จี้ทิงสังเกตเห็นว่าในมือของอีกฝ่ายคล้ายจะถือบางสิ่งไว้มือขวาของเขาขยับทำท่าจะยกขึ้นแต่ก็ชะงักไว้ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูสั้นๆสองจังหวะดังขึ้น จี้ทิงหันไปมองอยู่นานครู่หนึ่ง กว่าจะยอมลุกเดินไปที่ประตู
เมื่อเปิดประตูออกเขาก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังเตรียมจะเคาะอีกรอบมือของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศอย่างน่ากระอักกระอ่วน
ทั้งสองสบตากันจี้เยี่ยนจื๋อกระแอมไอแก้เก้อ ผ่านไปสองวินาทีจึงเอ่ยขึ้นว่า“ดึกป่านนี้แล้ว ทำไมยังไม่นอน?”
“กำลังจะนอนครับ”
เกิดความเงียบที่แสนพิลึกขึ้นอีกครั้งจนจี้ทิงต้องเป็ฝ่ายตัดบท “ถ้าไม่มีธุระอะไรผมขอตัวพักผ่อนก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อน”
จี้เยี่ยนจื๋อยื่นมือขวาออกมาน้ำเสียงขรึมเย็น “เอาของของนายกลับไป”
จี้ทิงมองตามและพบว่ามันคือกุญแจรถกับโทรศัพท์มือถือที่ถูกยึดไปเขาประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าแววตาที่เงยขึ้นมองกลับราบเรียบเป็ปกติ“ทำไมจู่ๆ ถึงเอามาคืนให้ผมล่ะครับ?”
“ให้รับไปก็รับไปเถอะ จะพูดมากทำไม”
จี้ทิงขมวดคิ้วน้อยๆพลางนึกในใจ : [จี้เยี่ยนจื๋ออารมณ์ร้อนขนาดนี้หรือว่ายังโกรธเื่สวีเหรินอยู่อีก?]
ประโยคนี้ราวกับมีอะไรบางอย่างมาทิ่มแทงอกของจี้เยี่ยนจื๋อเขาฝืนยัดของใส่มือจี้ทิง ก่อนจะสะบัดหน้าไปทางอื่น “เื่เรียนน่ะนายยังต้องเรียนต่อไปแต่ฉันจะให้นายหยุดพักสามวัน นอกจากออกไปสำมะเลเทเมาแล้วนายจะทำอะไรก็เื่ของนาย”
พูดจบเขาก็ไม่รอให้จี้ทิงได้โต้ตอบรีบหันหลังเดินจากไปทันที
จี้ทิงยืนอึ้งอยู่กับที่เขามองตามแผ่นหลังของจี้เยี่ยนจื๋อพลางอ้าปากจะพูดทว่าปลายนิ้วกลับััได้ถึงวัตถุผิวเรียบชิ้นหนึ่ง เขามองสิ่งที่อยู่ในมือจึงพบว่าใต้โทรศัพท์มีบัตรใบหนึ่งวางซ้อนอยู่
จี้ทิงพลิกดูด้านหลังเห็นรหัสผ่านเขียนกำกับไว้ เขาจึงกำบัตรนั้นไว้แน่นแล้วเดินไปที่ราวระเบียง“จี้เยี่ยนจื๋อ พี่ให้บัตรผมมาทำไม?”
ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ตรงบันไดกลับทำหน้าบึ้งตึงไม่ยอมตอบและไม่แม้แต่จะปรายตามามอง เขาทำหูทวนลมใส่อย่างเต็มที่
จี้ทิง"?"
[หมอนี่เป็อะไรของเขา ทำไมถึงทำตัวงี่เง่าแบบนี้?]
ทันใดนั้นเองจี้เยี่ยนจื๋อก็พลันถลึงตาใส่เขา “หนวกหูจริง!”
จี้ทิงถูกด่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย“ผมก็แค่พูดว่า...”
“กลับไปนอนซะ ถ้ายังขืนมาทำให้ฉันรำคาญอีกละก็ ระวังตัวไว้ให้ดี”
จี้เยี่ยนจื๋อทิ้งคำขู่อันดุดันไว้ก่อนจะเดินหายลับเข้าไปในโถงทางเดินทิ้งให้จี้ทิงยืนอยู่บนชั้นสองเพียงลำพัง
“ป่วยจริงๆ นั่นแหละ”
...
