เรานั่งรถม้ามาถึงสำนักเฟยอวี่ตอนค่ำ ที่นี่มีอาณาบริเวณกว้างขวางใหญ่โตแต่กลับเงียบสงบมีบรรยากาศอึมครึม และในระหว่างที่เรากำลังเดินเข้าสำนัก มีศิษย์ใส่ชุดสีขาวสองคนกำลังเดินผ่านมา ศิษย์ทั้งสองโค้งคำนับอาจารย์เฟยเทียนและกล่าวทักทายว่า "อาจารย์เจ้าสำนัก" และหันมาโค้งคำนับกล่าวทักทายจินไห่ว่า "อาจารย์จินไห่" ทำให้ฉันสงสัยว่าทำไมศิษย์สองคนนั้นจึงเรียกจินไห่ว่าอาจารย์ ทั้งๆที่จินไห่มีอายุไล่เลี่ยกันกับฉัน
จินไห่บอกว่าเพราะเขาเป็นผู้มีวิชาอยู่ในระดับสูง สอนวิชาดนตรีและวิชาปรุงยา จึงถูกเรียกว่าอาจารย์ จินไห่ยังอธิบายต่ออีกว่ากลุ่มศิษย์ที่ใส่ชุดสีขาวพวกนั้นเป็นศิษย์ใหม่ แต่ยังมีศิษย์เก่าบางคนที่ยังสวมชุดสีขาวอยู่ เพราะยังศึกษาวิชาระดับต้นยังไม่ผ่านจึงยังไม่ได้รับการเลื่อนระดับให้สวมใส่ชุดคลุมสีเทา
ส่วนศิษย์กลุ่มที่ใส่ชุดเสื้อคลุมสีเทานั้นเป็นศิษย์รุ่นพี่ มีหน้าที่ดูแลศิษย์ใหม่แต่จะมีบางคนที่ฝีมือดีมีหน้าที่คอยช่วยอาจารย์ฝึกสอนศิษย์ใหม่ด้วย และกลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำแบบเดียวกับจินไห่ คือกลุ่มอาจารย์ที่มีอยู่เพียงห้าคน และจัดอยู่ในกลุ่มศิษย์พี่ผู้สำเร็จวิชาขั้นสูง เมื่ออยู่ในสำนักให้เรียกกลุ่มนี้ว่าอาจารย์ แต่ถ้าอยู่นอกสำนักให้เรียกศิษย์พี่ตามลำดับที่ได้รับ
ฉันจึงถามจินไห่ว่าถ้าฉันจะเป็นศิษย์จะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ จินไห่หัวเราะเบาๆแล้วตอบว่า ถ้าเป็นศิษย์ชุดสีขาวกับชุดสีเทาจะยังไม่มีลำดับ มีเพียงอาจารย์ที่ใส่ชุดคลุมสีดำเท่านั้นที่มีลำดับ อย่างเช่นศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ส่วนจินไห่คือลำดับที่ห้า ส่วนเรื่องที่ฉันจะอยู่ในกลุ่มใหน ต้องให้อาจารย์เฟยเทียนเป็นผู้ตอบ เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าควรให้ฉันเป็นศิษย์ในกลุ่มใหน เพราะสถานะของฉันในตอนนี้อยู่ในสถานะพิเศษเพราะเป็นถึงว่าที่เจ้าสำนักเฟิงเจี๋ย น่าจะเหมาะให้อยู่ในกลุ่มชุดคลุมสีดำ
อาจารย์เฟยเทียนจึงหันมาตอบฉันว่า เขาจะให้ฉันเลือกว่าอยากจะอยู่ในกลุ่มชุดสีขาวหรือสีดำ ถ้าฉันอยากก้าวกระโดดขึ้นเป็นเจ้าสำนักเฟิงเจี๋ยโดยเร็ว ก็ควรเลือกอยู่ในกลุ่มชุดสีดำแต่หนทางข้างหน้านั้นยากลำบาก แม้จะมีชาวยุทธหลายกลุ่มให้การยอมรับ แต่ก็มีชาวยุทธบางกลุ่มต่อต้านไม่ยอมรับเช่นกัน
แต่ถ้าฉันอยากได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย และยังอยากใช้ชีวิตอยู่กับเหยียนเหล่ยไปนานๆ ก็ควรเลือกอยู่ในกลุ่มสีขาว เริ่มจากฝึกวิชาในระดับต้นก่อน และต้องพยายามฝึกวิชาพลังหมื่นบุปผาขั้นสูงให้สำเร็จ ต่อไปจะไม่มีใครกล้ามาดูถูกดูแคลนฉันอีก ซึ่งพอฉันได้ยินว่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่กับเหยียนเหล่ยไปได้นานๆ ฉันก็เลือกกลุ่มชุดสีขาวเป็นศิษย์ใหม่ฝึกหัดทันที
อาจารย์เฟยเทียนยังกำชับกับฉันอีกว่า ให้เก็บเรื่องที่มีพลังหมื่นบุปผาไว้เป็นความลับ อย่าเพิ่งให้ใครรู้เพราะถ้ารู้ถึงหูกลุ่มศิษย์สำนักเฟิงเจี๋ยเมื่อไหร่ คนพวกนั้นต้องรีบมาเชิญตัวฉันให้ไปเป็นเจ้าสำนักทันทีแน่ ฉันจึงรีบตอบรับคำกำชับนั้น จากนั้นอาจารย์เฟยเทียนจึงหันไปพูดกับจินไห่ว่า พรุ่งนี้เขาจะให้ฉันยกน้ำชาฝากตัวเป็นศิษย์ จึงให้จินไห่พาฉันไปพักที่เรือนศิษย์ใหม่หญิง
จินไห่พาฉันเดินไปพักที่เรือนหลังหนึ่งเป็นเรือนขนาดใหญ่ แต่ถูกแบ่งเป็นสองห้องคล้ายเรือนแฝด ซึ่งห้องอีกห้องหนึ่งยังเห็นมีแสงเทียนส่องสว่าง แต่ห้องกลับเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่ จินไห่จึงบอกว่าห้องนั้นมีศิษย์หญิงพักกันอยู่ไม่กี่คน พอตกค่ำศิษย์ส่วนใหญ่จะแยกย้ายกันเข้าเรือนที่พักเพื่อพักผ่อนจึงดูเงียบ ส่วนศิษย์ผู้ชายจะพักแยกอยู่อีกที่หนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป
จินไห่บอกให้ฉันเข้าพักอีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆกัน ส่วนเขาจะไปนำอาหารและชุดของสำนักมาให้ฉันเปลี่ยน ฉันจึงเดินเข้าไปดูภายในห้อง ซึ่งห้องนี้เป็นห้องพักขนาดใหญ่สามารถพักได้ถึงสี่คน เพราะเห็นมีฟูกนอนวางพับเหลืออยู่อีกสามที่ อีกทั้งภายในห้องไม่มีข้าวของเครื่องใช้ของศิษย์คนอื่นอยู่เลย แสดงว่าห้องนี้มีฉันเพียงคนเดียวที่พักอยู่ ไม่นานนักจินไห่ก็กลับมาพร้อมด้วยเสื้อผ้า อาหารและยาทาแก้ฟกช้ำ จินไห่บอกให้ฉันทายาและนอนพักผ่อน ส่วนเขาจะต้องไปแล้วเพราะผู้ชายอยู่ที่เรือนพักของศิษย์หญิงนานจะดูไม่ดี
○
○
....ที่จวนเสนาบดีขั้นสองต่ง....
เหยียนเหล่ยเพิ่งกลับจากแจกเทียบเชิญงานแต่งงานในตอนค่ำ จึงรีบเดินกลับจวนฮุ่ยเฉิงเพราะเป็นห่วงฉัน ก็พบกับฟูหลิวกำลังยืนดักรอเหยียนเหล่ยอยู่หน้าจวนด้วยความกระวนกระวายใจ ฟูหลิวเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เหยียนเหล่ยฟัง ทำให้เหยียนเหล่ยโมโหมาก จึงเดินย้อนกลับไปที่จวนเสนาบดีพี่ชาย และเกิดการโต้เถียงกันภายในจวน
เหยียนเหล่ยต่อว่าพี่ชายของตนที่ใส่ความว่าฉันเป็นขโมย และอธิบายความจริงทุกอย่างให้พี่ชายฟัง พร้อมกับบอกพี่ชายว่าจะไปรับฉันกลับมาอยู่ที่จวน แต่เสนาบดีต่งยังคงสั่งห้ามเหยียนเหล่ยไม่ให้รับฉันกลับมา โดยอ้างว่าฉันทำร้ายเหมยหลินและคนในจวนได้รับบาดเจ็บ พร้อมกับสั่งให้เหยียนเหล่ยไปดูแลเหมยหลิน ที่ตอนนี้กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ในห้อง เหยียนเหล่ยจึงทวงแหวน และกำไลหยกคืนที่ถูกพี่ชายยึดไป จากนั้นเขาก็เดินหายออกไปจากจวน
○
○
....ที่สำนักเฟยอวี่....
