นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 29 ฟาง หมิง

             

            ตอนที่ 29 ฟาง หมิง

             

             

            เมื่อนกยักษ์เริ่มโผบิน นิทานหันไปมองทิวทัศน์รอบตัวอย่างตื่นเต้น เมืองศิลาลัยด้านล่างที่เขาเคยอยู่หดเล็กลงไปเรื่อย ๆ ร่างของเขาทะยานสู่ฟากฟ้าบนหลังของนกยักษ์ 8ปีก

             

            เมื่อขึ้นสู่ความสูงระดับหนึ่ง นิทานพลันรู้สึกได้ถึงมวลอากาศที่เปลี่ยนไป อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลง อากาศหนาวเย็นภายนอกกลับไร้ความหมายเมื่อกระดองเต่าแสงแดดมอบความอบอุ่นให้

             

            "ขอแนะนำตัวอีกครั้งนะคะ ฉัน ฟาง หมิง เป็นตัวแทนจากกลุ่มการค้าฟางประจำสาขาราชอาณาจักรไฟกัลป์ค่ะ" หมิงหันมาคุยกับนิทาน

             

            กลุ่มการค้าฟางมีสาขาที่เมืองศิลาลัยเหรอ นิทานครุ่นคิด

             

            นิทานเคยได้ยินเรื่องของกลุ่มการค้าฟางมาบ้าง แม้ไม่ใช่กลุ่มการค้าชั้นนำระดับทวีปเหมือนกลุ่มการค้าเชียนเป่าหรือกลุ่มการค้าอิสึกะ แต่ก็เป็นกลุ่มการค้าขนาดใหญ่ที่มีสาขามากมายตามหัวเมืองหลักของแต่ละขั้วอำนาจและประเทศ

             

            "สวัสดีครับ ผม นิทาน อดีตอัจฉริยะ และ หนึ่งในหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนประจำเมืองศิลาลัย และนี่ คู่หูของผม สุดยอดหมายักษ์ คีตาครับ" นิทานตอบติดตลก

             

            "ต้องขอบคุณสำหรับตั๋วสมบัติทองอีกครั้งนะครับ"

             

            “โฮ่ง!”

            ขอบคุณพี่สาวคนสวย!

             

            "เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ การเสียเงินเล็กน้อยแลกกับการได้ทำความรู้จักกับผู้มีพรสวรรค์และศักยภาพ คุ้มค่าเกินพอค่ะ" ฟาง หมิงหัวเราะอย่างนักธุรกิจ

             

            "งั้นพวกผมคงต้องทำให้ผิดหวังแล้วล่ะครับ ถ้าคุณรู้จักผมงั้นคุณฟาง หมิงของทราบเรื่องสถานการณ์ของผมแล้ว" นิทานส่ายหน้าอ่อนใจ

             

            "ได้โปรดอย่าดูถูกตัวเองขนาดนั้นเลยค่ะ แค่ในฐานะที่คุณมีโอกาสสูงมากที่จะขึ้นเป็นอริยะก็มากพอแล้วสำหรับคำว่าอัจฉริยะค่ะ" หมิงตอบกลับ

             

            "อีกอย่าง ถึงคุณจะพูดแบบนั้น แต่สามารถลอบสังหารนักสลักเอกได้โดยที่ตัวเองยังเป็นแค่ผู้เรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะคะ" หมิงยิ้มอย่างมีเลศนัย

             

            นิทานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เรื่องเหตุการณ์ในป่านั้นนอกจากนักผจญภัยกลุ่มนั้น ตัวนิทานและคีตาเอง แล้วก็คนจากตระกูลอุทุมพรก็สมควรไม่มีผู้ใดรู้อีก

             

            "สายข่าวของเรากว้างขวางพอตัวนะคะ" ฟาง หมิงยิ้มหวาน

             

            นิทานยักไหล่ ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ได้คิดมากอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถึงเรื่องนี้จะหลุดออกไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร สุดท้ายแล้วเมื่อเขาสมัครเข้าร่วมการประลอง ก็ต้องมีสายข่าวจากกลุ่มต่าง ๆ ตรวจสอบเขาอยู่ดี

             

            "ใช้โชคกับพิษเป็นหลักน่ะครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร"

             

