ร่างสวมหมวกไม้ไผ่สานเดินมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคย ที่นี่คือทางเข้าของป่าอสูรร่ำไห้ จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังส่วนลึกของผืนป่าราวกับว่าชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี
เขาคือจางหลิน
แท้จริงแล้วเขายังไม่ได้ออกจากเมืองหยางโจว แต่เลือกที่จะมาหาซุนจินหลงอีกครั้งเพื่อไถ่ถามในสิ่งที่เขาอยากรู้ก่อนจะจากไป
จางหลินได้รับผลมหาโพธิสัตว์เพียงเพราะแค่แสดงจิตวิญญาณยุทธ์ให้แก่ซุนจินหลงได้ประจักษ์ นั่นทำให้เขาคาดเดาได้ว่าต้นกำเนิดของเขาคงจะไม่ธรรมดา และจิตวิญญาณพฤกษาของเขาต้องมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่
ผนวกเข้ากับการปรากฏขึ้นของชายลึกลับในนิมิตที่ดูเหมือนห้วงความฝัน ทั้งสองคนนั้นเหมือนเป็นขั้วที่ขัดแย้งกันราวกับฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม
ซ้ำแล้วทั้งสองยังมีรอยสักที่หลังมือแบบเดียวกัน โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลางที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมากที่สุด
มันเหมือนกับว่าฝั่งธรรมะพยายามที่จะปกป้องเขา แต่ฝั่งอธรรมพยายามที่จะให้เขาพบกับจุดจบที่น่าสังเวชที่สุด
คนที่จะให้คำตอบเขาได้ดีที่สุดก็คือซุนจินหลง ผู้นำของเผ่าวานรบรรพกาล ที่ดูเหมือนจะรับรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขาตั้งแต่แรกพบ
เมื่อเข้ามาถึงใจกลางผืนป่า จางหลินก็ค่อยๆถอดหมวกไม้ไผ่สาน และมองตรงไปยังทางเข้าถ้ำลึกลับ “ข้าหวังว่าผู้เฒ่าซุนจะให้คำตอบที่ดีแก่ข้าได้”
เขายังคงเดินลงไปภายใต้ความมืดมิดของถ้ำและหยุดลงที่เส้นทางเชื่อมต่อที่เคยมีเขตอาคมโบราณอยู่ที่นี่
หว่อง!
จู่ๆร่างของเขาก็ค่อยๆกลายเป็นหมอกและหายไปในความว่างเปล่าทันที
. . .
พรึ่บ!
จางหลินที่ปิดตาสนิทก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็พบว่าที่นี่คือผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่เคยพบกับซุนเฮ่ยชิงและซุนจินหลงมาก่อน
เขาประสานมือไปยังทิศทางส่วนลึกของป่า ก่อนจะแผดเสียงคำรามด้วยพลังปราณดังกึกก้อง
“ผู้เฒ่าซุน ผู้น้อยจางหลินมาขอเข้าพบท่าน!”
ด้วยความที่เขาได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ แค่เสียงคำรามของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อยู่ในอาณาบริเวณสิบลี้ได้ยินเสียงของเขาได้อย่างชัดเจน
แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา ดุจดั่งว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่อีกแล้ว
จางหลินรู้สึกสงสัย เขาจึงเดินตรงไปข้างหน้าในสถานที่ที่ซุนจินหลงเคยพาเขาไปพบกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เมื่อเข้าไปถึงส่วนลึก เขากลับไม่พบเผ่าวานรบรรพกาลแม้แต่ตนเดียว นั่นทำให้เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
แต่ก่อนที่เขาจะได้ตรวจสอบรอบๆ เขาก็มองเห็นแผ่นศิลาแผ่นหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อลองมองดูใกล้ๆก็พบว่าแผ่นศิลามีอักขระถูกเขียนไว้ และดูเหมือนว่าข้อความนี้จะถูกเตรียมไว้ให้แก่เขาโดยเฉพาะ
จางหลินก้มลงและอ่านข้อความที่ถูกสลักไว้บนศิลาอย่างตั้งใจ
“หากท่านมาที่นี่และไม่พบกับพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องตกใจ ข้าสัมผัสได้จากกิ่งไม้ของท่านว่า ท่านดูเหมือนจะฟื้นฟูสายเลือดกลับคืนมาแล้ว นั่นหมายความว่าภารกิจของพวกเราที่หยุดชะงักมานานก็จะได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง”
“ข้ารู้ว่าท่านมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากจะถาม แต่สถานที่ที่ควรเป็นของท่านไม่ใช่ที่นี่ มันเป็นพื้นที่อันห่างไกลและกว้างใหญ่ แต่กว่าที่ท่านจะไปถึงที่นั่นได้ ท่านอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานเป็นหลายร้อยหลายพันปี แต่ข้าก็จะรอท่านอยู่ที่นั่น หากวันหนึ่งท่านอยากรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของท่าน”
“สุดท้ายนี้ในเมื่อสายเลือดของท่านตื่นขึ้นแล้ว ก็มีโอกาสที่ท่านจะตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ ด้านหลังศิลาแผ่นนี้มีสิ่งที่ข้าทิ้งไว้ แค่ท่านหยดเลือดลงไปก็จะได้รับสิ่งที่จะช่วยเหลือท่านในภายภาคหน้า”
เมื่ออ่านข้อความจนจบ จางหลินก็ตระหนักได้ในทันทีว่าซุนจินหลงและเผ่าวานรบรรพกาลคงจะย้ายออกไปจากที่นี่แล้ว และซุนจินหลงคงจะรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขามากกว่าที่เขาคิด
“ผู้เฒ่าซุน แท้จริงแล้วท่านมีความเกี่ยวข้องกับข้าอย่างไรกันแน่?” จางหลินถอนหายใจที่ไม่มีใครที่สามารถให้คำตอบแก่เขาได้
เมื่อเห็นว่าเขาไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่าฟังคำแนะนำของซุนจินหลง เขาก็เดินไปที่ด้านหลังของแผ่นศิลา และพบว่าด้านหลังแผ่นศิลากลับว่างเปล่า มีเพียงแค่รอยแตกร้าวของศิลาที่ดูเก่าแก่เท่านั้น
ด้วยความสงสัย จางหลินได้กัดที่ปลายนิ้วและปล่อยให้เลือดหยดลงบนแผ่นศิลาตามคำแนะนำที่ทิ้งไว้
วู้ม!
ครั้นหยาดโลหิตหยดลงบนแผ่นศิลา ทันใดนั้นก็พลันปรากฏอักขระนับพันที่เรียงรายขึ้นมาด้วยแสงจ้า ราวกับว่ามันเป็นกลไกหนึ่งที่จะถูกเปิดใช้งานเมื่อสัมผัสกับเลือดของเขาโดยเฉพาะ
จางหลินค่อยๆถอยห่างออกมาจากแผ่นศิลา จากนั้นเขาก็มองเห็นข้อความบรรทัดแรกบนแผ่นศิลา ซึ่งนั่นมีคำว่า【การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ】สลักอยู่
“การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ?” จางหลินพึมพำและมองไปยังอักขระที่ถูกทิ้งไว้ ก่อนจะพบว่าอักขระพวกนี้มีความผันผวนลึกลับที่แม้แต่เขาก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน
จางหลินตระหนักได้ในทันที ว่าข้อความบนแผ่นศิลาคือทักษะยุทธ์สำหรับผู้ฝึกยุทธ์!
มันคือทักษะยุทธ์ที่ถูกทิ้งไว้โดยซุนจินหลงอย่างไม่ต้องสงสัย
หากเขาตัดสินใจฝึกฝนทักษะยุทธ์นี้ มันจะกลายเป็นทักษะยุทธ์แรกที่เขาเริ่มฝึกฝนในฐานะผู้ฝึกยุทธ์
จางหลินไม่รอช้าที่จะนั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าแผ่นศิลา เขาเริ่มท่องจำอักขระบรรทัดแรกอย่างตั้งใจ
ครู่ต่อมาอักขระที่ถูกสลักบนแผ่นศิลากลับส่องแสงเจิดจ้า อักขระพวกนั้นค่อยๆลอยออกมาวนเวียนรอบตัวของจางหลิน
และทุกอักขระก็พุ่งเข้าสู่กลางหน้าผากของจางหลินในทันที!
นี่คือเจตจำนงแห่งอักขระ!
หว่อง!
แม้จางหลินจะตื่นตระหนก แต่เขาก็ไม่ได้ขยับเขยื้อน และปล่อยให้อักขระสีทองนับพันหลั่งไหลเข้าสู่ทะเลแห่งจิตวิญญาณด้วยความตั้งตารอ
วู้ม!
ร่างของจางหลินส่องสว่างด้วยแสงปราณสีทอง ผิวที่ขาวผ่องปรากฏให้เห็นรอยสักที่มีอักขระโบราณลุกลามไปทั่วทั้งร่าง
เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับตอนที่ชายวัยกลางคนเคลื่อนย้ายอักขระบนร่างของตน และส่งคืนให้แก่จางหลินอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
จากนั้นจางหลินสัมผัสได้ว่ารอยสักรอบตัวของตนกำลังกลั่นกรองอักขระสีทองเหล่านี้ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเขา
ดวงตาของจางหลินเปล่งประกายด้วยแสงสีทอง ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงที่เก่าแก่ดังขึ้นในโสตประสาท
【การเปลี่ยนแปลงเจ็ดสิบสองประการ】
【จำแลงร่างเปลี่ยนกายเป็นสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต】
【จินตนาการก่อเกิดจากเจตจำนง】
【บดบังความจริง เปิดเผยความเท็จ】