แม้ว่าทั้งสองจะแยกย้ายกันตอนกลางดึกด้วยความไม่สบอารมณ์แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็รักษาคำพูดเช้าวันต่อมาบอดี้การ์ดที่เฝ้าหน้าประตูก็ถูกถอนกำลังออกไปจนหมด
จี้ทิงจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินลงมาข้างล่างพ่อบ้านรีบเข้ามาต้อนรับทันที “อรุณสวัสดิ์ครับคุณชายรองคุณชายใหญ่สั่งไว้แล้วว่าวันนี้คุณชายสามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจครับ”
จี้ทิงนิ่งไปครู่หนึ่ง“คุณอาหยางครับ ถ้าผมจะไปตรวจร่างกายที่รุ่ยเหอต้องทำการจองล่วงหน้าไหมครับ?”
เมื่อคืนเขาลองค้นข้อมูลดูแล้วศูนย์การแพทย์แห่งนี้มีไว้เพื่อบริการคนในระดับชนชั้นสูงโดยเฉพาะนอกจากทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเยี่ยมแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความลับของลูกค้าที่เป็เลิศ
“ไม่ต้องจองล่วงหน้าครับ แต่โทรแจ้งไว้ก่อนจะดีกว่า” พ่อบ้านขมวดคิ้วเล็กน้อย“คุณชายรองไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับ?”
“ไม่มีอะไรครับ แค่่นี้รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย”
พ่อบ้านเสนอจะส่งคนไปเป็เพื่อนแต่จี้ทิงปฏิเสธอย่างสุภาพ ขอเพียงแค่เบอร์โทรศัพท์ติดต่อเท่านั้น
เนื่องจากการเจาะเืต้องงดมื้อเช้าหลังจากเตรียมของเสร็จเขาจึงออกเดินทางทันทีจี้ทิงมาถึงในเวลาสิบโมงครึ่งและแจ้งเลขประจำตัวของตนเอง
พนักงานต้อนรับดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ขึ้นมาดูพร้อมยิ้มแย้มกล่าวว่า “คุณจี้คะวันนี้้าตรวจร่างกายอย่างละเอียด หรือ้าเน้นส่วนไหนเป็พิเศษไหมคะ?”
“นอกจากการตรวจน้ำไขสันหลังแล้ว ผมขอตรวจสมองพื้นฐานทั้งห้ารายการรวมถึงการตรวจ NODDI [1] และการตรวจโครโมโซม [2] ด้วยครับ อ้อ... แล้วรบกวนคุณช่วยนัดจิตแพทย์ให้ผมอีกคนด้วยนะครับ”
“ได้ค่ะ จะดำเนินการจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
สองชั่วโมงต่อมาผลการตรวจสมองในด้านต่างๆ ก็ออกมา จี้ทิงจึงถูกเชิญไปยังห้องวินิจฉัย
ทันทีที่เคาะประตูเข้าไปพนักงานต้อนรับถึงกับชะงักกับภาพตรงหน้า
ภายในห้องนั้นมีคนยืนอยู่ถึงเจ็ดแปดคนปรากฏว่าแพทย์แผนกอายุรกรรมประสาทแทบจะมาทั้งหมด สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่จี้ทิงบ้างดูจดจ่อ บ้างดูสำรวจ และบ้างก็เลิกคิ้วมองด้วยความอัศจรรย์ใจ
ทว่าจี้ทิงยังคงความนิ่งสงบตามนิสัยก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบๆ ว่า “ขอโทษนะครับท่านไหนคืออาจารย์หมอจ้าวครับ?”
“ทางนี้ครับ” ศาสตราจารย์าุโเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ยกมือขึ้นก่อนจะหันไปสั่งคนอื่น “พวกคุณออกไปก่อนเถอะ”
เหล่าแพทย์ต่างแสดงสีหน้าเสียดายตอนเดินออกไปยังอุตส่าห์หันมามองจี้ทิงกันจนคอแทบเคล็ด
ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกันไม่ถึงสิบนาทีจี้ทิงก็เดินออกมาจากห้องวินิจฉัย
พนักงานต้อนรับที่รออยู่หน้าประตูถึงกับแปลกใจ“คุณจี้คะ... เสร็จแล้วหรือคะ?”
“ครับ” จี้ทิงถือแผ่นฟิล์มผลตรวจไว้ในมือสีหน้าเรียบเฉยจนดูไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “ตอนนี้ผมไปพบจิตแพทย์ต่อได้เลยไหมครับ?”