            “ถ้าให้ผู้เรียนรู้ 100คนที่โชคดีมาก ๆ แล้วก็พกพาพิษเจือจางที่อย่างมากก็ทำได้แค่ทำให้นักสลักเอกชะงักเล็กน้อย ฉันกล้าพูดว่ามีไม่เกิน 3คนหรอกค่ะที่ทำได้อย่างคุณ”

             

            “อย่างที่ผมบอกครับ แค่โชคดีเป็นหลัก ถ้าให้ผมไปทำเหมือนตอนนั้นอีกครั้ง อาจจะไม่สำเร็จแล้วก็ได้ครับ” นิทานส่ายหน้า

             

            “แต่ก็อาจจะสำเร็จเช่นกันใช่มั้ยล่ะคะ” ฟาง หมิงสองตาทอประกาย

             

            “ขอย้ำอีกครั้ง อยู่ที่โชคนั่นล่ะครับ” นิทานยิ้มบาง

             

            "แล้วไม่ทราบว่าผู้โชคดีของเราทำไมจู่ ๆ ก็อยากย้ายเข้าเมืองหลวงล่ะคะ" ฟาง หมิงเลียบเคียงถาม

             

            นิทานคิดสักพักหนึ่ง งานประลองนี้เป็นงานประลองที่ป่าวประกาศโดยไม่มีปิดบัง หากเขาจะเข้าร่วมจริง ๆ ก็เป็นเรื่องปกติที่ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจะสืบข้อมูลของผู้เข้าแข่งขันที่เหลือ

             

            แต่ถ่วงเวลาหาข้อมูลได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีละนะ แถมการที่คีตากับฉันสามารถแบ่งพลังกันใช้ได้ก็สมควรเป็นเรื่องพิเศษพอสมควร

             

            สมควรเป็นไพ่ตายชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปบอกใครไปทั่ว นิทานครุ่นคิดในหัว

             

            “ส่วนตัวฉันเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนะคะเรื่องที่คุณนิทานบอกว่าจะเป็นนักผจญภัย ความสามารถของคุณย่อมไม่มีปัญหา แต่สัญชาตญาณของฉันบอกว่าจุดประสงค์หลักน่าจะเป็นอย่างอื่น” ฟาง หมิงพูดด้วยรอยยิ้ม หากสายตากลับจับจ้องตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานอย่างไม่วางตา

             

            “ฮ่ะฮ่ะ สัญชาตญาณนักธุรกิจชั้นนำสินะครับ” นิทานหัวเราะ

             

            "ส่วนหนึ่งก็มีความคิดจะเป็นนักผจญภัยเหมือนกันครับ แต่ก็มีมองเรื่องเข้าทำงานหน่วยลาดตระเวนกับหน่วยพิทักษ์เมืองของเมืองหลวงด้วย" นิทานตอบข้อเท็จจริงผสมเท็จ

             

            "งานหน่วยลาดตระเวนของเมืองหลวงแทบจะเรียกได้ว่าว่างเลยนะคะ ต่างกับเมืองศิลาลัยที่ติดชายแดนป่า ทำให้ต้องมีหน่วยลาดตระเวนคอยเฝ้าระวังเขตป่าตลอดเวลา" หมิงเผยสีหน้างุนงง

             

            “ผมคิดมาตลอดว่ารอบเมืองหลวงมีเขตแดนต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด ทั้ง ป่า ภูเขา ทะเลสาบ และอื่น ๆ อีกมากมาย หน่วยลาดตระเวนน่าจะงานหนัก” นิทานฉงน

             

            “ตรงกันข้ามเลยค่ะ นครรัตนะเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรไฟกัลป์ เป็นศูนย์รวมของยอดฝีมือมากมายเหนือจินตนาการ ไม่มีทางที่จะเกิดอันตรายใด ๆ ได้หรอกค่ะ สัตว์อสูรในพื้นที่พวกนั้นก็สงบเสงี่ยมกันทั้งหมดด้วยความระแวงว่าจะถูกกวาดล้างในพริบตา” หมิงพูด

             

            นิทานนิ่งเงียบไป สีหน้าเก็บความรู้สึกแต่ในหัวของเขากำลังมึนหัวกับความทึ่มของตัวเอง

             

            ก็นั่นน่ะสิ! เมืองหลวงเลยนะ จะปล่อยให้มีอะไรอันตรายอยู่รอบพื้นที่ได้ยังไง! เรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง!

