“ท่านหญิง จำกระหม่อมได้หรือไม่ ?”
มาแล้วสินะคำทักทายกึ่งประลองปัญญาที่นางพบบ่อยที่สุด
“เราเคยพบกันที่ต้าเยว่” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างสุภาพ ฟู่เจี่ยอีเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งก็พยักหน้ารับ รอยยิ้มบางยังประดับอยู่บนใบหน้าอย่างพอเหมาะ
“ท่านทูตจูเชวสง่างามโดดเด่น.. เจี่ยอีจะกล้าลืมได้อย่างไร” เสียงหวานเอ่ยนิ่ง คำพูดสรรเสริญ แสดงไมตรีอย่างพอเหมาะตามที่เคยได้รับการสั่งสอนมาทุกประการ ทำให้ชายหนุ่มผู้ถูกจดจำได้หัวเราะแผ่วพลิ้วอย่างพอใจ
“ท่านหญิงความจำเป็นเลิศนัก ครานั้นกระหม่อมยืนอยู่ในกลุ่มทูตจากต่างแคว้นนับสิบไกลๆ เป็นเพียงคนไม่สำคัญเท่านั้น ไม่นึกว่าท่านยังสังเกตพบได้”
“ท่านทูตสู้อุตส่าห์เดินทางไกลเพื่อนำมิตรภาพจากแคว้นลู่ไปมอบให้.. จะกล่าวว่าไม่สำคัญได้อย่างไร”
ขณะที่บุรุษผู้หนึ่งกำลังถูกคำพูดตามมารยาทของหญิงงามล่อลวงให้หลงใหล อีกคนที่ลอบฟังอยู่ไม่ไกลก็กำลังร้อนใจขึ้นเรื่อยๆโดยไร้สาเหตุ สง่างามโดดเด่นเอย คนสำคัญเอย ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกรู้สึกว่าโต๊ะตรงหน้าเริ่มขวางหูขวางตาขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านแม่ทัพ ข้ามีคำถามอยากขอความเห็นสักครั้ง” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยเสียงแผ่วเบา อย่างเกรงอกเกรงใจ ทว่าเนื่องจากนางเป็นคนแรกที่พูดกับเขา โม่เจี้ยนจึงอดมองนางเพิ่มอีกครั้งไม่ได้
สตรีตรงหน้ารูปร่างเล็กบางอรชร ท่าทางทั้งอ่อนหวานและขี้อาย ทั้งใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือแดงก่ำ แต่แม้กระนั้นกลับกล้าเอ่ยวาจากับเขาได้
“คราก่อนข้าได้เก็บแมวน้อยตัวหนึ่งมา ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสัตว์อสูรที่เล็กมากจนพูดภาษามนุษย์ไม่ได้ ข้าไม่ต้องการทำพันธะกับมัน เพียงต้องการช่วยมันตามหาครอบครัวเท่านั้น แต่กลับไม่อาจสื่อสารกับมันได้ ให้สัตว์อสูรตนอื่นพูดคุยด้วยมันก็แสดงท่าทางหวาดกลัวอย่างหนัก…. ท่านแม่ทัพผู้มีอำนาจเหนือสัตว์อสูรทั้งหลาย หากเป็นท่านอาจจะทำให้มันยินยอมพูดจา วันนี้ข้าพามันมาด้วย ไม่ทราบท่านแม่ทัพพอจะสละเวลาเพื่อทำกุศลคราวนี้ร่วมกับข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ?”
โม่เจี้ยนมองหน้าหญิงสาวนิ่ง ราวกับขบคิดอะไรบางอย่าง หญิงสาวที่ถูกจ้องมองเริ่มดีใจ ขณะที่บิดาที่พานางมาเริ่มเอ่ยปากขึ้นบ้างอย่างมีความหวัง
“หลิวหลิงนางรักสัตว์เช่นนี้ เห็นสัตว์หลงทาง สัตว์บาดเจ็บเป็นไม่ได้ มักจะมาเลี้ยงจนเต็มจวนไปหมด ช่างเกินทนจริงๆ”
“เจ้า.. ชื่ออะไรนะ ?”