จากผลตรวจสมองใบนี้ยังคงเป็ของตัวเขาเอง แต่กรุ๊ปเืกลับเปลี่ยนจากกรุ๊ป Aเป็กรุ๊ป AB นั่นหมายความว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างเดิมของเขา
จี้ทิงคิดในใจตอนนี้เหลือแค่รอผลโครโมโซมออกมา เื่บางอย่างก็น่าจะหาข้อสรุปได้เสียที
ไม่กี่นาทีต่อมาเขาถูกพาเข้าสู่ห้องตรวจแผนกจิตเวช คุณหมอกำลังรอเขาอยู่แล้ว“คุณจี้ เชิญนั่งค่ะ”
หลังจากจี้ทิงนั่งลงคุณหมอก็หยิบแบบประเมิน ASDS [3] ขึ้นมา “ถ้าอย่างนั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ”
“ครับ”
“คุณถูกวินิจฉัยว่าเป็กลุ่มอาการแอสเพอร์เกอร์ [4] ตอนอายุกี่ขวบคะ?”
“แปดขวบครับ”
หมอเหอเงยหน้าขึ้นมองทันทีเห็นได้ชัดว่าตัวเลขนี้เกินความคาดหมายไปบ้างเพราะแอสเพอร์เกอร์เป็หนึ่งในสเปกตรัมของออทิสติกโดยปกติมักจะปรากฏอาการชัดเจนก่อนอายุสามขวบ ต่อให้พ่อแม่ไม่ประสีประสาแต่ตอนตรวจพัฒนาการเด็ก หมอก็ควรจะตรวจพบตั้งนานแล้ว
“แล้วคุณมีอาการแทรกซ้อนทางจิตใจอื่นๆ ไหมคะ?”
จี้ทิงตอบว่า“โรคย้ำคิดย้ำทำระดับปานกลาง ปัญหาพฤติกรรมการกินและความบกพร่องทางพุทธิปัญญาระดับเบา [5] ครับ”
หมอเหอพิมพ์บันทึกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์“แล้วเื่อุปสรรคทางสังคมล่ะคะ ตอนนี้ยังรุนแรงอยู่ไหม?”
เมื่อถูกถามถึงเื่นี้จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงค่อยๆ เอ่ยปาก “ถ้า่นี้ผมเริ่มฟังออกว่าคำไหนคือคำเสียดสีประชดประชันหรือดูออกว่าใครบางคนกำลังแผลงฤทธิ์ใส่... แบบนี้ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นไหมครับ?”
“แน่นอนค่ะ” หมอเหอยิ้ม “ไม่ว่าจะผ่านทางคำพูดหรือสีหน้าถ้าคุณสามารถเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นได้โดยตรงนั่นย่อมเป็ประโยชน์ต่อการฝึกทักษะทางสังคมของคุณ”
นิ้วมือของจี้ทิงที่วางอยู่บนหน้าขาขยับเกร็งเล็กน้อย“แล้วถ้า... ผมรับรู้ได้แค่คนเดียวล่ะครับ”
หมอเหอยังไม่ค่อยเข้าใจ“คุณหมายถึง...?”
“ผมสามารถััถึงอารมณ์ได้แค่คนคนหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้นครับ”
นี่เป็ครั้งแรกที่หมอเหอเจอเคสแบบนี้เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนถามว่า “แล้วคนคนนี้ในแง่ของความรู้สึก เขามีความสำคัญกับคุณไหมคะ?”
น้ำเสียงของจี้ทิงราบเรียบยิ่งนัก“ไม่สำคัญครับ เราสองคนไม่ได้สนิทกันด้วยซ้ำ”
หมอเหอพยักหน้าอย่างใช้ความคิดหลังจากพิจารณาอยู่พักหนึ่งจึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นในกรณีที่ไม่เป็การฝืนใจตัวเองเกินไป คุณอาจลองเลือกที่จะติดต่อกับเขาให้มากขึ้นลองพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเหมาะสมแล้วลองบันทึกความรู้สึกไว้สักระยะเพื่อดูผลนะคะ”
ริมฝีปากของจี้ทิงขยับเล็กน้อยท่าทางคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งไว้
“มีอะไรหรือเปล่าคะ มีปัญหาตรงไหนไหม?” หมอเหอถาม
จี้ทิงหลบสายตาลงต่ำ“เปล่าครับ ขอบคุณครับ”
หลังจากสอบถามประวัติการใช้ยาหมอเหอก็สั่งยาให้เขาสองชนิด และนัดหมายวันตรวจติดตามอาการครั้งถัดไป
เมื่อจี้ทิงเดินออกมาพนักงานต้อนรับบอกว่าผลโครโมโซมยังไม่ออก จึงเชิญให้เขาไปนั่งพักผ่อนสักครู่
จังหวะที่ทั้งสองกำลังเดินเข้าห้องพักมีชายคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเกตสั้นเดินสวนออกมาพอดี และบังเอิญชนเข้ากับจี้ทิง
“ขอโทษครับ” ชายคนนั้นขอโทษแล้วรีบจากไปอย่างเร่งรีบเขากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องตรวจแผนกิัซึ่งเป็จังหวะที่คนข้างในเดินออกมาพอดี
เขาเข้าไปถามด้วยความกังวล“เป็ยังไงบ้าง หมอได้บอกไหมว่าจะทิ้งรอยแผลเป็ไว้หรือเปล่า?”
