ที่โต๊ะกินข้าว หลี่ต้าไห่ยกจอกสุราในมือขึ้น เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เหล่าฉี ขอบคุณมากสำหรับบุญคุณที่ช่วยชีวิตหยุนหลางไว้ ในภายหน้า หากมีสิ่งใดที่ท่านต้องการให้ครอบครัวสกุลหลี่ทำให้ พวกเราย่อมรับปากโดยไม่ลังเลและจะทำให้ดีที่สุด”
คนที่อยู่ข้าง ๆ ต่างก็พยักหน้ารับคำพูดของผู้นำครอบครัว จดจำคำพูดเอาไว้ในใจ สิ่งที่เขาพูดคือสิ่งที่พวกเขาคิดไว้เช่นกัน
ฉีสุ่ยจิบสุราในจอก ใบหน้ายิ้มแย้มเต็มไปด้วยความสุข นางเถียนเอาเงินให้ลูกชายออกไปซื้อสุรามาเพิ่มเพราะดูแล้วไม่น่าจะพอดื่ม
เขานั่งมองจอกสุราในมือที่ทำจากไม้ขัดจนเงาและหมดเสี้ยน แกะสลักด้านนอกเป็นดอกไม้ ใช้ได้ทั้งดื่มชาหรือสุรา ดูมีเอกลักษณ์และสวยงาม
สุราหมักมีสีเหลืองอ่อนและมีกากข้าวเจือปน รสชาติพอดื่มได้แม้จะไม่ใช่สุรารสเลิศ
ฉีสุ่ยยกจอกสุราขึ้นจิบ เมื่อน้ำเมาไหลลงคอ รสชาติฝาดเฝื่อนบาดคอ สุราบ้าน ๆ ก็เป็นเช่นนี้
เพราะไม่อยากให้ความตั้งใจของผู้ให้เสียเปล่า เขาจึงยกขึ้บจิบอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม
“น้องต้าไห่ ข้าจะจำคำของเจ้าไว้”
ชายชราเจ้าบ้านยิ้มและยกจอกสุราขึ้นจิบ “เอาล่ะ อย่าเพิ่งสนใจคำพูดข้าเลย เหลาฉี กินข้าวเร็ว อาหารบ้านข้าอร่อยทุกอย่าง”
ก่อนที่ฉีสุ่ยจะได้เอ่ยอะไร หยุนซีก็หยิบขวดสุราบนโต๊ะออกมาถือไว้ “ท่านปู่ ท่านปู่ฉี ดื่มให้น้อยหน่อยดีกว่าเจ้าค่ะ สุราไม่ดีต่อสุขภาพ”
ชายชรามองหน้าหลานสาว ยิ้มน้อย ๆ แล้วหยิบตะเกียบคีบกับข้าวเข้าปาก “ได้ ๆ ปู่ฟังเจ้า”
ฉีสุ่ยยกจอกขึ้นจิบอย่างเสียดาย อนิจจา เจ้าเด็กน้อยเอาขวดสุราไปเสียแล้ว จำใจคีบอาหารกินแทนอย่างขัดใจ
เห็นอาการไม่ค่อยสบอารมณ์ของท่านปู่ตรงหน้า หยุนซีก็แอบปิดปากหัวเราะ จากนั้นก็ใจดีคีบอาหารใส่ชามให้กับผู้เฒ่าทั้งสอง “ท่านปู่ฉี ลองชิมดูสิเจ้าคะ ปลาต้มผักกาดดองของท่านย่าอร่อยที่สุด”
สามแสบประจำบ้านเห็นเช่นนั้นก็เริ่มทำเลียนแบบ
“ท่านปู่ฉี กินอันนี้สิขอรับ”
“ท่านปู่ฉี ข้าคีบให้ขอรับ”
“ท่านปู่ฉี กินเยอะ ๆ ขอรับ”
“ท่านปู่ฉี กุ้งย่างเนื้อเด้งหวานอร่อย แกะเปลือกออกแบบนี้ จิ้มน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของท่านย่า เอาเข้าปาก อื้ม….อร่อย ลองดูนะเจ้าคะ”
“ปลาย่างฝีมือซีซีก็อร่อยเช่นกัน เอาปลาไปหมักทิ้งไว้สักพักแล้วเสียบไม้ย่างไฟอ่อน ๆ บนเตา กลิ่นหอมกินอร่อยจนแทบกลืนลิ้นเลยขอรับ ไว้วันหลังพวกเราจะทำให้ท่านชิม”
มองพวกเด็ก ๆ ที่ต่างแย่งกันเอาใจ ฉีสุ่ยไม่ได้รู้สึกรำคาญเหมือนเด็กคนอื่นที่เคยเจอมา
“ได้สิ คราวหน้าปู่ฉีจะลองชิมฝีมือซีซีตามที่พวกเจ้าบอก” เขาตอบพร้อมกับมองสายตาคาดหวังของคนทั้งโต๊ะที่จ้องมา
ในชามที่มีกับข้าวพูนสูงประกอบไปด้วย ปลาต้มผักกาดดองชิ้นหนึ่งที่รสชาติเปรี้ยวเผ็ดแต่กลมกล่อม กุ้งย่างเนื้อเด้งแน่น เครื่องในตุ๋นที่อ่อนนุ่มแต่เคี้ยวหนึบ ปลาต้มเผ็ดกับไส้ที่รสจัดจ้าน ข้าวต้มข้น ๆ หอม ๆ ……
อาหารมื้อนี้ของบ้านหลี่ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ แม้จะไม่ใช่อาหารที่ดูวิจิตรหรูหรา แต่ก็แตกต่างและไม่เหมือนใคร
“อื้ม…..อร่อยมาก”
ทุกคนกินมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อย เด็กแสบสามคนเริ่มใช้ตะเกียบแย่งกันคีบอาหารบนโต๊ะเช่นเคย
ฉากอันคุ้นตาปรากฏขึ้นอีกครั้ง นานมากแล้วที่ไม่มีบรรยากาศแบบนี้ ทุกคนรู้สึกว่าอาหารช่างหอมกรุ่นและอร่อยกว่าที่เคย
หยุนซีกล่าวเตือน “พวกพี่กินกันช้า ๆ หน่อย เดี๋ยวจะติดคอ”
เมื่อเห็นว่ามือของพวกเขาที่เคลื่อนไหวอยู่เริ่มขยับช้าลง เด็กหญิงตัวน้อยจึงหยิบกุ้งที่อาเล็กแกะเปลือกให้ขึ้นกินอย่างมีความสุข
อาหารบางอย่างเผ็ดจนต้องกินไปสูดน้ำมูกไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเร็วในการกินของแต่ละคนลดลงเลย
สมาชิกในบ้านผลัดกันคีบกับข้าวให้ฉีสุ่ย ความสูงของกับข้าวในชามไม่มีลดมีแต่เพิ่ม ทำให้ฉีสุ่ยรู้สึกอบอุ่นในหัวใจจริง ๆ
เขาผู้ที่พเนจรไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ในชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกอยากจะลงหลักฐาน ณ ที่แห่งนี้
บ้านสกุลหลี่มีแต่ความรักความอบอุ่นที่ทำให้ผู้คนอยากเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่แสนสุขเฉกเช่นในครอบครัวนี้
ฉีสุ่ยทำตัวเหมือนวัยเดียวกัน พูดคุยหยอกล้อเล่นหัวกับสามแสบประจำบ้าน อาหารที่ถูกปรนเปรอโดยเด็กทั้งสามก็อร่อยจนทำให้กินไม่หยุด บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและสุขสันต์
หลังกินมื้อเย็นเสร็จ ปรากฏว่าฉีสุ่ยกินข้าวหมดไปสามชามจนแน่นท้องไปหมด นางเถียนกลับยังเป็นกังวลกลัวแขกจะกินไม่อิ่ม “เหล่าฉี ท่านกินอิ่มรึไม่ ถ้าไม่อิ่มข้าจะไปทำอย่งอื่นมาให้กิน”
“ข้าอิ่มแล้วน้องสะใภ้ ขอบใจเจ้ามาก ซีซี ปู่ฉีขอน้ำซานจาสักชามสิ” ชายชราที่นั่งเอนหลังอย่างสบายใจเอ่ยตอบ
ชายชราไม่รู้สึกอายแต่อย่างใดที่เขากินเยอะดื่มเยอะ เพราะเร่งรีบเดินทางทำให้ไม่ได้กินอาหารอิ่มท้องสักเท่าไหร่ ยามนี้มีโอกาสได้กิน ย่อมไม่มีทางเกรงใจ
เด็กน้อยวิ่งเข้าไปในครัวแล้วยกชามน้ำซานจามายื่นให้ “ท่านปู่ฉี น้ำซานจาเจ้าค่ะ”
“เด็กดี ขอบใจนะ ซีซี”
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าหยุนหลางกลับมาแล้ว โดยเฉพาะก๊วนเพื่อนที่ออกไปเล่นด้วยกันคืนเกิดเหตุ สามแสบเลยอยากจะออกไปหาและแจ้งข่าวพร้อมกับแสดงตัวให้พวกเขาหายกังวล
หนิงเฉิงที่ยืนอยู่ด้านหลังหยุนซีเอ่ยถาม “ซีซี พวกเราจะออกไปเล่นข้างนอก เจ้าจะไปด้วยไหม?”
