หลังจากกินข้าว กินปลาแล้ว เ้าหัวแดงก็ขอไปล้างมือ
จากนั้นเดินอ้อมกลับมานั่ง ฟังยายเล่าเื่จนจบ
เด็กสองคนช่วยกันจัดเก็บสถานที่ ส่วนเเม่เฒ่าหอมหยิบจับแต่ง
คำหมากยัดเข้าปากอมเคี้ยว ก่อนใช้มือปาดสีผึ้งวาดทาทับเป็อันจบวิธี
“เว้าแล้ว กะไป๊!”
เ้าหัวแดงชักชวนเด็กผิวหมึกลุกขึ้นก้าว หมาบักโด้ยะโดีดตัวตามติด
จึงผูกคาดเคียงห่อทองคำไว้ที่เอว ยันกายลุกขึ้นชะเง้อมองทาง
ยังแถบมุมป่าที่ถูกไฟใหม้ เมื่อต้นเดือนที่แล้ว
จังหวะชีพจรลงเท้า ก้าวตรงดิ่งถึงแง่หินตั้งลับตา
ผักหวานต้นแรกชูยอดอ่อนอาบแดด มือยับย่นแห้งเหี่ยวโน้มน้าว
เกี่ยวกิ่งเก็บยอดปลายงาม เดินไปอีกทางช้ายสามสิบก้าว
ต้นผักหวานใหญ่สูงท่วมหัว อายุต้นผ่านมาหลายปี ยืนรอให้เ้าประจำมาเด็ด
อันบางต้นพุ่มยังเตี้ย หลบไม่พ้นแรงไฟลุกท่วมเผาลนใบเหลืองแห้งแกล้งตาย
แต่ตราบใดที่รากเหง้ายังคงหยั่งดินอยู่ มวลธรรมชาติได้กลับมา
พลิกฟื้นก่อร่างสร้างตัวใหม่อีกครั้ง ยามฝนแรกของฤดู
อีกถัดไปชูยอดอวบดกเต็มต้น ประหนึ่งเป็การประกาศอิสระ
ว่าในผื่นป่าแห่งนี้ ไม่มีใครจับจองเป็เ้าของแบบถาวร
เหล่านานาพืชพรรณ จะยินดีต้อนรับผู้แวะมาเยือนเสมอ
ถ้าได้นำยอดกิ่งก้านสาขา เพื่อเอื้อประโยนช์ต่อมวลมนุษย์
ใบเขียวเข้มบนต้น รวมพลังกับอานุภาพแสงแดด
สร้างอากาศบริสุทธิ์ ฟอกปอดสรรพคุณหลือล้นคณานับ
รายละเอียด ตำแหน่ง ดุจลายแทงขุมทรัพย์ถูกค้นพบจากรุ่นสู่รุ่น
ยายเฒ่าชี้บอกจุดใส่สมองน้อย ทั้งสองหลานไว้เรียบร้อยแล้ว ั้แ่จำความได้
ประโยคที่ว่า สามารถหลับตาเดินในป่านี้ไม่มีหลง ใช้กับเด็กทั้งสองได้แน่นอน
ยายหอมเดินลัดเลาะ เล็มยอดผักหวานป่าสักห้า หกต้น
ก็กองพูนล้นขอบตะกร้า เด็ดใบตองป่ามาคลุมปกยอดผัก กักเก็บความชุ่มชื่น
ดอกกระเจียวขาว โผล่จูมดอกพ้นดินดำ รอเวลาอีกไม่กี่วัน
มาเก็บไปลวกจิ้มน้ำพริกกินได้เลย ตลอดทุกเมื่อ
เด็กผิวหมึกรอบนต้นหว้าลูกสุก ปากเคลือบสีม่วงอมเม็ดลูกหว้า
รสหวานเจือฝาดเต็มกระพุ้งแก้ม มองจากที่สูง เห็นหลังยายเฒ่า
พอเดินเข้ามาใกล้ มือน้อยลิงเหนียวปีนป่ายไต่ลงมายืนดักรอ