             

            “แล้วก็คุณนิทานลืมไปรึเปล่าคะ ผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวแห่งบัลลังก์สีชาด สตรีผู้ควบคุมเพลิงกัลป์ องค์ราชินี โกเมน อัคนี ไฟกัลป์ ก็ประทับอยู่ที่นครรัตนะนะคะ”

             

            นิทานพยักหน้ารับ เมื่อเขานึกถึงความแข็งแกร่งขององค์ราชินีแล้ว นครรัตนะสมควรเป็นที่ที่ไม่มีผู้ใดริอ่านกล้ำกราย

             

            “งั้นงานหน่วยลาดตระเวนกับหน่วยพิทักษ์เมืองของผมก็คงว่างไปยาวเลยสิครับเนี่ย” นิทานถอนหายใจ

             

            "กลับกันเลยค่ะ หน่วยลาดตระเวนน่ะว่างจริง ๆ แต่หน่วยพิทักษ์เมืองคือหนังคนละม้วนเลยค่ะ"

             

            ฟาง หมิงอธิบายเพิ่มพลางบอกความเห็นของตน

             

            "หน่วยพิทักษ์เมือง ฉันคิดว่าตำแหน่งนี้ค่อนข้างเหมาะกับคุณนิทานนะคะ หน่วยพิทักษ์เมืองทำหน้าที่ปราบปรามผู้กระทำความผิดและยับยั้งเหตุร้าย ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงจึงเป็นที่ตั้งของทั้งตระกูลใหญ่ ขุมอำนาจใต้ดิน กองกำลังจากเขตแดนอื่น เผ่าพันธุ์หลักอย่างเผ่ารูเบียสหรือเผ่าซือบาสก็อาศัยอยู่เยอะ ยังมีพวกโจรสลัดจากทะเลตอนใต้ที่ชอบส่งสินค้ามาขาย เรียกได้ว่าวุ่นวายสุด ๆ เลยล่ะค่ะ"

             

            "กองกำลังจากเขตแดนอื่นนี่คืออย่างเช่น กลุ่มการค้าฟางหรือเปล่าครับ" นิทานยิ้มเล็กน้อย

             

            "ถูกต้องค่ะ ราชอาณาจักรไฟกัลป์เปิดกว้างการค้าเสรี แม้จะทำให้การค้าหลากหลายและพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ก็แลกมาด้วยขุมอำนาจ อื่นเข้ามาแผ่ขยายอิทธิพลได้สะดวก อาจจะเรียกได้ว่าเป็นดาบสองคม” ฟาง หมิงพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน

             

            “แต่สุดท้ายแล้ว ตราบใดที่องค์ราชินียังปกปักราชอาณาจักรอันเกรียงไกรนี้ ยังไงอาณาจักรไฟกัลป์ก็ไม่มีวันสั่นคลอนหรอกค่ะ" เธอยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจตีความ

             

            "อย่างมากก็ได้แค่ขยายอิทธิพลและสร้างเครือข่ายกับเหล่าผู้มีศักยภาพในอนาคต อย่างคุณนิทานไงคะ" ฟาง หมิงเวลานี้สายตาอ่อนโยนแต่กลับทอประกายของนักธุรกิจที่ต้องการผูกมิตรอย่างเต็มตัว

             

            "ย้อนกลับไปสักเล็กน้อยนะครับ หมายความว่าคุณหมิงมองว่าหน่วยพิทักษ์เมืองจะเหมาะกับผมที่สุดสินะครับ"

             

            "ไม่ใช่ค่ะ ในความเห็นของฉัน ที่เหมาะกับคุณนิทานและคีตาที่สุดคือนักผจญภัยค่ะ"

             

            นิทานเอียงคออย่างสงสัย ในความเห็นของเขาอาชีพนักผจญภัยนั้นอาจจะรายได้ดีและเป็นอิสระก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงสูงและต้องออกเดินทางบ่อย ยิ่งเมืองหลวงไม่ได้ติดชายแดนหรือเขตอันตรายมากนัก ทำให้นักผจญภัยระดับสูงที่หากมีภารกิจที่ต้องตาก็มักต้องออกเดินทางไกลหลายครั้งไป