ไม่รู้ว่าวันนี้พวกเขาจะออกไปเล่นอะไรแผลง ๆ อีกหรือเปล่า
“ข้าไม่ไป อย่าไปเล่นอะไรพิเรนท์จนเกิดเรื่องอีกเล่า” หยุนซีทำได้แค่เตือนให้ระวังตัวเท่านั้น
เห็นน้องสาวปฏิเสธ หยุนหลางก็หันไปขออนุญาตกับชายชรา “ท่านปู่ พวกข้าขออุญาตออกไปเล่นกับเพื่อนนะขอรับ”
“ได้ ไปเถอะ อย่าให้เกิดเรื่องหรือเจ็บตัวกลับมา มิเช่นนั้นข้าจะลงโทษพวกเจ้า”
“เข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณท่านปู่” ทันทีที่ได้ยินเสียงสวรรค์ พวกเขาก็วิ่งหายไปในพริบตา
ส่วนจิ้งชูและหยุนไป่ก็กลับไปจัดห้องและทำเตียงฟางนอนเพิ่มสำหรับแขก ก่อนจะนั่งทบทวนบทเรียนกันสองคนเงียบ ๆ
ใต้ต้นทับทิม พวกผู้หญิงก็หยิบผ้าคาดหัวที่ครอบครัวคิดจะทำเป็นการค้าขึ้นมาทำอีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักไปพักหนึ่ง
จิ้งชูกับจิ้งเหอ หยิบเครื่องมือไปนั่งที่มุมหนึ่งใกล้ เริ่มเหลาไม้ให้เนียนเตรียมไว้ประกอบเครื่องเรือน หยุนซีที่แนะนำให้ประกอบเตียงไม้ ซึ่งเตียงหลังแรกที่ทำถูกใจคนทั้งบ้านมาก เธอจึงวางแผนจะเปลี่ยนจากเตียงฟางเป็นเตียงไม้ให้หมดทุกห้อง ทุกคนจะได้นอนสบาย ๆ
หลี่ต้าไห่จิบน้ำชาใบโป้เหอในมือ “เหล่าฉี ท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป กลับบ้านรึ?”
ฉีสุ่ยไม่แม้แต่ลืมตายามตอบคำถาม “ข้าไม่มีบ้านให้กลับ”
ทุกคน : “………”
แล้วคนในครอบครัวล่ะ? ญาติพี่น้อง?
พอนึกถึงสิ่งที่หยุนหลางเล่าให้ฟังก่อนหน้าก็เข้าใจ ฉีสุ่ยตัวคนเดียว เดินทางเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ ค่ำไหนนอนนั่น ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ทุกที่ในโลกก็คือบ้าน บ้านของเขาก็คือโลกกว้างใบนี้
ในเมื่อฉีสุ่ยไม่มีบ้าน พวกเขาก็พร้อมจะเป็นบ้านให้กับเขา รับเข้ามาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวด้วยความเต็มใจยิ่ง
ฉีสุ่ยเห็นทุกคนเงียบไปก็ลืมตาขึ้นมอง “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าร่อนเร่เสียจนชินแล้ว”
“เหล่าฉี หากท่านไม่รังเกียจว่าบ้านเราเล็กและซอมซ่อ ท่านก็อยู่ที่นี่กับพวกเราเถิด อย่าไปร่อนเร่อีกเลย พวกเราจะดูแลท่านเอง”
“ข้าก็อยากจะอยู่นะ แต่……”
คนอื่น ๆ ไม่มีข้อโต้แย้งและคิดไปในทิศทางเดียวกัน “ท่านลุง เด็กที่บ้านต่างไปร่ำเรียนเขียนอ่าน บ้านเรากำลังจะทำการค้าใหม่ ท่านไม่ต้องกังวลว่าเราจะมีปัญหาเรื่องเงินทอง อยู่ที่นี่กับพวกเราเถิดขอรับ”
“รอเด็กสามคนนั้กลับมาก่อน ค่อยคุยกันอีกทีว่าจะจัดการอย่างไรจึงจะดีที่สุด”
รอเด็ก ๆ มาพูดคุยร่วมกัน? ครอบครัวนี้ช่างขยันสร้างความประหลาดใจเสียจริง
เสียงพูดคุยใต้ต้นทับทิมยังคงดำเนินต่อไป
เมื่อตะวันลาลับ จันทราก็สาดส่อง
แสงจันทร์ที่ลอดลงมาตามช่องว่างของใบทับทิมวับวาวราวแสงของหิ่งห้อย
ยามลมพัดใบก็แกว่งไกวไปมาทำให้เกิดเสียงเบา ๆ
ฉีสุ่ยซึมซับบรรยากาศสงบร่มเย็น ตัดสินใจแล้วว่าจะหยุดร่อนเร่และลงหลักปักฐานอาศัยอยู่กับครอบครัวนี้