เสียงะเิก้องกังวานจากฐานทัพอสูรยังคงสะท้อนอยู่ในหูของทุกคนแผ่นดินะเืเลื่อนลั่นราวกับโกรธาเปลวเพลิงสีแดงฉานขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าตามมาด้วยกลุ่มควันดำทะมึนที่พุ่งสูงเสียดฟ้าราวกับเสาอสูรที่ทิ่มแทงก้อนเมฆเสียงะเิยังคงดังตามมาแ่ๆ แม้จะอยู่ห่างไกลแต่แรงสั่นะเืยังคงมาถึงด่านซีเหมิน ทำให้ทุกคนรู้สึกได้
รองแม่ทัพ หลี่เหวินหง ซึ่งก่อนหน้านี้ยังมีความกังวลถึงภัยคุกคามถึงกับขยี้ตาหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้ฝันไป ส่วนรองแม่ทัพ จางเสี่ยวหลิง ผู้ที่เคยต่อสู้ร่วมกับเอี้ยเสวียนมาถึงกับหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก “ฮ่าๆๆๆ! ข้าเชื่อแล้ว!ข้าเชื่อแล้วว่าไอ้เด็กบ้านี่ชอบเล่นใหญ่! ไม่มีใครรู้จักพ่อดีเท่าลูก!ถึงมีคำเตือนในรายงานว่า ‘ให้มันเพลาๆ มือหน่อย อย่าเล่นใหญ่ไปซะหมด’แต่ก็ยังทำถึงขนาดนี้! ไอ้เด็กบ้าเอ้ย!”
ทหารนายหนึ่งที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพลู่เส้าเทียนกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ “ท่านแม่ทัพครับเรายังจะต้องแกล้งทำเป็พ่ายแพ้เพื่อล่อให้อสูรเข้ามาในช่องเขาตามแผนเดิมอีกหรือเปล่าครับ?”
แม่ทัพลู่ หันขวับดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังเปลวเพลิงสีแดงฉานที่พวยพุ่งขึ้นฟ้าไกลๆก่อนจะตวาดกลับไป “เ้าว่ายังไงละ? หัดใช้สมองบ้าง!”
ในขณะนั้นเอง เอี้ยเสวียน ที่วิ่งหน้าตั้งมาจนแทบจะหมดแรงเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเปื้อนเขม่าดินปืนเมื่อเห็นแม่ทัพลู่ก็ราวกับเห็นพระเ้า เขารีบะโสุดเสียง “แม่ทัพลู่! ช่วยด้วย!พวกมันกำลังตามมา!”
แม่ทัพลู่ไม่รอช้า สั่งการทันที “ทหาร! ยิงธนู!ถ่วงเวลาพวกอสูรเอาไว้!” เสียงธนูพุ่งแหวกอากาศนับพันดอกพุ่งตรงไปยังกองทัพอสูรที่กำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิดเป็การชะลอความเร็วในการไล่ล่าได้บ้างเพียงชั่วครู่ “ถอยทัพ! ถอยไปด้านหลัง!ล่อพวกมันเข้ามาในเส้นทางสังหาร!” แม่ทัพลู่สั่งการเสียงดังก้อง
กองทัพอสูรที่บ้าคลั่งจากการทำลายฐานทัพของพวกมันพุ่งทะยานเข้ามาในเส้นทางที่กำหนดไว้ด้วยความเร็วเต็มพิกัด โดยไม่ทันระวังตัว
ทันทีที่กองทัพอสูรเข้ามาในบริเวณที่กำหนดเสียงะเิขนาดใหญ่ก็ดังกึกก้องขึ้นทางด้านหลังนั่นคือกองทัพฝ่ายขวาที่นำโดยรองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงได้ทำการ ปิดทางหนี ของอสูรได้อย่างสมบูรณ์แบบในขณะเดียวกัน กองทัพฝ่ายซ้ายที่นำโดยรองแม่ทัพหลี่เหวินหง ก็ได้ทำการ โยนถังน้ำมันจำนวนมากลงมาจากหน้าผาทั้งสองข้าง น้ำมันจำนวนมหาศาลไหลท่วมบริเวณช่องเขาอย่างรวดเร็ว
แม่ทัพลู่ไม่รอช้า เงื้อธนูเพลิงขึ้นเล็ง ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไปแสงเพลิงพุ่งตรงเข้าใส่แอ่งน้ำมันที่ท่วมอยู่เบื้องล่าง เปลวไฟลุกโชนขึ้นทันที แผดเผากองทัพอสูรที่ติดอยู่ในกับดักมรณะเสียงกรีดร้องโหยหวนของอสูรดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาเปลวเพลิงสีแดงส้มกลืนกินพวกมันอย่างรวดเร็ว อสูรมากกว่า 10,000ตัว ถูกเพลิงนรกเผาผลาญจนมอดไหม้ไปในพริบตา