ชายที่เดินออกมามีรูปร่างสูงโปร่งแม้ใบหน้าภายใต้หน้ากากอนามัยจะเผยให้เห็นเพียงดวงตาแต่ก็ยังััได้ถึงความหล่อเหลา
“วางใจเถอะ แค่ลวกนิดเดียวเอง ไม่ทิ้งรอยแผลเป็หรอก” ลู่เหยียนชูเอ่ยด้วยรอยยิ้มละมุน
“ดีนะที่โดนแค่หู ถ้าเกิดโดนเข้าที่ใบหน้านี่...” แค่ลองสมมติผู้จัดการส่วนตัวก็อารมณ์ขึ้นทันที “ฉันถามจริงๆนายจะจริงจังไปทำไม ฉากช่างตีเหล็กนั่นในหนังอาจจะโผล่มาแค่ไม่กี่วินาทีก็ได้ผู้กำกับก็บอกให้ใช้ตัวแสดงแทนแล้ว แต่นายก็ยังจะดื้อ!”
ลู่เหยียนชูโอบไหล่อีกฝ่ายพลางเอ่ยทีเล่นทีจริง“ก่อนเข้ากองถ่ายผมฝึกตั้งสองเดือนเชียวนะครับถ้าใช้ตัวแสดงแทนก็คงไม่ได้ถ่ายเจาะใบหน้า แบบนั้นผมก็ขาดทุนแย่สิ”
“เอาเถอะๆ นายมีเหตุผลเสมอแหละ”
ทั้งสองเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้จัดการเริ่มร่ายยาวถึงตารางงานในเดือนหน้า ลู่เหยียนชูยื่นมือไปกดปุ่มลิฟต์ขาลง
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นจู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นที่ข้างหูของลู่เหยียนชูโดยไม่ทันตั้งตัว...
[ไม่พบความผิดปกติในด้านจำนวนหรือโครงสร้างของโครโมโซมคู่ที่ 22 แนะนำให้วิเคราะห์และประเมินร่วมกับผลการตรวจอื่นๆ ต่อไป]
หัวใจของลู่เหยียนชูพลันกระตุกวูบราวกับถูกบีบเค้นความเย็นเยือกขุมหนึ่งแล่นพล่านจากกระดูกสันหลังขึ้นมาในทันที
เชิงอรรถ
[1]NODDI ย่อมาจาก Neurite Orientation Dispersion and DensityImaging เป็เทคนิคการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ขั้นสูงชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการสร้างภาพสมองเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างขนาดเล็ก(Microstructure) ของเนื้อเยื่อสมอง
[2]การตรวจโครโมโซม คือการวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมภายในเซลล์เพื่อหาความผิดปกติของจำนวนหรือโครงสร้างโครโมโซมมักทำเพื่อคัดกรองโรคทางพันธุกรรม
[3]แบบประเมินความผิดปกติของความเครียดเฉียบพลัน (Acute StressDisorder Scale: ASDS) เป็แบบสอบถามที่ผู้ตอบประเมินตนเองใช้เพื่อคัดกรองภาวะความเครียดเฉียบพลัน (ASD) ที่เกิดขึ้นภายใน1 เดือนหลังจากประสบเหตุการณ์ะเืใจ
[4]แอสเพอร์เกอร์ (Asperger's Syndrome) เป็ความผิดปกติทางพัฒนาการในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม(ASD) ที่ส่งผลต่อทักษะสังคมและการสื่อสารผู้ป่วยมักมีสติปัญญาปกติหรือสูงกว่าปกติ พูดคุยได้ดีแต่บกพร่องในการเข้าใจภาษากาย อารมณ์ขัน และความสัมพันธ์ทางสังคมสนใจเื่เฉพาะด้านอย่างลึกซึ้งและหมกมุ่น
[5]ความบกพร่องทางพุทธิปัญญาระดับเบา (Mild CognitiveDissonance) คือสภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความเชื่อทัศนคติ หรือพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจความอึดอัด หรือความตึงเครียดทางอารมณ์เพียงเล็กน้อย