ในเช้าวันจันทร์ พ่อขับรถมาส่งแฮ็มกะแป็งตอนเช้าเหมือนเช่นเคย แฮ็มกะแป็งไปที่ห้องเรียนตึกกลางเพื่อวางกระเป๋าหนังสือและเดินไปที่โรงอาหารเพื่อกินอาหารเช้าก่อนที่จะเข้าแถวเคารพธงชาติเวลา 07:45
แต่พอเดินไปสักพักก็เห็นหวันกำลังพยายามหาวิธีปีนขึ้นไปบนต้นสน ในแขนหวันคล้องเอาตะกร้าใบหนึ่งไว้ ในตะกร้าดูเหมือนจะมีกองใบสนแห้งอยู่กองหนึ่ง
“หวันทำอะไรอยู่น่ะ?” แฮ็มกะแป็งถามเสียงดังพอที่หวันจะได้ยิน
พอได้ยินเสียงแฮ็มกะแป็งทัก หวันก็หันมามองแล้วตอบว่า “อ้อ แฮ็มกะแป็งมาพอดีเลย มาช่วยกันหน่อยสิ เราเห็นรังของนกตกอยู่บนพื้น มีไข่นกอยู่ในนั้นสองฟอง สงสัยหล่นร่วงลงมาตอนฝนตก เราเลยพยายามจะเอามันขึ้นไปวางคืนบนต้นไม้ กลัวว่าอยู่ที่พื้นจะไม่ปลอดภัย ไม่ถูกคนเหยียบก็คงถูกแมวกิน”
แฮ็มกะแป็งเอื้อมหน้าเข้าไปดู เห็นไข่นกในรังสองฟอง “แล้วไปเอามาใส่ตะกร้าได้ไงอ่ะหวัน?”
“ไปเจอที่โรงอาหารมา ไม่รู้จะโกยไข่นกขึ้นไปยังไง กลัวเอาใส่มือและปีนขึ้นไป ไข่นกจะตกแตกหรือไม่ก็ถูกเราบีบแตกเสียก่อน อีกอย่างนะ เห็นพ่อบอกว่าถ้าเราไปจับโดนไข่นกแล้ว แม่นกจะไม่เข้าใกล้ไข่ของมันอีก มันผิดกลิ่นไม่ได้”
“อ้อ” แฮ็มกะแป็งนึกชมความฉลาดและความรอบคอบของหวัน พลางหาวิธีปีนขึ้นไปบนต้นสนแทน แต่แฮ็มกะแป็งก็ไม่มีความสามารถในการปีน ท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของแฮ็มกะแป็งทำให้หวันต้องร้องบอกระวังหลายหน จนสุดท้ายหวันก็นึกวิธีขึ้นได้อีกวิธีหนึ่ง
“แฮ็มกะแป็งช่วยไปยืมบันไดที่โรงรถหน่อยได้ไหม? จะได้ใช้บันไดปีนขึ้นไปแทน”
“เออใช่ งั้นหวันรอเราเดี๋ยวนะ” ว่าแล้วแฮ็มกะแป็งก็เดินไปที่โรงรถทันที
สักครู่หนึ่งก็แบกเอาบันไดขนาดเจ็ดขั้นมาด้วย แฮ็มกะแป็งพาดไว้ที่ต้นสนที่หวันยืนรออยู่ แล้วปีนขึ้นไปพลางมองหากิ่งไม้เหมาะๆ ที่จะเอารังนกวางกลับคืนไป หวันดูว่าแฮ็มกะแป็งพอยืนบนบันไดพาดที่ต้นสนได้มั่นคง ก็ค่อยๆ ส่งตะกร้ารังนกให้ แต่ว่าแฮ็มกะแป็งยืนสูงเกินไป หวันเอื้อมส่งให้ไม่ถึง ก็เลยนึกจะปีนตามขึ้นไป
“นี่ทำอะไรกันน่ะ? ทั้งสองคนเลย” เสียงอาจารย์วิชชาร้องมาแต่ไกล ทำให้หวันชะงัก ไม่กล้าปีนขึ้นตาม
พออาจารย์วิชชาเดินเข้ามาใกล้ หวันก็รีบรายงาน “พวกหนูกำลังจะเอารังนกขึ้นไปวางคืนบนต้นไม้ค่ะอาจารย์”
