ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 93 : เข้าสู่ป่าอสูรร่ำไห้อีกครั้ง

    ร่างสวมหมวกไม้ไผ่สานเดินมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคย ที่นี่คือทางเข้าของป่าอสูรร่ำไห้ จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังส่วนลึกของผืนป่าราวกับว่าชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี


    เขาคือจางหลิน


    แท้จริงแล้วเขายังไม่ได้ออกจากเมืองหยางโจว แต่เลือกที่จะมาหาซุนจินหลงอีกครั้งเพื่อไถ่ถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ก่อนจะจากไป


    จางหลินได้รับผลมหาโพธิสัตว์เพียงเพราะแค่แสดงจิตวิญญาณยุทธ์ให้แก่ซุนจินหลงได้ประจักษ์ นั่นทำให้เขาคาดเดาได้ว่าต้นกำเนิดของเขาคงจะไม่ธรรมดา และจิตวิญญาณพฤกษาของเขาต้องมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ 


    ผนวกเข้ากับการปรากฏขึ้นของชายลึกลับในนิมิตที่ดูเหมือนห้วงความฝัน ทั้งสองคนนั้นเหมือนเป็นขั้วที่ขัดแย้งกันราวกับฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม 


    ซ้ำแล้วทั้งสองยังมีรอยสักที่หลังมือแบบเดียวกัน โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลางที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมากที่สุด


    มันเหมือนกับว่าฝั่งธรรมะพยายามที่จะปกป้องเขา แต่ฝั่งอธรรมพยายามที่จะให้เขาพบกับจุดจบที่น่าสังเวชที่สุด


    คนที่จะให้คำตอบเขาได้ดีที่สุดก็คือซุนจินหลง ผู้นำของเผ่าวานรบรรพกาล ที่ดูเหมือนจะรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาตั้งแต่แรกพบ


    เมื่อเข้ามาถึงใจกลางผืนป่า จางหลินก็ค่อยๆถอดหมวกไม้ไผ่สาน และมองตรงไปยังทางเข้าถ้ำลึกลับ “ข้าหวังว่าผู้เฒ่าซุนจะให้คำตอบที่ดีแก่ข้าได้”


    เขายังคงเดินลงไปภายใต้ความมืดมิดของถ้ำและหยุดลงที่เส้นทางเชื่อมต่อที่เคยมีเขตอาคมโบราณอยู่ที่นี่ 


    หว่อง!


    จู่ๆร่างของเขาก็ค่อยๆกลายเป็นหมอกและหายไปในความว่างเปล่าทันที 


    . . .


    พรึ่บ!


    จางหลินที่ปิดตาสนิทก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ


    เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็พบว่าที่นี่คือผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่เคยพบกับซุนเฮ่ยชิงและซุนจินหลงมาก่อน 


    เขาประสานมือไปยังทิศทางส่วนลึกของป่า ก่อนจะแผดเสียงคำรามด้วยพลังปราณดังกึกก้อง


    “ผู้เฒ่าซุน ผู้น้อยจางหลินมาขอเข้าพบท่าน!”


    ด้วยความที่เขาได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แค่เสียงคำรามของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในอาณาบริเวณสิบลี้ได้ยินเสียงของเขาได้อย่างชัดเจน


    แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ดุจดั่งว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่อีกแล้ว


    จางหลินรู้สึกสงสัย เขาจึงเดินตรงไปข้างหน้าในสถานที่ที่ซุนจินหลงเคยพาเขาไปพบกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง


    เมื่อเข้าไปถึงส่วนลึก เขากลับไม่พบเผ่าวานรบรรพกาลแม้แต่ตนเดียว นั่นทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี


    แต่ก่อนที่เขาจะได้ตรวจสอบรอบๆ เขาก็มองเห็นแผ่นศิลาแผ่นหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ 


    เมื่อลองมองดูใกล้ๆก็พบว่าแผ่นศิลามีอักขระถูกเขียนไว้ และดูเหมือนว่าข้อความนี้จะถูกเตรียมไว้ให้แก่เขาโดยเฉพาะ


    จางหลินก้มลงและอ่านข้อความที่ถูกสลักไว้บนศิลาอย่างตั้งใจ


    “หากท่านมาที่นี่และไม่พบกับพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องตกใจ ข้าสัมผัสได้จากกิ่งไม้ของท่านว่า ท่านดูเหมือนจะฟื้นฟูสายเลือดกลับคืนมาแล้ว นั่นหมายความว่าภารกิจของพวกเราที่หยุดชะงักมานานก็จะได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง”


    “ข้ารู้ว่าท่านมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะถาม แต่สถานที่ที่ควรเป็นของท่านไม่ใช่ที่นี่ มันเป็นพื้นที่อันห่างไกลและกว้างใหญ่ แต่กว่าที่ท่านจะไปถึงที่นั่นได้ ท่านอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานเป็นหลายร้อยหลายพันปี แต่ข้าก็จะรอท่านอยู่ที่นั่น หากวันหนึ่งท่านอยากรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของท่าน”