“ผู้น้อยเสิ่นหลิวหลิงเจ้าค่ะ” ร่างเล็กบิดตัวย่อกายลงอย่างอ่อนหวาน ดวงตากลมช้อนขึ้นสบตาสีฟ้าซีดราวกับลูกกวางที่อยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเสหลบไปอีกด้านราวกับเขินอาย
กระบวนท่านี้ใช้ได้ผลมาตลอด ขอเพียงอีกฝ่ายเป็นบุรุษ ไม่ว่ารายไหนก็ย่อมต้องใจอ่อนให้มารยาเล่มนี้ของนาง
“อ้อ แม่นางเสิ่น” โม่เจี้ยนเอ่ยทวนชื่อนางด้วยน้ำเสียงแช่มชื่น “เรื่องแมวข้าไม่ชำนาญนัก ทว่า… ข้าบังเอิญรู้จักผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง…
“ไม่สู้เจ้าลองปรึกษาท่านหญิงฟู่ดูหน่อยดีหรือไม่ นางมีสายเลือดวิฬารทมิฬเชียวนะ” โม่เจี้ยนเอ่ยเปิดเผยชาติกำเนิดของนางออกมา ด้วยอารมณ์หงุดหงิดบางอย่าง เขาต้องการจะดูว่า หากคนเหล่านั้นทราบว่านางเป็นครึ่งอสูร นางยังจะสามารถดึงดูดบุรุษเหล่านั้นได้อีกหรือไม่
“ท่านหญิงฟู่ ..เป็นครึ่งอสูรหรือ ?” เสียงฮือฮาในท้องพระโรงแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฟู่เจี่ยอีชะงักร่างนิ่งตั้งแต่ได้ฟังคำพูดประโยคนั้นของโม่เจี้ยนแล้ว
ยิ่งรับรู้ว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้าสายตา หน้ากากแห่งความสุภาพที่สวมไว้ก็เริ่มแตกร้าว โม่เจี้ยนมองสีหน้าซีดขาวของฟู่เจี่ยอีอย่างรู้สึกผิด ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะเข้าไปช่วยนางไปแก้สถานการณ์ จูเชว่ที่ยืนอยู่ด้านหน้านางกลับก้าวเข้าไปหานางหนึ่งก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีว่า
“บังเอิญจริง น้องสาวข้าก็เป็นครึ่งอสูรเช่นกัน นางมิได้มาร่วมงาน ทว่าหากไม่รังเกียจข้าจะพานางมาพบท่านพรุ่งนี้”
“มารดาข้าก็เป็นครึ่งอสูร” ชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่ยืนมองนางอยู่ไกลๆ มาสักพักก็ก้าวเข้ามาเอ่ยกับนางอย่ากระตือรือร้น “ได้ยินว่าครึ่งอสูรล้วนมีความสามารถทั้งยังหายาก หากมารดาข้าได้พบผู้เลิศล้ำเช่นแม่นางต้องยินดีอย่างมากเป็นแน่”
“จะว่าหายากก็เพราะหาไม่ถูกที่เท่านั้น” บุรุษร่างสูงอีกคนเอ่ย “ในกองทัพของข้ามีครึ่งอสูรอยู่นับสิบตน หากแม่นางฟู่สนใจสามารถไปร่วมพูดคุยกับพวกเขาได้ทุกเมื่อ”
ฟู่เจี่ยอีเฝ้ามองปฏิกิริยาตื่นเต้นยินดีของคนตรงหน้าอย่างงุนงง ที่แท้แคว้นลู่เป็นแคว้นที่ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์อสูรย่อมมีครึ่งอสูรอาศัยอยู่มากมาย เดิมทีพวกเขารู้สึกว่านางสูงศักดิ์จนยากจะเข้าใกล้ ทว่ายามนี้กลับรู้สึกง่ายต่อการคบหามากขึ้นไปอีกขั้น
ฟู่เจี่ยอียิ้มได้อีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มของนางดูจริงใจมากขึ้น หลังจากจุดด่างในใจได้รับการแก้ไข หญิงสาวก็หันมองโม่เจี้ยนอย่างซาบซึ้งใจ .. ขณะที่คนต้นเรื่องกลับทำตัวไม่ถูก ทั้งหงุดหงิดและโล่งใจอย่างประหลาด สุดท้ายก็ผลุนผลันลุกขึ้น ประกาศเสียงดังลั่น
“ข้าเหนื่อยแล้ว.. พวกเจ้าจะสังสรรค์กันต่อก็ตามสบาย”