แต่ทว่าเพลิงสงบลงได้ไม่นาน เสียงแหลมสูงของ นางพญามดอัคนี ที่กรีดร้องด้วยความโกรธแค้นและเสียงคำรามลั่นของ เทวบุตรจากยมโลก ที่เปี่ยมไปด้วยโทสะ ก็ดังก้องไปทั่วหุบเขา“บังอาจนัก! กล้าทำลายฐานทัพของข้า! พวกเ้าจะต้องชดใช้!”พลังปีศาจสีดำสนิทพวยพุ่งจากร่างของเทวบุตรจากยมโลกเขารับรู้ได้ถึงความสูญเสียครั้งใหญ่ และความบ้าคลั่งก็เข้าครอบงำ
แม่ทัพลู่หันกลับไปที่กำลังพลที่เหลือ "ถอยทัพ!ถอยเข้าไปในด่านซีเหมิน! ใช้กำแพงอักขระเป็แนวป้องกัน!"กำลังพลของมนุษย์ถอยร่นอย่างรวดเร็ว โดยมีเอี้ยเสวียนและสหายรวมถึงกองกำลังเสริมจากอาณาจักรที่นำโดยแม่ทัพจ้าวเป็กำลังสำคัญการถอยครั้งนี้ไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่เป็การ เชื้อเชิญ เหล่าอสูรให้ก้าวเข้าสู่กับดักที่เตรียมไว้
นอกด่านซีเหมินออกไปราวสิบกว่าลี้ คือ ทุ่งหินกาฬ พื้นที่โล่งกว้างที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ภายใต้ผืนดินนั้นคือ ค่ายกลอัสนีบาตไร้สิ้นสุด ที่เอี้ยเสวียนออกแบบและให้แม่ทัพลู่จัดวางกำลังอย่างลับๆเมื่อกองทัพอสูรภายใต้การนำของเทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีพุ่งเข้าสู่ค่ายกลทันใดนั้น! ท้องฟ้าเหนือทุ่งหินกาฬก็มืดครึ้มอย่างฉับพลันเสียงคำรามของสายฟ้าดังสนั่นกึกก้อง ลำแสงสีฟ้าอมม่วง พุ่งลงมาจากฟากฟ้าราวกับอัสนีบาตนับพันสายพุ่งเข้าใส่กองทัพอสูรอย่างไม่เลือกหน้า
อสูรระดับต่ำ หุ่นเชิด และ ครึ่งคนครึ่งอสูร ที่มีพลังต้านทานน้อยทรุดลงกับพื้นทันทีร่างกายของพวกมันกระตุกเกร็งด้วยกระแสไฟฟ้าก่อนจะไหม้เกรียมเป็เถ้าถ่านในพริบตาเสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วทุ่งหินกาฬ ค่ายกลนี้มีอำนาจทำลายล้างมหาศาลชำระล้างกองทัพอสูรได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม อสูรระดับสูงขั้นที่ 6 ขึ้นไป แม้จะได้รับาเ็อย่างหนัก ิัไหม้เกรียมหรือแขนขาบางส่วนขาดหายไป แต่พวกมันก็ยังคงมีกำลังในการต่อสู้หอบหายใจอย่างหนักพร้อมกับคำรามด้วยความเ็ป เทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีแม้จะััได้ถึงพลังทำลายล้างของค่ายกล แต่ด้วยความโกรธแค้นที่สั่งสมมาพวกมันกลับยิ่งบ้าคลั่งยิ่งขึ้นพลังปีศาจสีดำสนิทพวยพุ่งจากร่างของเทวบุตรจากยมโลกนางพญามดอัคนีเองก็แผ่คลื่นจิตที่รุนแรงเพื่อพยายาม ทำลายแกนค่ายกล และ เปิดทางให้กองทัพอสูรที่เหลือรอดบุกเข้ามาภายในด่านซีเหมิน พวกมันเข้าใจดีว่าหากค่ายกลนี้ยังทำงานต่อไปกองทัพอสูรของพวกมันจะต้องถูกทำลายจนหมดสิ้น
ในขณะที่การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดกลางทุ่งหินกาฬท่ามกลางประกายสายฟ้าและเสียงคำรามของอสูรก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากเงามืดของป่าทึบ... โจวิซือ!
ผู้ทรยศมนุษย์ที่หายไปนานปรากฏกายขึ้นด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่น่าขนลุก ใบหน้าซีดขาวที่อยู่ในชุดคลุมสีดำดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเต็มไปด้วยความมืดมิดและพลังงานปีศาจรอบกายของเขาแผ่กลิ่นอายแห่งความตาย เขาคือผู้ที่หลบหนีออกจากอาณาจักรเพราะโกรธแค้นที่คิดว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรมและความทะเยอทะยานที่ผิดปกติจนถูกล่อลวงด้วยพลังลึกลับของจอมมารและบัดนี้ด้วยพลังในการบวงสรวงกระดูก 5 ชิ้นจาก 8 ชิ้นของเทพเ้าปีศาจโบราณ ที่ทำให้เขามีพลังเหมือนกับผู้ฝึกปราณขั้น ปฐีขั้นต้นบัดนี้ร่างกายของเขาเปล่งพลังอันชั่วร้าย เส้นเืดำทมิฬปรากฏชัดเจนใต้ิั
"คิดว่าจะหยุดข้าได้ง่ายๆ งั้นรึ?" โจวิซือกล่าวเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน พลางยกมือขึ้นช้าๆปรากฏ ฝ่ามือพลังงานสีดำทมิฬขนาดใหญ่ กำลังผนึกเป็แรงกดดันลงมาที่กองทัพของด่านซีเหมินพลังงานสีดำมืดมิดพวยพุ่งออกจากร่างของเขา เปลี่ยนบรรยากาศรอบกายให้หนาวเย็นจัดหินที่อยู่ใกล้เขาเริ่มแตกร้าวและกัดกร่อนพร้อมกับเสียงคำรามก้องกังวานจากป่าทึบใกล้เคียงราวกับมีสิ่งชั่วร้ายนับพันกำลังเคลื่อนไหวในเงามืด
"โจวิซือ!" แม่ทัพลู่ ะโด้วยความโกรธ"เ้าผู้ทรยศ! กล้ามาปรากฏหน้าอีกครั้ง!"
โจวิซือหัวเราะเสียงแหลม "ทรยศ? ข้าเพียงแค่เลือกข้างที่ชนะเท่านั้น แม่ทัพลู่ เ้าคิดว่าค่ายกลเล็กๆนี่จะหยุดพลังแห่งยมโลกได้งั้นรึ? วันนี้เ้าจะได้เห็นพลังที่แท้จริงของข้า!" เขายกมือขึ้นสูงและะโด้วยเสียงที่แหบแห้งราวกับใบไม้แห้ง "มาเถอะ! ลูกหลานแห่งความมืด!แสดงพลังอันยิ่งใหญ่ของพวกเ้า!"
และแล้ว าาอสูรขั้นที่ 7 จำนวนกว่าร้อยตัวร่างกายใหญ่โตกำยำเหนืุ์ทั่วไปถึงสามเท่า ิัเป็สีดำคล้ำราวกับเหล็กกล้ามเนื้อนูนโปนเป็ก้อนใหญ่ ดวงตาแดงก่ำเหมือนลูกไฟ เขี้ยวใหญ่ยื่นออกมานอกปากพลังปีศาจแผ่ซ่านอย่างน่ากลัว ก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืดของป่าเสียงกรีดร้องโหยหวนของาาอสูรเหล่านี้ดังก้องไปทั่วทุ่งหินกาฬ"เราได้กลิ่นเืมนุษย์! เราหิวมานานแล้ว!""วันนี้จะเป็วันสังหารใหญ่! เราจะกินเนื้อของพวกเ้าให้หมด!""ไม่มีใครรอด! ทุกคนจะตาย!"
พวกมันพุ่งตรงเข้าสู่แนวรบมนุษย์อย่างไม่เกรงกลัวสายฟ้าจากค่ายกลิัหนาของาาอสูรขั้นที่ 7 ต้านทานสายฟ้าได้ระดึงหนึ่งแม้จะเ็ป แต่ก็ไม่ถึงกับตาย าาอสูรเหล่านี้ถูกเรียกมาด้วยพลังของโจวิซือทำให้สถานการณ์พลิกผันอย่างฉับพลันกำลังพลของมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายครั้งใหญ่ยิ่งกว่าที่เคย!
"ไม่ดี!"รองแม่ทัพหลี่เหวินหงะโเตือนด้วยเสียงที่แหบแห้ง "าาอสูรขั้นที่ 7!พวกมันทะลุผ่านค่ายกลได้แล้ว!"
เสียงกรีดร้องของทหารผสมปนเปกับเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวของฝูงอสูรท้องฟ้าเหนือด่านซีเหมินเต็มไปด้วยควันและเปลวไฟสะท้อนแววตาที่เปี่ยมด้วยความโกรธแค้นของาาอสูรที่กำลังพุ่งตรงเข้ามายังกำแพงเมือง
"จัดแถวป้องกัน! อย่าให้มันเข้ามาใกล้!"รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงสั่งการด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แต่ยังคงมั่นคงมือกำดาบแน่น จนข้อนิ้วขาวซีด
กองทัพอสูรใต้การนำของเทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีบุกทะลุเข้ามาอย่างไม่ลดละโจวิซือยืนอยู่ท่ามกลางฝูงาาอสูรขั้นที่ 7 หลายสิบตัวใบหน้าเขาเ็าราวกับน้ำแข็ง แต่ในดวงตากลับเผยให้เห็นแววความพึงพอใจอย่างมาก
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงและรองแม่ทัพหลี่เหวินหงผู้มีพลังการฝึกปรือถึงขั้นปฐี กระโจนออกไปรับมือกับโจวิซือด้วยความเดือดดาลแม้จะรู้ดีว่าเขาแข็งแกร่งกว่ามาก
"โจวิซือ!เ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เ้าทำวันนี้!" จางเสี่ยวหลิงะโด้วยความโกรธพลังปฐีถูกปลดปล่อยออกมา ทำให้พื้นดินรอบตัวเธอสั่นะเื
แม่ทัพลู่ ผู้มีพลังในขั้นปราณมนุษย์ยืนอยู่บนกำแพงด่านพร้อมดาบยาวในมือแม้จะรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าแต่ในสายตาของเขากลับไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
"ทหารทั้งหลาย!วันนี้เราจะแสดงให้ศัตรูเห็นว่าจิติญญาของมนุษย์แข็งแกร่งเพียงใด!"เขาะโเสียงดัง ส่งเสียงสะท้อนไปทั่วกำแพงเมือง
เทวบุตรจากยมโลกและนางพญามดอัคนีพุ่งตรงเข้ามายังแม่ทัพลู่ร่างกายทั้งสองเปลี่ยนพลังมืดและเปลวไฟสีแดงเข้มรองแม่ทัพหลิวไป๋และรองแม่ทัพเหวินจิ้นร่วมมือกันรับมือกับคลื่นของาาอสูรขั้นที่7 ที่บุกเข้ามาไม่หยุดหย่อน
เสียงการปะทะกันของพลังเวทมนตร์และคมอาวุธดังก้องไปทั่วสมรภูมิแสงแวบวับจากการต่อสู้ทำให้ท้องฟ้าเปลี่ยนสี ฝุ่นและหินก้อนใหญ่ถูกเป่าปลิวไปมา
ในขณะเดียวกัน บนกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านอักขระป้องกันต่างๆทำงานเพื่อช่วยหยุดยั้งการจู่โจมของเหล่าอสูรแสงอักขระที่วูบวาบเป็ประกายจากการปกป้องและจู่โจมออกไปทำให้กำแพงเมืองยังสามารถต้านทานเหล่าฝูงอสูรได้
เอี้ยเสวียนวิ่งขึ้นมาพร้อมกับหัวหน้านักจารึกอักขระและหัวหน้านักหลอมอาวุธทั้งสองคนหอบเอาชิ้นส่วนของอาวุธขนาดใหญ่ขึ้นมาด้วยอย่างทุลักทุเล
จิวฮุย หัวหน้านักจารึกอักขระและหัวหน้านักหลอมศาสตราหัวหน้าเจิ้งจวิ้นกำลังเร่งมืออย่างหนัก ใบหน้าเปื้อนเหงื่อ แต่แววตายังคงมุ่งมั่นมือสั่นเครือจากความเหนื่อยล้า แต่ไม่เคยหยุดการทำงานแม้วินาทีเดียว
พวกเขาประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ที่เอี้ยเสวียนออกแบบไว้จนกลายเป็หน้าไม้ขนาดมหึมาที่สูงกว่าสอง่คน กว้างเท่าประตูั์ ชื่อว่า"หน้าไม้พิฆาตอสูร"
หน้าไม้นี้สร้างจากเหล็กกล้าที่หลอมรวมกับแร่เวทมนตร์หายากใช้เวลาสร้างมาหลายเดือน น้ำหนักกว่าช้างตัวหนึ่งแต่ด้วยพลังเวทมนตร์จึงใช้งานได้อย่างลื่นไหล ทั่วทั้งคันจารึกด้วยอักขระเสริมกำลังและอักขระต้านทานเวทมนตร์แต่ละอักขระเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนวาบไปมา
ธนูที่ใช้เป็ธนูเหล็กขนาดมหึมา ยาวกว่าสิบฟุต หนาเท่าแขนผู้ใหญ่ตัวธนูกลวงบรรจุตะปูเล็กๆ นับพันดอก แต่ละดอกเท่านิ้วก้อย แต่แหลมคมกว่าเข็มจารึกด้วยอักขระวายุหมุนที่จะทำให้ตะปูหมุนวนด้วยความเร็วสูงเมื่อถูกยิงออกไป
ส่วนปลายธนูจารึกด้วยอักขระะเิ อักขระไฟ และอักขระอัสนีเมื่อธนูพุ่งชนเป้าหมาย อักขระทั้งหมดจะทำงานพร้อมกันสร้างการะเิที่รุนแรงพอทำลายหินใหญ่ได้
"เสร็จแล้ว!"จิวฮุยะโด้วยความตื่นเต้นปนความโล่งใจ เขาเร่งบรรจุธนูเข้าสู่หน้าไม้แสงจากอักขระบนคันธนูและตัวธนูส่องแสงวาบๆ
เขาหันไปมองสมรภูมิข้างนอกที่เต็มไปด้วยเสียงคำรามของอสูรและาาอสูรหัวใจเต้นรัวด้วยความกลัว แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"เอี้ยเสวียน...หวังว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นจะช่วยเหลือทุกคนได้..." เขาพึมพำด้วยความห่วงใย
เอี้ยเสวียนมองไปยังสมรภูมิที่กำลังปะทุด้วยการต่อสู้อันเดือดดาลเขารู้ดีว่าความหวังของทุกคนขึ้นอยู่กับอาวุธชิ้นนี้ หัวใจเต้นแรงแต่สายตายังคงมั่นคง
"ข้าเชื่อมือเ้า จิวฮุย"เขาพูดด้วยเสียงที่แน่วแน่ "มาเริ่มกันเถอะ"