    “สุดท้ายนี้ในเมื่อสายเลือดของท่านตื่นขึ้นแล้ว ก็มีโอกาสที่ท่านจะตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ ด้านหลังศิลาแผ่นนี้มีสิ่งที่ข้าทิ้งไว้ แค่ท่านหยดเลือดลงไปก็จะได้รับสิ่งที่จะช่วยเหลือท่านในภายภาคหน้า”


    เมื่ออ่านข้อความจนจบ จางหลินก็ตระหนักได้ในทันทีว่าซุนจินหลงและเผ่าวานรบรรพกาลคงจะย้ายออกไปจากที่นี่แล้ว และซุนจินหลงคงจะรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขามากกว่าที่เขาคิด


    “ผู้เฒ่าซุน แท้จริงแล้วท่านมีความเกี่ยวข้องกับข้าอย่างไรกันแน่?” จางหลินถอนหายใจที่ไม่มีใครที่สามารถให้คำตอบแก่เขาได้


    เมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่าฟังคำแนะนำของซุนจินหลง เขาก็เดินไปที่ด้านหลังของแผ่นศิลา และพบว่าด้านหลังแผ่นศิลากลับว่างเปล่า มีเพียงแค่รอยแตกร้าวของศิลาที่ดูเก่าแก่เท่านั้น


    ด้วยความสงสัย จางหลินได้กัดที่ปลายนิ้วและปล่อยให้เลือดหยดลงบนแผ่นศิลาตามคำแนะนำที่ทิ้งไว้


    วู้ม!


    ครั้นหยาดโลหิตหยดลงบนแผ่นศิลา ทันใดนั้นก็พลันปรากฏอักขระนับพันที่เรียงรายขึ้นมาด้วยแสงจ้า ราวกับว่ามันเป็นกลไกหนึ่งที่จะถูกเปิดใช้งานเมื่อสัมผัสกับเลือดของเขาโดยเฉพาะ


    จางหลินค่อยๆถอยห่างออกมาจากแผ่นศิลา จากนั้นเขาก็มองเห็นข้อความบรรทัดแรกบนแผ่นศิลา ซึ่งนั่นมีคำว่า【การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ】สลักอยู่


    “การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ?” จางหลินพึมพำและมองไปยังอักขระที่ถูกทิ้งไว้ ก่อนจะพบว่าอักขระพวกนี้มีความผันผวนลึกลับที่แม้แต่เขาก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน


    จางหลินตระหนักได้ในทันที ว่าข้อความบนแผ่นศิลาคือทักษะยุทธ์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์!


    มันคือทักษะยุทธ์ที่ถูกทิ้งไว้โดยซุนจินหลงอย่างไม่ต้องสงสัย


    หากเขาตัดสินใจฝึกฝนทักษะยุทธ์นี้ มันจะกลายเป็นทักษะยุทธ์แรกที่เขาเริ่มฝึกฝนในฐานะผู้ฝึกยุทธ์


    จางหลินไม่รอช้าที่จะนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าแผ่นศิลา เขาเริ่มท่องจำอักขระบรรทัดแรกอย่างตั้งใจ


    ครู่ต่อมาอักขระที่ถูกสลักบนแผ่นศิลากลับส่องแสงเจิดจ้า อักขระพวกนั้นค่อยๆลอยออกมาวนเวียนรอบตัวของจางหลิน


    และทุกอักขระก็พุ่งเข้าสู่กลางหน้าผากของจางหลินในทันที!


    นี่คือเจตจำนงแห่งอักขระ!


    หว่อง!


    แม้จางหลินจะตื่นตระหนก แต่เขาก็ไม่ได้ขยับเขยื้อน และปล่อยให้อักขระสีทองนับพันหลั่งไหลเข้าสู่ทะเลแห่งจิตวิญญาณด้วยความตั้งตารอ


    วู้ม!


    ร่างของจางหลินส่องสว่างด้วยแสงปราณสีทอง ผิวที่ขาวผ่องปรากฏให้เห็นรอยสักที่มีอักขระโบราณลุกลามไปทั่วทั้งร่าง


    เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับตอนที่ชายวัยกลางคนเคลื่อนย้ายอักขระบนร่างของตน และส่งคืนให้แก่จางหลินอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! 


    จากนั้นจางหลินสัมผัสได้ว่ารอยสักรอบตัวของตนกำลังกลั่นกรองอักขระสีทองเหล่านี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขา


    ดวงตาของจางหลินเปล่งประกายด้วยแสงสีทอง ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงที่เก่าแก่ดังขึ้นในโสตประสาท


    【การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ】


    【จำแลงร่างเปลี่ยนกายเป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต】


    【จินตนาการก่อเกิดจากเจตจำนง】


    【บดบังความจริง เปิดเผยความเท็จ】