ตอนเช้าฉันตื่นนอนขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงของกลุ่มเด็กสาว กำลังพูดคุยกันอยู่หน้าเรือนเกี่ยวกับฉัน ที่เมื่อคืนจินไห่พาฉันมาพักที่นี่ และคิดกันไปเองว่าฉันกับจินไห่คงมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน เพราะจินไห่เดินมาส่งฉันถึงที่พักด้วยตัวเอง แถมยังได้พักอยู่ห้องใหญ่คนเดียวอีก จากนั้นเสียงของกลุ่มเด็กสาวที่คุยกันก็ค่อยๆดังห่างออกไป
เมื่อฉันแต่งตัวเสร็จจึงเดินออกมาจากห้องพัก เพื่อจะไปพบกับเจ้าสำนักเฟยเทียน ฉันก็พบกับเด็กสาวคนหนึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบมาที่เรือน เด็กสาวคนนั้นมีหน้าตาน่ารัก สดใส ดวงตากลมโต เมื่อเด็กสาวคนนั้นเห็นฉันก็ทำหน้าตกใจแล้วถามฉันด้วยความสงสัยว่า
เฝิ่นลู่ : เจ้าคือคนที่อาจารย์จินไห่พามาพักเมื่อคืนใช่มั้ย? ข้าชื่อเฝิ่นลู่
มี่จื่อ : ข้ามี่จื่อ
เฝิ่นลู่ : ทำไมเจ้าถึงมาเข้าเรียนกลางคันได้ล่ะ เจ้าไม่ต้องทดสอบก่อนเข้าเรียนเหมือนพวกข้ารึ? เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงอาจารย์จินไห่มาส่งเจ้าที่นี่ด้วยตัวเอง น่าแปลกใจจัง?!
จินไห่ : ข้าเองก็แปลกใจที่ตอนนี้สายแล้วทำไมเจ้ายังไม่รีบไปเข้าเรียน!
เฝิ่นลู่ : อุ๊ย! อาจารย์จินไห่! ข้าลืมตำราจึงกลับมาเอา ได้พบกับมี่จื่อพอดี
จินไห่ : ต่อไปมี่จื่อจะมาเป็นเพื่อนร่วมเรียนกับเจ้า และที่ข้ามาส่งมี่จื่อที่นี่เมื่อคืน เพราะข้ากับมี่จื่อเคยรู้จักกันมาก่อนอย่าได้คิดอะไรเกินเลย ส่วนเรื่องอื่นๆของมี่จื่อศิษย์พี่รองจะเป็นคนตอบพวกเจ้าในห้องเรียนเอง เจ้ารีบไปหยิบตำราและรีบไปเข้าเรียนได้แล้ว!
เฝิ่นลู่รีบเดินเเข้าไปหยิบตำราในห้อง แล้วรีบวิ่งกลับไปเข้าห้องเรียน ฉันจึงเดินตามจินไห่ไปที่เรือนของอาจารย์เฟยเทียน และในระหว่างทางจึงถามจินไห่ว่า เมื่อคืนเหยียนเหล่ยมาที่นี่หรือไม่ จินไห่ตอบว่าเหยียนเหล่ยมาที่นี่เมื่อคืนกลางดึก เขาต้องการมาพบฉันแต่เห็นว่าฉันหลับไปแล้ว จึงขอแบ่งยาทาแก้ฟกช้ำจากจินไห่กลับไปรักษาเหมยหลิน เหยียนเหล่ยยังฝากคำพูดถึงฉันอีกด้วยว่า ให้ฉันดูแลรักษาตัวเองให้ดี เขาจะมาพบฉันอีกภายหลัง
ฉันเดินหน้าเศร้าที่ไม่ได้เจอกับเหยียนเหล่ยก่อนที่เขาจะกลับไป จึงเดินตามจินไห่ไปเงียบๆจนถึงเรือนของเจ้าสำนักเฟยเทียนที่กำลังนั่งรออยู่ จินไห่จึงบอกให้ฉันยกน้ำชาให้เจ้าสำนักดื่ม ก้มคำนับฝากตัวกับอาจารย์ด้วยพิธีการที่เรียบง่าย จากนั้นจินไห่จึงเดินนำฉันไปที่ห้องเรียนที่ลูกศิษย์ใหม่กำลังนั่งเรียนวิชาพลังธรรมชาติกับอาจารย์ศิษย์พี่รอง