ไม่ปล่อยเวลาผ่าน เด็ดใบไม้สานกระเช้า ก้มหาผลสุกที่ร่วงจากต้น
ช่างหวานนักในสายตา กะเก็บเอาไปแบ่งกันกิน
ขณะยายหอมยกหามคอนตะกร้า เดินผ่าน ฝูงแมลงทับสีเขียวประกายแสด
กางปีกบินทะยานขึ้นฟ้า โผเกาะบนยอดต้นจิกสูง
อาศัยแทะเล็มใบเป็อาหาร ช่วยหล่อเลี้ยงประทัง
“ยาย ๆ ถ่าแหน่”
ฝ่ายหลานเด็กผิวหมึก ถลันวิ่งตามหลังทันพอดี
พะเนียงคัคต้นใหญ่ยืนตระหง่าน จำได้ว่ายายหอม
เคยขูดฝานเอาเปลือกจากลำต้น นำไปต้มให้กิน
เป็ยาแก้ท้องร่วง ใน่ระบาดหน้าแล้งปีกลาย
ความห่างไกลยากแก่การเดินทาง ถึงยังสถานที่โรงพยาบาล
แนวรักษาทางเลือกจากการใช้ยาสมุนไพร รากแก่นไม้ ถูกนำมาบรรเทาแก้ขัดได้
เ้าหัวแดงลูบเปลือกหอมรอบลำต้น ก่อนใช้ปลายเสียมสับตัดไม้เลื้อย
ออกจากรอบโคนต้น ขนาดผู้ใหญ่สองคนโอบ
เสร็จสิ้นภารกิจพิทักษ์ ขจัดวัชพืชกาฝากให้แล้ว
สบายใจ ผิวปากเป่าชวนหมาที่นอนหอบแดด ใต้ร่มพาย้ายเปลี่ยนสถานที่
ด้านยายฒ่ากับเด็กผิวหมึก พากันเดินลงมาจากลานป่าหิน
หลุดขอบจากบริเวณตีนเขา มุ่งสู่ทุ่งนาโล่งเตียน
ต้นไทรพัดไหวเอน แผ่ร่มเงาเกือบทั่วผืนหนองน้ำ
ไผ่ตงสามกอบนคูหนอง ส่ายต้นโบกเรียกสหายให้เข้ามาพักหลบแดด
ตะวันเที่ยงตรงหัว เด็กผิวหมึกวิ่งถลาตาเป็ประกายเล็งเป้าหมาย
บักโด้ยพุ่งตามจนแซงถึงหนองน้ำ ก่อนกระโจนลงนั่งจุ่มตัวแช่
ตักตวงชุ่มฉ่ำ แลบลิ้นตวัดน้ำเข้าปาก เพื่อระบายคายร้อน
ตรงหลังสันคูหนอง เ้าหัวแดงนั่งบนตอไม้ผุ ใช้เสียมถากปาดหน้าดิน
ค้นหาหอยกาบ จำพวกหลบซ่อนลงดินหน้าแล้ง
ปูนาตัวเขื่อนกระดองสีดำเข้ม ถูกมือน้อยฉุดกระชาก ลากออกมาจากก้นรู
ได้ทั้งปูและหอย อาหารสำหรับมื้อเที่ยง พอเพียงปากท้อง
จึงขยับก้าวเดินขึ้นคูหนอง มาสมทบกับยายเฒ่าที่ก่อไฟรอ
พื้นน้ำแตกวงกระจาย เด็กผิวหมึกกระโจนดำผุด ดำว่ายเล่นสนุก
กอดปล้ำฟัดเหวี่ยง หมาบักโด้ยตะกุยน้ำหนีอุตลุด
เพลิดเพลินสนุกจนล้าทั้งคนและหมา จึงขึ้นมาพลัดเปลี่ยนผ้า ชุดที่เตรียมมาจากบ้าน
“โอ้! น้อ”เ้าหัวแดงร้องตวาด
โดนละอองน้ำกระเด็น จากบักโด้ยเวลาที่มันสะบัดตัว
พลางกระดิกหางทักทายดีใจ ประมาณว่าไม่พบเจอกันเป็ชาติ
แม่เฒ่าวางตะกร้าลงข้างกาย ค้นย่ามล้วงเอาห่อพริก ห่อเกลือ ออกมา
คว้าด้ามมีดพร้า เดินขึ้นไปหากอไผ่ได้ลำปล้องขนาดเหมาะ
ด้านเ้าหัวแดงเลือกเห็ด คัดแยกแล้ว นำไปล้างสะอาดในหนอง
พร้อมปู หอย จัดวางบนใบตอง สำหรับให้ยายปรุงเครื่อง
ได้ไผ่เป็ท่อนหย่อนเห็ด เด็ดยอดผักหวาน เติมพริกเหยาะเกลือ
ลงในกระบอกไผ่ อุดปิดด้วยผักเปรี้ยวสมุนไพรป่า เอาวางลงกองเพลิงไฟร้อน
รอจนมีน้ำเดือดดันออกจากปากปล่อง ถือว่าแกงสุกกินได้
อีกช่วยกันเผาหอย ย่างปู ทั้งปิ้งตั๊กแตน ในขั้นตอนนั้นเลย
ไม่ชักช้า เด็กผิวหมึกวางสายบัว ปอกลอกใยบนใบบัว
คว่ำน้ำพริกปลาร้าบองค่อนกระปุก เทกระจายกลิ่นชวนน้ำลายสอ
เปลือกหอยกาบปรับสภาพ กลายเป็ช้อนตักแกงเห็ดร้อน ๆ เข้าปาก
รสชาติเปรี้ยวหวานปนเค็มปะแล่ม ฝีมือแม่เฒ่ากลมกล่อม
เ้าหัวแดงชอบกับการแกะงัดกระดองปู ปั้นก้อนข้าวเหนียว
กดลงไปติดมันปูหอมกรุ่น หมาบักโด้ยแลบลิ้นเลียปากจ้องรอท่า
“เอ้า กินสา”
ใจดีแบ่ง โยนเศษกองพะเนินให้หมา
ทั้งยายหลานเจริญอาหาร บักโด้ยย่องแอบไปหลบมุม
งีบหลับกลางวัน เผื่อตุนกำลังไว้เฝ้าเรือนตอนกลางคืน
บ่ายคล้อย สองเด็กน้อยนอนแผ่หรา พักตาใต้ร่มเงาไทร
ยายหอมเคี้ยวเอื้องหมากนั่งข้าง ๆ หลานเอกเขนกแลโดยรอบ
ลมเย็นโชยกระทบผิวน้ำ เป็ริ้วกระพือไหวระยับ
มวลแมงปอล้อคลื่น บินไปเกาะใบบัว หย่อนปล้องหาง
จุ่มลงพื้นน้ำปล่อยไข่วาง ก่อเกิดเป็ชีวิตสืบต่อไป
พลอยทำให้แม่เฒ่านึกถึงคำสอน คติธรรมเปรียบเปรย
‘กอไผ่ไหวเอนลู่ลม ดั่งผู้ใดรู้จักลดราปล่อยวางได้ ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นแรงต้านความหายนะ’
หมาบักโด้ยหูไว ได้ยินเสียงกระพรวนจากฝูงวัว ควาย
ที่กำลังเดินมุ่งหน้าสู่แหล่งน้ำกลางทุ่ง มันผงกหัวขึ้นนั่งมอง
“มา ๆ พวกเฮามาโดดพร้อมกัน”
บังเกิดโกลาหลบรรดาเด็กเลี้ยงควาย ตัวเล็ก ตัวน้อย
ถอดสะบัดผ้าวิ่งลงเล่นน้ำกัน บ้างก็ปีนป่ายขึ้นหากิ่งไม้สูง
จากนั้นะโลอย พุ่งลงปะทะพื้นน้ำให้แตกวงกระจายกว้าง
ความสนุกสนานตามประสา สร้างบันเทิงในหมู่คณะ
ต่างเฮลั่น เสียงหัวเราะปลุกให้เ้าสองตัว ตื่นจากงีบหลับฝันดี.