รอยนอนมองดูร่างเงาที่ยืนนิ่งไร้ชีวิตชีวาก็เลยถามกับภูติแห่งฝันร้ายด้วยความสงสัยที่อยากจะถามมานานว่า
“ร่างเงานี่เอากลับไปใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้รึเปล่า?”
“ได้แน่นอน แต่ผู้ทดสอบจะต้องผ่านภารกิจที่ 6 ให้ได้เสียก่อนเพราะรางวัลของมันคือร่างเงาที่ยืนตรงหน้าของผู้ทดสอบนี้นั่นแหละและความสามารถของร่างเงายังไม่ถูกจำกัดไว้เพียงแค่อาชีพใดอาชีพหนึ่งอีกด้วย”
รอยไม่คิดเลยว่าภูติแห่งฝันร้ายจะบอกรางวัลภารกิจต่อไปง่าย ๆแบบนี้
“แต่เดี๋ยวนะ…การที่แกมาบอกรางวัลภารกิจง่าย ๆแบบนี้คงไม่ได้มีอะไรแอบแฝงอยู่ใช่ไหม?”
“ก็แล้วแต่ผู้ทดสอบจะคิด คงถึงเวลาแล้วไว้ผู้ทดสอบเพิ่มระดับอาชีพผู้ใช้คำสาปเป็นระดับหนึ่งดาวได้เมื่อไหร่ผู้ทดสอบจะสามารถเริ่มทำภารกิจที่ 6 ได้”
หลังจากภูติแห่งฝันร้ายพูดจบประโยครอยก็ถูกวาร์ปกลับมาที่ห้องแท่นบูชาแห่งฝันร้ายเพื่อรับรางวัลเหมือนอย่างเคย ครั้งนี้รอยรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้มีพลังพิเศษเหมือนอย่างคนอื่นเขาสักที แต่ก็แอบลุ้นอยู่ว่ามันจะเป็นพลังแบบไหนเพราะในภารกิจไม่ได้บอกอะไรไว้เลย จากนั้นแท่นบูชาแห่งฝันร้ายก็มอบก้อนพลังสีดำคล้ายกับดวงวิญญาณลอยเข้ามาหาตัวรอย มันลอยเข้าไปที่หัวใจของรอยทั้งที่ยังไม่ได้เตรียมใจไว้เลยแถมรอยเองก็ยังไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้อีกด้วย หลังจากที่รอยรับพลังมาความเจ็บปวดก็ปะทุราวกับภูเขาไฟระเบิดที่ปะทุออกจากอก
อ๊ากก!!
เฮือก!
รอยที่อยู่ในสภาพหลับลึกอยู่ ๆก็ตื่นลุกพรวดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัวเลยว่าถูกทำให้กลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว แต่ความรู้สึกต่อมาหลังจากที่ตื่นคือความเจ็บปวดที่ได้จากโลกแห่งฝันร้ายมันตามมาด้วย
อ๊ากก!
รอยนอนชักเกร็งร้องโวยวายเสียงร้องโหยหวนชวนให้รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่สุดแสนจะทรมาน เสียงร้องของรอยดังออกไปถึงข้างนอกห้องพักจนคนที่คอยคุ้มกันอาคารพักฟื้นแห่งนี้ต่างพากันวิ่งเข้ามาด้วยความแตกตื่น แต่ทันทีที่พวกเขาเข้ามาก็พบว่าตอนนี้รอยกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศพร้อมปล่อยออร่าสีดำหม่นที่ดูลึกลับออกมารอบ ๆตัว สร้างความตื่นตะลึงให้กับคนคุ้มกันที่วิ่งเข้ามาเห็นไม่ใช่น้อย จากนั้นร่างของรอยก็เปิดหลุมดำขนาดเล็กหลายสิบจุดไปทั่วทั้งร่างและปล่อยโซ่สีดำขนาดใหญ่ออกมาพุ่งโจมตีไปทั่วบริเวณ ตัวโซ่เองก็พุ่งไปกระแทกหนึ่งในคนคุ้มกันที่ไม่ทันได้ตั้งตัวจนทำให้เขาตัวลอยไปกระแทกกับกำแพงทะลุไปถึงห้องพักข้าง ๆ แต่ตัวโซ่เองก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นั้นมันพุ่งออกไปเหมือนกับว่าไม่มีที่สิ้นสุดจนสร้างความแตกตื่นให้กับคนที่นอนอยู่ห้องข้าง ๆจนต้องรีบพากันหนีออกมาเพราะไม่รู้ว่าโซ่สีดำพวกนี้มันจะทำอะไรกับพวกเขาบ้าง เหล่านักเรียนที่นอนพักรักษาตัวและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็ถูกพาตัวหนีออกมาอย่างชุลมุนวุ่นวาย
"ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที ไอโซ่นี่มันอะไรกัน?"
แต่แล้วอยู่ ๆรอยก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับร่วงลงพื้นอย่างแรงและทำให้ตัวโซ่ที่กำลังพุ่งออกไปก่อนหน้าหยุดอยู่กับที่และสลายหายไปราวกับเศษฝุ่น รอยลืมตาตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองเกือบพังอาคารหลังนี้ไปแล้วผ้าพันแผลที่พันรอบตัวรอยเองก็ขาดหลุดลุ่ยราวกับว่าเพิ่งไปฟัดกันสุนัขมา
“โอ๊ย!! บ้าอะไรวะเนี่ย? ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่าเพิ่งตกจากที่สูงเลย” รอยที่ยังคงสับสนงุนงงอยู่ก็เอามือจับไปที่หลังตรงส่วนที่เพิ่งถูกกระแทกลงมาและมองออกไปรอบ ๆก็เห็นว่ามีสายตานับสิบคู่มองตนด้วยสายตาแปลก ๆราวกับว่าเห็นตนเป็นตัวประหลาดอย่างงั้นแหละแถมทุกคนยังทำท่าทางเตรียมพร้อมต่อสู้อีกด้วย
ตุบ! แกร๊ก! เศษฝ้าบนเพดานและรอยแตกของกำแพงรอบห้องที่พังทลายลงมาเหมือนกับว่าเพิ่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวใกล้ ๆนี้
แต่แล้วรอยก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลก ๆวนเวียนอยู่ในตัวรอยมันคันยุบยิบราวกับว่ามีมดมากมายหลายร้อยตัวเดินไต่ตามตัวไปทั่วจึงได้แบมือออกมาด้วยความสงสัยแต่ก็พบเพียงแค่ผ้าพันแผลที่พันไว้เท่านั้น แต่แล้วอยู่ ๆโซ่สีดำก็โผล่ออกมาจากผ่ามือของรอยโดยไม่รู้ตัว หนึ่งในผู้คุ้มกันเห็นโซ่สีดำโผล่ขึ้นมาอีกครั้งก็หยิบปืนยาสลบยิงใส่รอยทันทีเพราะกลัวว่าโซ่สีดำจะสร้างความเสียหายเพิ่มมากขึ้นไปอีก แต่เมื่อกระสุนยาสลบกำลังพุ่งเข้ามาโซ่สีดำก็ปัดกระสุนยาสลบจนแหลกละเอียดแถมตัวโซ่เองก็ยังพุ่งเข้าไปรัดคอคนที่ยิงกระสุนยาสลบจนหน้าแดงเถือกคนที่โดดโซ่รัดพยายามดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานแต่ก็ไม่สามารถแกะโซ่ที่รัดคอเขาไว้ได้ รอยเองก็ตกใจไม่ต่างกันเพราะไม่รู้ว่าโซ่สีดำเส้นนี้มันออกมาจากมือเขาได้อย่างไร
คนคุ้มกันที่เหลือต่างก็หยิบอาวุธจากกล่องเก็บของออกมาทุกคนล้วนใช้ดาบสั้นเป็นอาวุธ คนที่อยู่ใกล้กับชายที่ยิงยาสลบไปเมื่อครู่นี้ใช้ดาบสั้นฟันไปที่โซ่เพื่อจะทำให้มันขาดเพราะต้องการช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงานของเขาเพราะถ้าปล่อยให้โซ่รัดคอของเขานานไปกว่านี้ก็อาจจะอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ตัวโซ่เองก็แยกตัวออกมาราวกับการแตกกิ่งพุ่งโจมตีคนที่กำลังฟันจนทำให้กระเด็นไปชนกับกำแพงอย่างแรง ใครก็ตามที่พยายามโจมตีต่างก็ถูกโซ่สีดำฟาดจนกระเด็นกระดอนกันไปทั่ว รอยเองก็สับสนเพราะเขาไม่ได้ทำอะไรเลยแต่เจ้าโซ่สีดำที่อยู่ในมือมันกลับเคลื่อนไหวได้เองราวกับมีชีวิตจิตใจที่ต้องการปกป้องหรือโจมตีคนที่คุกคาม
ปรมาจารย์บีโฮที่เข้ามาเยี่ยมรอยในทุกวันและเห็นว่าตัวอาคารที่พักรักษาตัวของพวกนักเรียนพังเสียหายเพราะโซ่ประหลาดจึงได้รีบกระโดดขึ้นมาตรงหน้าต่างห้องพักฟื้นของรอยทันที พอปรมาจารย์บีโฮเห็นโซ่สีดำโจมตีคนไปทั่วโดยที่รอยยังคงทำหน้าตาตื่นตกใจ จึงเข้าใจสถานการณ์แล้วรู้ว่ารอยไม่สามารถควบคุมพลังโซ่ที่ออกมาจากฝ่ามือของเขาได้ จึงรีบเข้าไปประชิดตัวรอยและใช้นิ้วดีดไปที่ปลายคางเบา ๆจนสะเทือนไปถึงสมองของรอยทำให้สลบไปแบบไม่รู้ตัว
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่สำหรับโลกนี้เพราะการตื่นขึ้นของพลังครั้งแรกของผู้คนจะเกิดการปะทุของพลังแบบนี้ขึ้นเสมอ แต่ที่แปลกคือรอยเป็นผู้มีพลังพิเศษอยู่แล้วทำไมถึงได้เกิดการปะทุของพลังนี้ขึ้นมาได้อีกกัน สิ่งนี้แหละที่สร้างความสงสัยให้กับผู้คนไม่ใช่น้อยเพราะใบประวัติของรอยที่ถูกปลอมแปลงว่าการตื่นขึ้นของพลังนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วโดยฝีมือของลุงโจเซฟ รอยที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ก็ถูกนำตัวไปพักฟื้นในพื้นที่ส่วนตัวแทนเพราะผู้ปกครองหลายคนต่างก็หวาดระแวงในตัวรอยที่กลัวว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะคนที่พลังตื่นขึ้นมาในช่วงแรกต่างก็ไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ทั้งนั้น
ปรมาจารย์บีโฮจึงได้พารอยมาดูแลรักษาด้วยตัวเองที่สำนักอินซาที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีขององค์กรเมฆทมิฬและยังเป็นพื้นที่เงียบสงบเหมาะแก่การพักฟื้นอีกด้วย รอยฟื้นขึ้นมาหลังจากสลบไปอีก1วันเต็ม ๆจนตอนนี้ร่างกายของรอยกลับมาแข็งแรงปกติเหมือนเดิมและอีกเพียงไม่กี่วันรอยก็ต้องกลับไปเข้าเรียนอีกครั้งเพราะทางรัฐบาลได้เข้ามาจัดการทุกอย่างภายในโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sเรียบร้อยแล้ว จากตอนแรกที่เป็นโรงเรียนเอกชนให้กลายไปเป็นสถาบันศึกษาที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลเต็มรูปแบบแทนเหมือนกับสถาบันสกายและโรงเรียนเองก็ถูกซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีกครั้งโดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น รอยที่อยู่ในช่วงพักฟื้นจึงไม่ได้ไปเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตและไม่รู้เลยว่าผู้อำนวยการคนใหม่ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนผู้อำนวยการแดเนียลนั้นเป็นใคร
รอยที่หายดีแล้วในช่วงว่าง ๆก็ได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆจากอินฮวาว่าหลังจากที่รอยหมดสติไปตอนที่อยู่ในสนามประลองนั้นเกิดอะไรขึ้นมาบ้างแต่พอรอยได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ทำให้รอยช็อคไปพักใหญ่เลย เพราะไม่คิดเลยว่าเรื่องราวมันจะใหญ่โตอะไรขนาดนี้ พวกองค์กรเมฆทมิฬที่ต้องการลักพาตัวรอยมันเล่นใหญ่จนถึงขั้นระเบิดโรงเรียนทิ้งเลยอย่างงั้นเหรอ แต่ที่ทำให้รอยช็อคไปไม่แพ้กันคือเรื่องการซ่อมแซมตัวอาคารเรียนหรือพื้นที่ที่ถูกทำลายไปก่อนหน้านี้มันสามารถทำให้ฟื้นคืนสภาพกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ทำราวกับว่าพื้นที่ส่วนนั้นไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรมาก่อน แถมเรื่องพลังที่ตื่นขึ้นของรอยอีกที่เป็นพลังของโซ่สีดำอะไรก็ไม่รู้ จากเรื่องโกหกที่รอยแต่งขึ้นมาเพราะมีทักษะเกี่ยวข้องกับมันแต่ใครจะคิดล่ะว่ามันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้
“เรื่องนี้คงจะเกี่ยวข้องกับภูติแห่งฝันร้ายอีกตามเคย” รอยคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้จริง ๆเพราะอะไรมันจะลงล็อคได้ถึงขนาดนี้กัน
“จริงซิกล่องที่แม่ฝากเอาไว้ให้ล่ะ” รอยพยายามมองไปทั่วห้องด้วยความตกใจที่เพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ตอนนี้ เพราะถ้ามันหายไปคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ๆรอยมองหาทั่วห้องอย่างถี่ถ้วนก็พบกับกล่องที่ถูกวางทิ้งเอาไว้อยู่ข้าง ๆโต๊ะหัวเตียง เลยคิดไปว่าช่วงนี้น่าจะกลับไปที่บ้านหลังเก่านั่นได้แล้ว เพราะในช่วงเวลานี้รอยสามารถกลับไปที่บ้านได้เป็นกรณีพิเศษของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงไม่จำเป็นต้องทำตามกฏที่ห้ามนักเรียนชั้นม.4ออกนอกเขตโรงเรียนเองได้
เอี๊ยด!
เป็นลุงโจเซฟเองที่เดินเข้ามา
“ตื่นแล้วรึหลาน อาการดีขึ้นรึยัง?”
รอยลุกขึ้นออกจากเตียงแล้วไปนั่งตรงโซฟาเพื่อที่จะคุยกับลุงโจเซฟ
“ดีขึ้นมากแล้วครับลุง อ่อจริงซิ…ลุงโจเซฟผมขอกุญแจบ้านเก่าของผมได้รึเปล่าครับ พอดีนึกขึ้นมาได้ว่ามีของสำคัญที่ผมลืมทิ้งเอาไว้ที่บ้านหลังนั้นอยู่”
ลุงโจเซฟเองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะตั้งแต่ที่รอยถูกลักพาตัวไปตั้งแต่คราวนั้นก็ยังไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังเก่านั้นเลยสักที
“เดี๋ยวลุงไปส่งหลานเองเลยแล้วกันถึงแม้ว่าในช่วงเวลาที่หลานหมดสติพักรักษาตัวอยู่ พวกองค์กรเมฆทมิฬทั้งหมดในโลกจะถูกกวาดล้างไปได้แล้วบางส่วนก็ตาม ถ้าปล่อยให้หลานออกไปข้างนอกคนเดียวยังไงลุงก็อดห่วงไม่ได้จริง ๆ” เป็นเพราะคาร่า ดุ๊กและซีโน่ที่รอดชีวิตมาได้พวกเขาได้ร่วมมือกับทางหน่วยลับของเดอะคิวบ์และสมาพันธ์ชาวยุทธของโลกได้บอกข้อมูลฐานทัพลับทั้งหมดทั่วโลกให้กับทางหน่วยงานเหล่านั้นได้รู้ เลยทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมาองค์เมฆทมิฬต่างถูกตามไล่ล่าทำลายฐานทัพลับทั้งหมดจนสิ้นซาก ถึงฐานทัพลับทั้งหมดที่ถูกทำลายไปนั้นจะเป็นเพียงแค่ฐานทัพระดับต่ำก็ตามแต่ก็สร้างความเสียหายให้กับองค์กรเมฆทมิฬไปไม่ใช่น้อย จนทำให้พวกนั้นต่างไม่กล้าที่จะออกมาทำอะไรเสี่ยง ๆจนสืบเรื่องราวได้อีก
“ได้ครับ ถ้างั้นผมขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะครับ พวกเราจะได้รีบไปรีบกลับ”
ถึงรอยจะออกไปกับลุงโจเซฟแต่ปรมาจารย์บีโฮก็ให้หน่วยอัสนีทั้ง 4 คนคอยติดตามไปด้วย
รอยใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงบ้านหลังเก่าที่แสนคุ้นเคย
ตั้งแต่ที่รอยเข้ามาในบ้านก็ตรงดิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนก่อนทันทีและสมุดบันทึกก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลงรอยไม่ได้สนใจหาอย่างอื่นและรีบเปิดสมุดบันทึกขึ้นมาอ่านก่อนเลยเพราะต้องการจะรู้ว่าเจ้านั่นจะตอบอะไรกลับมา แต่กลายเป็นว่ารอยจากโลกนี้ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย
“มันยังไงกันแน่เนี่ย? หรือว่าทุกอย่างที่อยู่ในบันทึกเล่มนี้มันจะไม่ใช่เรื่องจริง” รอยเริ่มสงสัยในตัวตนของรอยอีกคนขึ้นมาจริง ๆแล้ว รอยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเพราะการที่มานี่เพื่อหวังจะได้อะไรคืบหน้าขึ้นมาบ้างแต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไร้ความหมายหลังจากผ่านมาแล้วเป็นเดือน รอยจึงเผลอใช้พลังปราณบีบสมุดบันทึกที่อยู่ในมือไปด้วยความโกรธที่ปะทุขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว แต่ทันทีที่รอยเผลอใช้พลังปราณใส่สมุดบันทึกก็เหมือนกับว่าพลังปราณของรอยถูกดูดออกจากร่าง
“ชิบหายแล้วไง” รอยหน้าซีดทันทีเพราะอยู่ดี ๆก็ถูกดูดพลังปราณไปแบบนี้ รอยจึงรีบปาสมุดบันทึกออกไปอย่างสุดแรงเพื่อให้มันหลุดออกจากมือแต่ก็เหมือนจะไร้ความหมาย ความหิวกระหายในการดูดพลังปราณในร่างของสมุดบันทึกดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเมื่อรอยพยายามสลัดมันทิ้ง
“ทำไมมันถึงไม่หลุดออกไปสักทีเนี่ย?”
รอยตั้งสติและพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อปิดกั้นเส้นทางของพลังปราณที่ฝ่ามือแต่ก็ไม่สามารถหยุดการดูดกลืนของสมุดบันทึกได้เลย รอยเลยนึกคำพูดที่คาร่าบอกถึงสิ่งที่แม่รอยในโลกนี้ฝากเอาไว้และรีบเปิดมันออกจากกล่องเก็บของทันทีและสิ่งที่อยู่ในกล่องคือสมุดบันทึกที่เหมือนกันอีกเล่ม ซึ่งรอยไม่คาดคิดเลยว่าในกล่องจะมีสมุดบันทึกเหมือนกันเพราะตั้งแต่ได้กล่องเก็บของมารอยไม่มีโอกาสที่จะได้เปิดมันเพื่อดูเลยว่าข้างในกล่องนั้นมีอะไร แต่เมื่อกล่องถูกเปิดออกมาแล้วมันก็เหมือนกับมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน สมุดบันทึกทั้งสองเล่มลอยตัวขึ้นหมุนวนไปมาอยู่สักพักจึงได้หลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นโลกของรอยก็เปลี่ยนไปเหมือนกับถูกดึงดูดเข้าไปในโลกที่แตกต่างเหมือนกับการถูกดึงตัวเข้าไปที่โลกแห่งฝันร้ายไม่มีผิด แต่สภาพโดยรอบของโลกนี้เป็นเหมือนกับจักรวาลไร้ที่สิ้นสุดดูมืดหม่นไร้ชีวิตชีวาแถมในโลกนี้ยังเป็นโลกที่ไร้แรงโน้มถ่วงไม่มีพื้นผิวให้รอยได้ยืนเลย รอยลอยตัวไปเรื่อย ๆจนพบกับแสงสีเงินที่เป็นรูปร่างของฟองสบู่นับไม่ถ้วนพร้อมกับภาพความทรงจำต่าง ๆในช่วงวัยของรอยที่อยู่ในโลกเก่าก่อนที่จะข้ามโลกนี้มา