“ปีนขึ้นไปได้ยังไงสองคน อันตรายมาก ถ้าเกิดบันไดลื่นไถลลงมา จะบาดเจ็บไปเสียทั้งคู่” อาจารย์วิชชาดุ ทำให้แฮ็มกะแป็งที่ยืนอยู่บนบันได ค่อยๆ ไต่ลงมาที่พื้น เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าต้นสนดูชื้นฝน สงสัยฝนคงตกตอนวันหยุดที่เพิ่งผ่านมา จริงของอาจารย์วิชชา บันไดพาดไว้ที่ต้นสนชื้นอย่างนี้ มีโอกาสลื่นตกได้ง่าย
“อยากช่วยลูกนก ก็น่าชมเชยนะ แต่ไม่ใช่ประมาท ไม่คิดถึงความปลอดภัยแบบนี้ การปีนบันไดก็ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเหมือนกัน ไม่ใช่ใครก็ปีนกันได้ เดี๋ยวทั้งสองคนไปเรียกนายมิตรมาช่วย ไม่ต้องปีนขึ้นไปเอง” อาจารย์วิชชาพูดถึงภารโรงหนุ่มที่ประจำอยู่โรงจอดรถในโรงเรียน
ในขณะนั้น กระปุกก็สะพายกระเป๋าเดินเข้ามา เห็นอาจารย์วิชชาอยู่กับเพื่อนสองคนจึงเข้ามาดู กระปุกยกมือไหว้อาจารย์วิชชาแสดงความเคารพ และยืนมองเพื่อนราวกับจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยืนฟังสักครู่ก็เข้าใจเรื่อง
“ใครเป็นคนไปเอาบันไดมานี่?” อาจารย์ซัก
“ผมเองครับ” แฮ็มกะแป็งรีบตอบ เพื่อจะรับโทษเสียคนเดียว
“หนูเป็นคนเรียกแฮ็มกะแป็งไปเอามาเองค่ะ หนูเห็นรังนกตกอยู่ที่พื้น กลัวพวกมันเป็นอันตราย ก็คิดจะส่งพวกมันกลับไปหาแม่นก” หวันกลัวเพื่อนถูกอาจารย์ตำหนิ จึงแย่งรับผิดเสียด้วยอีกคน
“ครูก็จะว่าทั้งคู่น่ะแหละ ทีหลังทำอะไรต้องรู้จักคิด หัดประเมินว่าเรามีกำลังแค่ไหนที่จะไปทำเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง”
พอถูกอาจารย์ตำหนิ ทั้งแฮ็มกะแป็งและหวันหน้าจ๋อย หวันยังคงถือตะกร้ารังนกอยู่ ทั้งกลัวที่ถูกอาจารย์ดุ และกลัวไข่นกจะมีอันตรายถ้ายังไม่เอาขึ้นไปคืนบนต้นไม้
“แต่ครูก็ขอชมทั้งคู่ว่ามีเจตนาทำดี โดยเฉพาะหวันที่มีเมตตาจิตคิดช่วยสัตว์โลก เอาเป็นว่าครั้งหน้าจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน อย่าประมาทนัก ไป ทั้งสองคนไปเรียกนายมิตรมาช่วยได้แล้ว”
กระปุกได้ยินอาจารย์วิชชาชื่นชมหวัน ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ก็กล่าวชมหวันไม่กี่คำ กระปุกก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ อยากให้อาจารย์ชมตัวเองบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยได้ทำอะไรให้อาจารย์ชมได้เท่าหวัน รู้สึกอิจฉาเพื่อนขึ้นมาทันใด แต่เสียงอาจารย์วิชชาทำให้กระปุกใจชุ่มชื้นขึ้น