             

            "คุณนิทานออกจากเมืองศิลาลัยมาแบบนี้ คงอยากหาประสบการณ์เพิ่มเพื่อจะได้เรียนรู้คำของตนได้ไวที่สุด เลื่อนเป็นนักสลักเอกใช่มั้ยล่ะคะ"

             

            นิทานไม่ตอบ เพียงอมยิ้มมองด้วยแววตาไร้อารมณ์เท่านั้น

             

            "ผู้เรียนรู้ที่ต้องการเลื่อนเป็นนักสลักเอกนั้นต้องเรียนรู้คำของตนให้ได้อย่างถ่องแท้ จากประสบการณ์มากมายต่างบอกตรงกันว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการได้พบเจอสิ่งใหม่ ๆ เก็บสั่งสมประสบการณ์และค้นพบตัวเอง"

             

            นิทานพยักหน้าน้อย ๆ จากที่เขาได้เรียนรู้มา วิธีดังกล่าวคือวิธีที่คนส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าเหมาะสมที่สุด

             

            การที่คนคนหนึ่งจะรู้จักตัวเองอย่างแท้จริงย่อมต้องผ่านการหล่อหลอมจากประสบการณ์ชีวิตอันแตกต่าง แม้อาจจะไม่เสมอไปแต่หลาย ๆ คนย่อมเป็นเช่นนั้น

             

            นี่คือเหตุผลที่คนที่สามารถค้นพบตนเองได้เร็วคืออัจฉริยะ โดยส่วนมากแล้ว คนทั่วไปจะค้นพบคำแรกเมื่ออายุราว ๆ 20ปี เนื่องจากผ่านประสบการณ์วัยเด็กมาแล้ว เริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และเข้าใจความเป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น

             

            คำแรกของคนจึงมักโผล่มาในช่วงเวลาอายุ 20ปี คนที่ค้นพบตัวได้ตั้งแต่ 15ปีคือผู้มีพรสวรรค์ มีพลังจิตวิญญาณสูงส่ง จิตใจที่ยึดมั่นในตัวเองและเข้าใจว่าสิ่งที่ตนต้องการคืออะไร แม้อาจไม่มีประสบการณ์อะไรมากมายแต่พวกเขารับรู้ถึงหัวใจของตนอย่างแท้จริง

             

            อีกจำพวกหนึ่งที่สามารถค้นพบคำได้รวดเร็วคือผู้ที่ผ่านประสบการณ์ที่หล่อหลอมใจมาอย่างแท้จริง ด้วยประสบการณ์นั้นเปิดโอกาสให้คนผู้นั้นค้นพบสิ่งที่ตนต้องการอย่างแท้จริง

             

            การที่นิทานปลุกคำแห่งพลัง เชื่อมโยง ในวินาทีที่พ่อแม่ของเขาจากไปนับเป็นรูปแบบนี้

             

            "คนบางจำพวกอาจวันหนึ่งก็รับรู้ได้ด้วยตัวเอง เข้าใจคำแห่งพลังของตนและเลื่อนระดับอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ก็ไม่มากนักหรอกค่ะ" ฟาง หมิงอธิบายต่อ

             

            "ดังนั้นสำหรับฉันแล้ว การที่คุณนิทานเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์เมือง รู้จักผู้คนหลากหลาย เจอกับคนต่างเผ่าพันธุ์ ย่อมไม่ส่งผลมากเท่าการที่คุณนิทานออกเดินทาง ไปทำภารกิจตามที่ต่าง ๆ พบเจอสถานที่ใหม่ ๆ สู้กับศัตรูที่แข็งแกร่ง ฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ และเจออะไรที่ทำให้คุณบรรลุความรู้สึกของตนเองค่ะ"

             

            นิทานยังคงอมยิ้มไม่พูดอะไร นัยน์ตาของหมิงจ้องตรงมาที่นิทานโดยไม่หลบสายตา ผ่านไปสักครู่นิทานจึงพูดต่อ

             

            "มีอะไรก็ว่ากันตามตรงเถอะครับ ผมขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะและคำแนะนำดี ๆ แต่ผมต้องการรู้รายละเอียดมากกว่าครับ" นิทานยิ้ม นัยน์ตาไม่อาจอ่านอารมณ์ใด ๆ ได้