ความทรงจำในฟองสบู่เหล่านี้แม้แต่รอยเองก็ยังจำมันไม่ได้เกือบทั้งหมดถึงมันจะเป็นความทรงจำในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของรอยก็ตาม รอยลอยตัวเข้าไปตรงฟองสบู่ที่เป็นความทรงจำในช่วงวัยเด็กซึ่งภายในนั้นเป็นความทรงจำที่แสนเจ็บปวดที่สุดในช่วงชีวิตของรอยซึ่งมันคือความทรงจำที่รอยเสียครอบครัวของตัวเองไป รอยเอามือเข้าไปสัมผัสกับฟองสบู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย จากนั้นมันก็พารอยย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นพร้อมกับฉายภาพเหตุการณ์ที่แสนเจ็บปวดให้รอยได้เห็นทั้งหมดอีกครั้ง
ภาพในความทรงจำตอนนั้นรอยอาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดแห่งหนึ่งในย่านใจกลางเมืองซึ่งมีบ้านไม้เรียงกันเป็นทางยาวทอดติดกันทั่วทั้งชุมชน ซึ่งเวลานั้นเป็นตอนที่รอยเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนและเห็นคนมุงดูอยู่หน้าบ้านของตนเองที่เกิดไฟไหม้ภายในชุมชนอยู่เต็มไปหมด ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีหน่วยดับเพลิงเข้ามาช่วยเหลือและก็ไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยงเข้าไปภายในบ้านได้แต่ช่วยกันหาน้ำมาสาดเข้าไปส่ง ๆเพื่อที่จะดับไฟแถมไฟยังไหม้ลามไปทั่วจนยากที่จะดับได้ง่าย ๆ รอยเองก็รีบวิ่งแทรกเข้าไปในฝูงชนเพื่อที่จะเข้าไปบ้านของตนเองที่กำลังมีไฟลุกท่วมอยู่และตอนนั้นเองรอยก็พบว่าพ่อกับแม่กำลังอุ้มตากับยายขนข้าวของพากันหนีไฟที่ลุกไหม้ไปทั่วตัวบ้าน ตอนนั้นรอยคิดแต่ว่าอยากจะเข้าไปช่วยพ่อกับแม่ให้เร็วที่สุดแต่ก็ถูกคนที่มุงดูอยู่จับเอาไว้ไม่ให้เข้าไปภายในบ้านของตนเอง ซึ่งตอนนั้นก็เกิดการระเบิดที่รุนแรงจากถังแก๊สจนทำให้คานไม้บนเพดานหล่นลงมาทับร่างของพวกเขาและไม่สามารถหนีออกมาได้ เลยทำให้ทั้ง 4 คนโดนเปลวเพลิงบนคานไม้เผาร่างของพวกเขาทั้งเป็น กว่าหน่วยดับเพลิงจะมาถึงก็ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้แล้ว
รอยได้สติกลับมาหลังจากที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเพราะช็อคหมดสติไป รอยไม่คิดเลยว่าเพียงแค่สัมผัสกับฟองสบู่ก็สามารถทำให้เห็นถึงเหตุการณ์เหล่านั้นได้อีกครั้ง
จากนั้นรอยก็มองไปรอบ ๆและเห็นภาพรอยของในโลกนี้ซึ่งมันแปลกเอามาก ๆเพราะฟองสบู่รอบ ๆตัวก็จะมีแต่ความทรงจำของรอยในโลกเดิมอยู่เต็มไปหมด แต่ทำไมมันถึงได้มีฟองสบู่ความทรงจำของรอยในโลกนี้ได้กัน แถมมันยังมีเพียงฟองสบู่ความทรงจำเพียงแค่ลูกเดียวโดด ๆอีกด้วย
รอยลอยตัวเข้าไปหาด้วยความสงสัยที่ว่ามันจะเป็นความทรงจำแบบไหน ซึ่งภาพที่ปรากฏให้รอยได้เห็นเมื่อมองผ่านจากฟองสบู่คือความทรงจำของรอยในโลกนี้ที่อยู่ในห้องนอนซึ่งตอนนั้นกำลังนั่งเขียนสมุดบันทึกอยู่