เจ้าของงานเอ่ยเช่นนี้ยังจะมีผู้ใดเอ่ยอะไรได้ ขันทีชรารีบถลาร่างมาเดินนำร่างของชายหนุ่มไป ฟู่เจี่ยอีเองก็รีบยืนขึ้นเอ่ยปากขอตัวกับเหล่าชายหนุ่มอย่างสุภาพ เงาหลังงดงามนั้นทำให้พวกเขาได้แต่มองตามนางอย่างเหม่อลอย
“ที่แท้แคว้นลู่ก็น่าอยู่ไม่น้อย” ได้ยินเสียงหวานที่เดินตามหลังเขาอยู่เอ่ยอย่างอารมณ์ดี โม่เจี้ยนก็ยิ่งหงุดหงิดใจ
“เฮอะ น่ากลัวสิไม่ว่า ดวงตาแต่ละคนมองพวกเราราวกับเห็นอาหารอันโอชะ น่าขนลุกเกินไปแล้ว”
“เจ้าพูดถึงฝั่งของเจ้าใช่หรือไม่ ส่วนฝั่งของข้า…ข้าว่าพวกเขาก็ดูไม่เลวร้ายเพียงนั้น”
“เช่นนั้นเจ้าก็เลือกเอาสักคนเลยสิ เจ้าว่าแคว้นลู่น่าอยู่มิใช่หรือ ?” น้ำเสียงประชดประชันทำให้หญิงสาวหัวเราะออกมา
“หากมิใช่เจ้าปากเสียเช่นนี้เป็นประจ ข้าคงคิดว่าเจ้าหึงข้าเสียแล้ว”
“เจ้าเอ่ยบ้าอะไร.. ผู้ใดหึงเจ้ากัน ?!” โม่เจี้ยนเอ่ยปฏิเสธเสียงดังลั่น จากนั้นก็นึกงุนงงกับหัวใจของตนเองที่เต้นรัวเร็วขึ้นอีกครั้งอย่างผิดสังเกต
เมื่อถึงทางแยกขันทีและนางกำนัลก็แยกย้ายกันนำทั้งสองไปส่งยังที่พัก โม่เจี้ยนถูกจัดให้พักอยู่ในตำหนักของราชา ในขณะที่ฟู่เจี่ยอีกถูกจัดให้พักอยู่ในอีกตำหนักที่ไม่ไกลกันนัก
ครึ่งชั่วยามต่อมา ขณะที่ฟู่เจี่ยอีเพิ่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าออก กำลังจะเอนกายลงบนเตียงนอน ร่างของโม่เจี้ยนก็พุ่งผ่านประตูห้องของมาอย่างกะทันหัน ทำให้หญิงสาวรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดสภาพล่อแหลมของตนอย่างรวดเร็ว
“เจ้าเข้ามาทำไม… ?”
“ในตำหนักข้าอยู่ไม่ได้ !”
ฟู่เจี่ยอีพิจารณาใบหน้าหล่อเหลาที่แดงก่ำ พร้อมกับเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย หญิงสาวที่ผ่านประสบการณ์ในราชสำนักมาหลายปีก็พอคาดเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
“ข้าว่าเจ้าเรียกเสี่ยวชุยมาเถิด… ต่อให้ไร้ประโยชน์อย่างไรก็ยังนอนหน้าเตียงท่าน คอยเห่าส่งสัญญาณได้” หญิงสาวเอ่ยถึงจิ้งจอกสามหางของโม่เจี้ยนที่ถูกเขาทิ้งไว้ที่แคว้นอวิ๋นด้วยความหมั่นไส้
“อืมม… ข้าเรียกเขามาแล้ว อีกสองสามวันคงมาถึง” โม่เจี้ยนใช้สองมือจัดชุดตัวเอง นั่งลงบนโต๊ะกลางห้องของนาง รู้สึกชื่นชอบบรรยากาศที่อบอุ่นปลอดภัยเช่นนี้มาก
“ข้าขอนอนที่นี่ด้วยคนนะ”
“ไม่ได้ !!” เสียงใสเอ่ยปฏิเสธทันควัน เมื่อเห็นใบหน้าชายหนุ่มสลดลง ก็อดอธิบายเพิ่มเติมไม่ได้ “ที่นี่เล็กมาก มีเตียงเดียวเท่านั้น ท่านนอนไม่ได้” ฟู่เจี่ยอีประเมินจากสภาพแล้ว นี่คงเป็นที่พักของนางกำนัลคนสนิทสักนางเท่านั้น หากมิใช่นางยืนกรานจะเลือกตำหนักที่ใกล้โม่เจี้ยนที่สุด อาจได้ที่พักที่ดีกว่านี้
“เช่นนั้นเจ้าไปไล่.. ให้ข้าหน่อย” โม่เจี้ยนเอ่ยตะกุกตะกัก เขาไม่รู้จะนิยามคนเหล่านั้นว่าอะไรดี
“ช่วยไล่ครั้งหนึ่งจะไล่ได้ตลอดไปหรือ ..ท่านต้องไล่เองสิ”
“ข้าไม่ทำร้ายสตรี อีกทั้งพวกนางมากันเยอะมาก แต่ละคนเสื้อผ้าก็ไม่ใส่ จะให้ข้าทำอย่างไร ?”
เห็นโม่เจี้ยนเอ่ยพลาง ทำท่าขนลุกไปพลาง ฟู่เจี่ยอีก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น ท่าทางมีความสุขบนความทุกข์ของเขาอย่างเต็มที่
“หรือไม่เช่นนั้น เจ้าก็ไปนอนที่ตำหนักกับข้า ?” โม่เจี้ยนทดลองเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกไป
“หึ.. ขออภัยข้ายังมีชื่อเสียงต้องรักษา”
“ไม่ใช่ไม่เคยเสียหน่อย” ชายหนุ่มบ่นเสียงอุบอิบ ทำให้ฟู่เจี่ยอีหมั่นไส้ จนฟาดฝ่ามือลงไปบนอกของเขาอย่างไม่พอใจ ทว่าก็ถูกชายหนุ่มยึดมือเอาไว้ได้ ดวงตาสีฟ้าจางมองจ้องนางอย่างขอความเห็นใจ
“อย่างน้อยก็นอนห้องข้างในตำหนักข้าก็ยังดี นะ..” ดวงตาสีฟ้าซีดจ้องมองนางอย่างอ้อนวอน จนฟู่เจี่ยอีทำใจแข็งต่อไปแทบไม่ไหว ราวกับรับรู้ถึงท่าทีที่อ่อนลง ชายหนุ่มรีบโจมตีความเห็นใจของนางต่อไป
“เจ้าเป็นเพื่อนข้านะ เจ้าทำใจเห็นข้าตกเป็นเหยื่อสตรีพวกนั้นหรือ เจ้าไม่รู้หรอกพวกนั้นน่ากลัวเพียงใด ข้าเพิ่งเอนร่างลงบนเตียง รอบด้านก็ถูกล้อมไว้ ทั้งร่างบาง ร่างเล็ก ร่างอ้วน ครึ่งอสูร หรือแม้แต่จิ้งจอกตัวเมียยังเตรียมไว้พร้อม
แม้จะทั้งขำทั้งสงสารแต่นางก็จำเป็นต้องสั่งสอนให้เขาดูแลตัวเองให้ได้ “บอกไว้ก่อน.. ท่านจะวิ่งหนีได้แค่ครั้งนี้นะ คราวหน้าต้องตวาดไล่ออกไป หากพวกนั้นกล้าขัดก็เรียกทหารมาจับพวกนางไปโบยประหาร หรือลงโทษอะไรสักอย่างก็ได้”
“นั่นมันนิสัยฝ่าบาทของเจ้าใช่หรือไม่…?” เสียงทุ้มเอ่ยทำให้นางชะงักไป
“อย่าเอาเขามาเทียบกับข้า !” โม่เจี้ยนตวาดเสียงไม่พอใจ เขาไม่ชอบความคิดที่นางอยากให้เขาเป็นเหมือนบุรุษผู้นั้น เพราะนั่นหมายถึงว่านางชอบบุคลิกของเจ้านั่นมากกว่าเขา
ทว่าฟู่เจี่ยอีกลับเข้าใจไปว่า โม่เจี้ยนยังคงแสลงใจที่ศิษย์น้องของตนไปหลงรักเยว่เทียนหงจึงรู้สึกผิดที่จี้จุดบาดเจ็บของเขาโดยไม่ตั้งใจ
“เอาเถอะ ไปนอนตำหนักของเจ้าก็ได้” ร่างบางเอื้อมมือไปจูงชายหนุ่มก่อนจะดึงเขาออกจากห้องไป แม้โม่เจี้ยนจะมีท่าทางแข็งขืนไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เมื่อมาถึงตำหนักเขาก็จับมือนางแน่น พยักหน้าให้นางไปเปิดประตู ฟู่เจี่ยอีส่ายหน้ายิ้มอย่างอ่อนใจ
‘นิสัยเช่นนี้ก็ไม่เลวร้าย เอาเป็นว่าข้าจะช่วยดูแลเจ้าสักพักแล้วกัน’
… คงเพราะรู้ว่าว่าที่ราชาของตนไม่โปรด ในห้องจึงไม่พบคนหรือภาพน่ากลัวอันใด แม้แต่เตียงก็ยังเก็บเรียบกริบราวไม่เคยมีผู้ใดนอนมาก่อน หลังจูงมือสำรวจกันจนทั่วห้องแล้ว ทั้งคู่จึงแยกย้ายกันไปนอน.. อย่างสบายใจ
# เอาคู่นี้ให้จบคืนนี้เนอะ อีกสองตอน ใครรอพี่เทียนกับน้องมู่เจอกันวันมะรืนนะคะ จุ้ฟฟ