             

            ฟาง หมิงผงะไป ลมหายใจขาดห้วงราวกับกำลังอยู่ต่อหน้านักล่า คีตาที่นอนนิ่ง ๆ อยู่ข้าง ๆ เวลานี้ก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องที่ฟาง หมิงอย่างไม่วางตา

             

            เธอกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

             

            "กลุ่มการค้าฟางมีข้อเสนอให้คุณนิทานจริง ๆ ค่ะ ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องการเอาเปรียบอะไรคุณจริง ๆ นะคะถึงได้ใช้วิธีแอบมาทำความรู้จักก่อน” หมิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดลง

             

            “แต่จากรายงานของเรา ความสามารถในการตรวจจับของคุณคือสิ่งที่จำเป็นในภารกิจสำคัญภารกิจหนึ่งของเรา เป็นภารกิจสำรวจโบราณสถานค่ะ"

             

            นิทานยังคงนิ่งเฉย จ้องตรงเข้าไปในแววตาของฟาง หมิงราวกับต้องการจะค้นหาบางสิ่งในนั้น

             

            หมิงไม่อาจอ่านสีหน้าใด ๆ ได้แต่มองกลับไปอย่างจริงใจ เฝ้าคาดหวังคำต่อไปที่ชายหนุ่มอายุน้อยกว่าตนตรงหน้าจะพูดออกมา

             

            ผ่านไปครู่ใหญ่นิทานจึงยิ้มออกมาน้อย ๆ พลางพูดต่อ

             

            "ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากนะครับ รวมถึงตั๋วสองใบของพวกผมด้วย"

             

            สีหน้าหมิงพลันสดใสขึ้นมา

             

            "ขอบ.. ขอบคุณมากนะคะ กลุ่มการค้าของเราย่อมไม่มีปัญหาเรื่องค่าเสียเวลา รวมถึงสิทธิประ.." นิทานพลันยกมือขึ้นมาเป็นสัญญาณให้หยุด

             

            "ผมยังมีธุระเล็กน้อยต้องจัดการก่อน หากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผมจะไปหาที่ศูนย์ใหญ่นะครับ"

             

            ฟาง หมิงสีหน้าแย่ลงเล็กน้อย เพียงครู่เดียวก็กลับมาดูดีขึ้น

             

            นิทานไม่ได้ปฏิเสธตรง ๆ แม้ดูแล้วจะค่อนข้างชัดเจนเรื่องการไม่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการร่วมงานโดยสิ้นเชิง หมายความว่าหากมีโอกาสก็ยินดีทำงานร่วมกัน หากผลประโยชน์ลงตัวกับเขา

             

            "สามารถมาหาได้ทุกเมื่อเลยค่ะ ฉันจะต้อนรับอย่างดีแน่นอน" ฟาง หมิงยิ้มหวานออกมาอีกครั้ง

             

            ทั้งสองคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนแยกย้ายกันพักผ่อน

             

            ผ่านไปสักพักนิทานก็ผล็อยหลับไป ลมหายใจสงบนิ่งเป็นจังหวะ ฟาง หมิงแอบลอบมองเล็กน้อย ยามหลับ นิทานดูเป็นเพียงชายหนุ่มอายุน้อยหน้าตาคมคายเท่านั้น ตรงกันข้ามกับสายตานักล่าที่เธอประสบเมื่อครู่

             

            เธออาจคิดไปเอง แต่ฟาง หมิงกลับรู้สึกเหมือนว่าชายหนุ่มตรงหน้าเพียงหลับตาลงธรรมดา ๆ เท่านั้น ไม่ได้ตกสู่นิทราแต่อย่างใด พร้อมตอบโต้ทุกเหตุไม่คาดฝัน

             

            เวลาไหลผ่านไป นิทานถูกปลุกด้วยเสียงอันกึกก้องของกัปตันเมฆา

             

            "เราจะถึงที่หมายในอีกไม่นานค่ะ ผู้โดยสารทุกท่านสามารถเห็นนครรัตนะ เมืองหลวงของราชอาณาจักรไฟกัลป์ของเราได้ทางเบื้องหน้า"

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน