูนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลี่โป๋สุ่ย ยิ้มเจือน “ฝ่าบาท กระหม่อมได้ส่งทูต 4-5 กลุ่มไปยังเทือกเขาเถิงอวิ๋น แต่ไม่ได้พบท่านบรรพบุรุษ..”
ฉินหยงจุน ถอนหายใจเบาๆหลังจากเงียบไปครู่ใหญ่
“ช่างมันเถอะ มันอาจไม่จำเป็นในตอนนี้”
“เจ้าได้ยินข่าวคราวของ หลี่มู่ฟาน บ้างหรือไม่?”
หลี่โป๋สุ่ย ได้ยินดังนั้นก็มองไปที่ ฉินเสวี่ย ที่กำลังเฝ้าคอยฟังข่าวคราวนี้
“ตอนนี้กองทัพพันธมิตรหยุนหลานมากกว่า 80,000 นายกำลังบุกโจมตีเมืองหมิง สงครามได้เริ่มมา 10 วันแล้ว ข้าไม่พบเห็นเจ้าเมืองหลี่เลย…”
“อะไรนะ!”
ดวงตาของ ฉินเสวี่ย แดงทันที นางพูดอย่างร้อนรนว่า
“พวกเจ้าเข้าเมืองไปถามหรือไม่?”
“เอิ่ม…..”
“ รายงานองค์หญิง กองทัพพันธมิตรไม่สามารถเข้าใกล้รอบเมืองได้ กระหม่อมไร้ความสามารถ..”
“เสด็จแม่.. หลี่มู่ฟาน เขาจะ…”
ฮองเฮาผู้สง่างามได้รับดอก 7 กลีบจึงทำให้อาการป่วยของนางหายดีแล้วแต่ใบหน้ายังคงขาวซีด
นางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “เสวี่ยเอ๋อร์ไม่ต้องรีบร้อน ชายหนุ่มคนนั้นร้ายกาจมากและจะไม่เป็นอะไร”
ฉินหยงจุน มองไปที่ 2 แม่ลูกและพูดว่า “ข้าจะส่งคนไปสืบดูอีกครั้งแม้นว่าไม่พบคนก็ต้องเห็นศพ!”
“อีกอย่าง หากเขาอยู่ที่เมืองหมิงจริงๆ ให้บอกเขาว่าเมืองโดดเดี่ยวยากที่จะปกป้อง ให้เขากลับมาที่จักรวรรดิหยุนฉินทันที!”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“จริงสิแล้ว หลี่ฮ่าวเทียนมีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างเมื่อกลับมา?”
หลี่โป๋สุ่ย ส่ายหัวและกล่าวว่า “หลังจากที่แม่นางเมิ่งอวี่ถูกพาตัวไปยังภาคกลาง เขาดื่มเหล้าทั้งวันเพื่อคลายความกังวลและไม่เคยให้ผู้ใดเข้าเฝ้ามาหลายวันแล้ว..”
“แบบนี้นี่เอง..”
ฉินหยงจุน ขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ช่างมันเถอะ เราไม่สนใจเรื่องของพวกเขา”
“โป๋สุ่ย แม่ทัพฝานต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลอบโจมตีจากทุกเผ่าพันธุ์ นอกจากนี้จงแจกจ่ายราชโองการฉบับใหม่ไปยังเมืองต่างๆบอกพวกเขาว่าต้องทำอย่างไร หากฝ่าฝืนจะต้องถูกพิจารณาโทษ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เผ่าพันธุ์เอลฟ์ เมืองแห่งแสง วิหารแห่งแสง
ราชินีเอลฟ์เอนกายชิงบัลลังก์อย่างเกียจคร้านด้านล่างมีหยางไท่และโม่อวี้ยืนอยู่อย่างนอบน้อม
พวกเขาทั้งสองไม่รู้ว่าใช้วิธีใดในการหลบหนีออกมาจากเมืองแห่งความโกลาหล
เสียงเหมือนระฆังเงินของจักรพรรดินีก็ดังขึ้น
“โอ้? เอมิลถูกจับโดย หลี่มู่ฟาน งั้นหรอ?”
หยางไท่กล่าว “ถูกต้องขอรับตามข้อมูลนี้เชื่อถือได้ หลี่มู่ฟาน ได้สังหารพวกก็อบลินและลักพาตัวองค์หญิงเอมิลไป”
“เจ้าคนคนนี้ทำให้พวกเราต้องต่อสู้กับเผ่าราตรีมาตั้งนาน พวกเจ้าไปบอกผู้อาวุโสใหญ่ให้เขาไปจับคนคนนี้มาข้าจะสอบปากคำเขาด้วยตนเอง”
“หา?”
ทั้งสองมองหน้ากัน หยางไท่กล่าวว่า
“ฝ่าบาท เผ่าราตรีเป็นฝ่ายรุกก่อนเห็นได้ชัดว่าวางแผนมาเนิ่นนาน ตอนนี้การต่อสู้ด้านหน้ายังคงคับขัน หากให้ผู้อาวุโสกลับมา ข้าเกรงว่าเผ่าราตรีจะฉวยโอกาสโจมตีครั้งใหญ่”
จักรพรรดินีพ่นลมออกจากจมูกและกล่าวว่า “แล้วพวกเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ?ปล่อยให้ลูกสาวของข้าอยู่ที่นั่นไปตลอดอย่างนั้นหรือ?”
หยางไท่ยิ้มอย่างขมขื่นกับความตรงไปตรงมาของจักรพรรดินี
“ชื่อเสียงของมารสายฟ้า ไม่ค่อยดีนัก ในเมื่อองค์หญิงตกอยู่ในมือของเขาเกรงว่าคง…”
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“ฝ่าบาท ตอนนี้มารสายฟ้ายังไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เจ้าเมืองหยุนหลานกำลังนำผู้คนบุกเข้าโจมตีเมืองหมิง หลังจากทำลายเมืองได้แล้วก็น่าจะสามารถช่วยชีวิตองค์หญิงกลับมาได้ กระหม่อมยินดีจะเดินทางไปยังเมืองหมิงเพื่อรับองค์หญิงเอง”
“นอกจากนี้กระหม่อมยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการลักพาตัวขององค์หญิง แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นฝีมือของมารสายฟ้า แต่จักรวรรดิหยุนฉินเองก็เช่นกัน กระหม่อมคิดว่าควรส่งคนไปถาม ฉินหยงจุน ที่จักรวรรดิทันทีเพื่อให้เขาอธิบายข้อกังขานี้!”
“ดี ทำตามที่เจ้าพูด!ไปซะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท…”
หลี่มู่ฟาน กลายเป็นผู้บงการเพียงคําพูดไม่กี่คำ ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไรหลังจากได้รับรู้เรื่องนี้