จินไห่แนะนำฉันกับอาจารย์ศิษย์พี่รองและลูกศิษย์ในชั้นเรียน ก็เห็นเฝิ่นลู่กำลังแอบยกมือขึ้นทักทายฉัน จากนั้นศิษย์พี่รองจึงบอกกับศิษย์ทุกคนในห้องเรียนว่า ตั้งแต่วันนี้ฉันจะมาเรียนวิชากับพวกเขา และยังบอกอีกว่าที่ฉันมาเข้าเรียนกลางคัน เพราะมีปัญหาที่บ้านจึงมาเข้าเรียนช้า ส่วนเรื่องการทดสอบก่อนเข้าเรียน ฉันได้ทดสอบกับอาจารย์เฟยเทียนเจ้าสำนักเรียบร้อยแล้ว จึงมีศิษย์คนหนึ่งชื่อเจียวจ้าน ยกมือขึ้นถามว่าฉันทดสอบอะไรกับเจ้าสำนัก เพราะพวกเขาทุกคนล้วนทดสอบก่อนเรียนกับเหล่าอาจารย์สวมชุดคลุมสีดำ
ศิษย์พี่รองจึงตอบว่า ฉันทดสอบปลดมนต์กักขังห้าธาตุของเจ้าสำนักเฟยเทียนได้สำเร็จ จึงทำให้ศิษย์ทุกคนในห้องต่างจ้องมองฉันและร้องโอ้โห เพราะมนต์กักขังห้าธาตุเป็นมนต์ขั้นสูง จึงมีศิษย์บางคนที่ไม่เชื่อและพูดคุยซิบซิบนินทากันว่า ฉันคงใช้อำนาจคนใหญ่คนโตใครสักคนมาเข้าเรียนที่นี่แน่ๆ ฉันจึงทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วเดินไปที่โต๊ะด้านหลังที่ว่างอยู่ตามที่ศิษย์พี่รองชี้นิ้วบอกให้ฉันไปนั่งตรงนั้น ซึ่งข้างๆกันเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีกำลังมองและยิ้มให้อย่างเป็นมิตร จินไห่จึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้อยู่ดูการเรียนของฉันเพื่อนำไปรายงานให้เจ้าสำนักทราบ
จากนั้นเด็กหนุ่มหน้าตาดี มีรอยยิ้มเจ้าชู้นิดๆที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ แนะนำตัวกับฉันว่าเขาชื่อ หลวนเฉิน เขากระซิบบอกฉันด้วยน้ำเสียงของคนอัธยาศัยดีว่า คนที่นั่งตรงที่ฉันคนก่อนป่วยไม่สามารถมาเรียนต่อได้โต๊ะนี้เลยว่าง มีฉันมานั่งแทนที่ก็ดีเหมือนกัน ถ้าฉันเรียนตามไม่ทันตรงไหนให้ถามเขาได้ ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้าหลวนเฉิน ก็แนะนำตัวว่าชื่อ จิ่นเกอ เป็นเพื่อนสนิทกับหลวนเฉิน
ฉันจึงยิ้มให้คนทั้งสอง และหันไปฟังศิษย์พี่รองกำลังสอนวิธียืมพลังธรรมชาติจากลม โดยจะให้ทุกคนลองฝึกเรียกลมให้พัดต้นไม้ในกระถาง ที่วางอยู่ตรงหน้าศิษย์พี่รองให้สั่นไหว และเอ่ยถามว่าใครจะลองก่อนเป็นคนแรก เจียวจ้านจึงยกมือขึ้นขอลองก่อนเป็นคนแรก ซึ่งเจียวจ้านสามารถเรียกลมให้พัดต้นไม้ในกระถางสั่นไหวไปมาจนใบไม้บางใบปลิวร่วงลงพื้น
ศิษย์พี่รองจึงเอ่ยชมเจียวจ้านว่า ดี! และถามต่ออีกว่าใครจะเป็นคนต่อไป แต่เจียวจ้านกลับยกมือขึ้นอีกครั้งบอกกับศิษย์พี่รองว่า เขาอยากเห็นความสามารถของฉัน จึงเสนอให้ฉันออกไปทดสอบวิชาเป็นคนต่อไป
●
●
●
หมายเหตุ
*เฝิ่นลู่ แปลว่า หยกสีชมพู
*เจียวจ้าน แปลว่า การสรรเสริญที่อ่อนโยน
*หลวนเฉิน แปลว่า ต้นไม้ชนิดหนึ่ง และรุ่งอรุณ
*จิ่นเกอ แปลว่า นกพิราบ และความหนักแน่น