“อ้อ กระปุก เจอเธอก็ดีแล้ว ครูมีข่าวดีจะบอก” อาจารย์วิชชาพูดยิ้มๆ “หลังจากคุยกับคุณแม่ของเธอแล้วเมื่อวันศุกร์ ครูก็เสนอชื่อเธอเข้ารับทุนการศึกษาในฐานะนักเรียนดีเด่นด้านกีฬา และที่ประชุมก็เห็นชอบกับข้อเสนอนี้ น่าจะมีคำสั่งอนุมัติเร็ว ๆ นี้ และถ้าได้ทุนการศึกษา คุณแม่ของเธอท่านก็จะอนุญาตให้เธอเข้าร่วมฝึกซ้อมกับทีมกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวเข้าแข่งขันกีฬามัธยมที่จะถึงนี้”
กระปุกได้ยินข่าวดีนี้ ก็แทบลืมว่าเมื่อสักครู่เพิ่งนึกอิจฉาเพื่อน ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจในความช่วยเหลือเอาใจใส่ของอาจารย์วิชชา
“ยินดีด้วยนะกระปุก” เสียงอันบริสุทธิ์ใจสองเสียงชายหญิงจากแฮ็มกะแป็งและหวันเปล่งออกมาพร้อมกัน
“ดีใจด้วยนะ เป็นข่าวดีมากเลยในเช้าวันนี้” หวันกล่าวต่อ พลางเอื้อมมือไปจับมือกระปุกด้วยความยินดี
“พอหนังสืออนุมัติทุนมาให้ ก็ไปดูรายละเอียดได้เลยนะว่าทางโรงเรียนเขาให้การสนับสนุนด้านใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร จะได้ไปแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบ” อาจารย์วิชชาบอกกระปุก “แล้วครูก็ขอให้เธอตั้งใจพยายามฝึกฝนทักษะจนได้รับเหรียญชนะ สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน”
“หนูขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างยิ่งเลยนะคะที่ช่วยหนูมาโดยตลอด”
กระปุกยกมือไหว้ขอบคุณ แต่ในใจนึกอยากกระโดดเข้ากอดอาจารย์ให้เต็มรัก
กระปุกขาดพ่อตั้งแต่เล็ก และแม่ก็ต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวไม่มีเวลาให้มากพอ ทำให้กระปุกโหยหาความรักความอบอุ่นมาโดยตลอด การที่ได้เจออาจารย์วิชชารูปงามชาญฉลาด บุคลิกอบอุ่น ทั้งเอาใส่ใจดูแล คอยสนับสนุนให้กระปุกมีโอกาสโดดเด่นอยู่เหนือคนอื่นบ้าง ทำให้กระปุกเครซี่อินเลิฟหรือคลั่งไคล้ใหลหลง จนลืมไปว่าอาจารย์วิชชามีอายุมากกว่าพ่อของตัวเองเสียอีก
พออาจารย์วิชชาเดินจากไป แฮ็มกะแป็งก็บอกหวันว่าจะรับหน้าที่ไปบอกพี่มิตรภารโรงที่อยู่ประจำโรงรถมาช่วยเอารังนกไปคืนบนต้นไม้ ดังนั้น หวันกับกระปุกจึงเดินไปที่โรงอาหารก่อนจะเข้าแถวเคารพธงชาติ
“เออใช่ เกือบลืมเชียว” หวันนึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง จึงหันไปบอกกระปุกว่า “ป้าทิพย์ฝากเงินมาให้ตาชิดซื้อขนม หวันจะแวะไปที่ลานท้ายโรงอาหารสักแป๊บนึงนะ กระปุกไปซื้อข้าวกินก่อนก็ได้”
“ไม่เป็นไร แวะเอาเงินไปให้ตาชิดก่อน ไม่น่านาน เดี๋ยวค่อยไปกินข้าวด้วยกัน” กระปุกพูดด้วยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“งั้นดีเลย ขอบใจนะกระปุกที่จะไปเป็นเพื่อนเรา”