รอยเอามือเข้าไปสัมผัสกับฟองสบู่แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้พารอยเข้าไปในโลกความทรงจำแต่กลายเป็นความทรงจำในฟองสบู่นั้นกลับเข้ามาหารอยแทน ความทรงจำมากมายถาโถมเข้ามาจนรอยรู้สึกปวดหัวจนแทบรู้สึกว่าหัวของตัวเองจะระเบิดออกไปได้ทุกเมื่อ จนเวลาผ่านไปสักพักความเจ็บปวดจึงเริ่มทุเราลงรอยจึงได้เข้าใจถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันกลายเป็นว่ามันไม่ได้มีรอยในต่างโลกเลยแต่เป็นตัวรอยเองที่ใช้ความฝันเชื่อมความทรงจำไปหารอยในโลกอื่น ซึ่งก็คือรอยไปได้ความทรงจำในโลกนั้นที่มีอายุ 35 ปีและตายไปโดยที่ไม่รู้ตัวจากนั้นความทรงจำจากร่างเก่าที่อยู่ในโลกนี้ก็หายไปแถมยังได้รับความสามารถในการอ่านใจในโลกนั้นกลับมาอีกด้วย
“หมายความว่าโลกแห่งความฝันสามารถทำให้เรามีความทรงจำจากโลกนั้น ๆและได้รับความสามารถพิเศษจากโลกอื่นได้อย่างงั้นเหรอ?” ความคิดความทรงจำของรอยตอนนี้มันทำให้รอยสับสนไปหมด เรื่องนี้มันเหลือเชื่อเกินกว่าที่รอยจะเข้าใจมันได้จริง ๆ
“ไม่คิดเลยว่าผู้ทดสอบจะรู้เรื่องโลกมิติแห่งความฝันได้ด้วยตัวเองเร็วเช่นนี้”
“โลกมิติแห่งความฝันมันคืออะไรกัน?”
“ผู้ทดสอบยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของโลกมิติแห่งความฝันได้ในตอนนี้ ไว้ผู้ทดสอบผ่านบททดสอบที่ 10 ได้เมื่อไหร่ตัวเราจะบอกกับผู้ทดสอบเอง”
“แม้งเอ้ย! ไอนั่นก็ไม่ได้ไอนี่ก็บอกไม่ได้ ความลับเยอะจริง ๆเลยนะแกเนี่ย” ถึงรอยจะรู้สึกหัวเสียกับคำตอบของภูติแห่งฝันร้ายแต่ก็ทำได้แต่เพียงยอมรับมันเท่านั้น เพราะแต่ไหนแต่ไรภูติแห่งฝันร้ายก็ไม่ค่อยจะบอกข้อมูลสำคัญ ๆอะไรให้รู้อยู่แล้ว
“เดี๋ยวนะ...ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่าความทรงจำมันขาดหายไปบางส่วนเลยล่ะ แถมนึกยังไงก็นึกอะไรไม่ออกเกี่ยวกับโลกมิติแห่งความฝันเลย” รอยพยายามนึกถึงรอยในช่วงเวลาก่อนที่จะเขียนบันทึกเล่มนี้ขึ้นมาว่าตัวเองเคยฝันถึงโลกอื่นบ้างรึเปล่า แต่ไม่ว่าจะนึกยังไงก็นึกไม่ออกเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างปิดกั้นความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้ รอยพยายามมองหาฟองสบู่ความทรงจำลูกอื่น ๆแต่ก็ไม่พบความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับรอยในโลกนี้ได้อีกเลยและรอยยังได้รู้อีกว่าการที่รอยเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกแห่งฝันร้ายได้เป็นเพราะสมุดบันทึกเล่มนี้ที่รอยจำได้ว่ามีหญิงชราคนหนึ่งที่รอยได้ช่วยเหลือท่านโดยบังเอิญจากพวกอันธพาลและท่านก็ได้มอบสมุดบันทึกเล่มนี้มาให้เป็นของตอบแทน
รอยพยายามนึกถึงตอนที่เขียนบันทึกเล่มนี้ว่าทำไมถึงได้เขียนอะไรแบบนั้นส่งให้ตัวเองเหมือนกับว่ารู้อยู่แล้วอย่างงั้นแหละว่าจะสูญเสียความทรงจำ มันคงไม่ใช่ครั้งสองครั้งเป็นแน่ที่รอยสูญเสียความทรงจำและเขียนบันทึกส่งต่อกับอีกตัวตนหนึ่งแบบนี้
รอยกลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งหลักจากที่ได้รับความทรงจำที่อยู่ในฟองสบู่ลูกนั้นครบแล้ว
“อย่าบอกนะว่าสมุดบันทึกพวกนี้มันเก็บความทรงจำของเราเอาไว้”