เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 38 แอบฟัง

    ท่ามกลางเสียงฝูงชนที่เริ่มแยกย้ายออกจากลานประลอง บางคนยังคงจับกลุ่มสนทนา บ้างก็มองมาทางชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางเวทีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเมื่อเช้าโดยสิ้นเชิง—จากความหมางเมินเป็นความชื่นชม จากการสบประมาทเป็นการยอมรับ

     

    หลี่หยาง ยืนนิ่งเงียบกลางลานประลองที่ว่างเปล่า ราวกับเขากำลังซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในใจ

     

    ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง

    หลี่เทียนหยุน ผู้อาวุโสสาม ปู่ของเขา ก้าวเข้ามาใกล้พร้อมแววตาอ่อนโยนไม่เหมือนเคย

     

    “หลานข้า…เจ้าทำให้ปู่ภูมิใจยิ่งนัก”

    เขาวางมือบนไหล่ของหลี่หยางเบาๆ

     

    อีกฝั่งหนึ่ง หลี่เทียนเหยิน กับ หลี่เทียนไห่ ก็ตามมาสมทบ

    ผู้นำตระกูลหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

     

    “ในวันนี้…เจ้าทำให้ตระกูลหลี่ของเรามีความหวังใหม่ ข้าขอขอบใจจากใจจริง”

     

    ทันใดนั้น เสียงใสๆ ดังขึ้นจากด้านล่างเวที

    “พี่ใหญ่!!”

    หลี่ซินเอ๋อร์  น้องสาวของเขาวิ่งเข้ามากอดเขาแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ

     

    “หนูรู้ว่าพี่ต้องทำได้!”

     

    หลี่หยางยิ้มบางๆ ลูบหัวน้องสาว แล้วหันไปมองผู้อาวุโสทั้งสามตรงหน้า เขาค้อมศีรษะช้าๆ

     

    “ข้าขอบคุณท่านทั้งสาม… สำหรับทุกอย่าง”

     

    จากนั้นหลี่เทียนไห่ ผู้นำตระกูล ก็ก้าวขึ้นบนเวทีอีกครั้ง เสียงของเขากลับดังขึ้นอีกระลอก—แต่ไม่ใช่เพื่อกล่าวกับผู้คนทั่วไป

     

    แต่เพื่อกล่าวกับ “หลี่หยาง”

     

    “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป—หลี่หยาง คือตัวแทนของเยาวชนตระกูลหลี่

    ข้าจะประกาศให้ทั้งผู้คนรับรู้ ว่า ‘อัจฉริยะที่แท้จริงของตระกูล ได้หวนคืนแล้ว!’”

     

     

    ขณะที่ผู้คนค่อยๆ แยกย้าย ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนจากสีส้มเป็นม่วงอ่อน เสียงฝีเท้าเบาบางสะท้อนบนลานหิน หลี่หยางยืนอยู่กลางเวทีเพียงลำพัง ลมเย็นพลิ้วผ่านราวกับพัดพาความหลังให้ลอยหายไปกับฟ้า

     

    เขาหลับตาลงเล็กน้อย สูดหายใจเข้า ก่อนเอ่ยในใจช้าๆ

     

    “ข้าทำได้แล้ว ข้าทำให้เจ้ากลับมาเป็นที่ยอมรับของคนในตระกูลได้แล้ว…“

    เขาพึมพำ ในใจ  สิ่งเหล่านี้เขาทำเพื่อตอบแทนตัวเขาเองอีกคน เจ้าของร่างเดิมที่เขามาแทนที่

     

    จากขยะที่ถูกเหยียบย่ำ จนถึงวันนี้…

    ข้าสู้มาโดยไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร

    แต่ตอนนี้—ข้าเห็นมันแล้ว

    เส้นทางของข้า ไม่ได้หยุดอยู่แค่การยอมรับ

    แต่ต้องเป็น…การก้าวข้ามขีดจำกัดที่โลกใบนี้เคยรู้จัก”

     

    เขาลืมตาขึ้น แสงสุดท้ายของวันตกกระทบเข้าที่ดวงตา

    ที่บัดนี้ไม่ได้สั่นไหวหรือหวาดกลัวอีกต่อไป

     

    “ต่อจากนี้…

    ข้าจะเป็น ‘หลี่หยาง’ ผู้สร้างเส้นทางของตนเอง

    ไม่ใช่ผู้เดินตามรอยเท้าใครทั้งนั้น”

     

    แล้วเขาก็หันหลัง เดินลงจากเวทีเงียบๆ โดยมีน้องสาวและปู่รออยู่เบื้องล่าง—แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้บนเวทีนั้น

    คือ ชื่อของตนเอง ที่ถูกจารึกอีกครั้งในใจของผู้คน… อย่างไม่มีวันลืม

     

    กลางคืนในจวนสกุลหลี่อบอวลด้วยแสงตะเกียงอุ่นสบาย กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยคลุ้งเต็มลานหินหน้าห้องโถงใหญ่ หลี่หยางนั่งหัวโต๊ะเคียงข้างปู่ของเขา—หลี่เทียนหยุน และหลี่ซินเอ๋อร์ น้องสาวผู้ร่าเริงของเขากำลังคีบอาหารใส่จานให้ไม่หยุด พร้อมเสียงหัวเราะสดใส

     

    “พี่ใหญ่! วันนี้พี่เท่มากเลยนะ! พี่รู้ไหมว่าข้าตะโกนเชียร์จนเสียงแหบไปหมดแล้ว!”

    “อืม… เจ้าควรกินข้าวมากกว่าตะโกนบ้างนะ” หลี่หยางยิ้ม เอื้อมมือยีผมน้องสาวเบาๆ

     

    หลี่เทียนหยุนมองหลานชายด้วยแววตาภูมิใจ ปลื้มใจจนน้ำตาซึมเล็กน้อย

     

    “หยางเอ๋อ… ข้ารู้ว่าคำขอโทษของข้ามันสายไปสามปี แต่วันนี้… ข้าภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งกว่าทุกสิ่ง”

     

    ไม่ทันที่หลี่หยางจะเอ่ยตอบ เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น

    เมื่อคนรับใช้เปิดออก แขกมากหน้าหลายตาเริ่มทยอยเข้ามา บ้างยิ้มแย้ม บ้างน้ำตาคลอ บางคนประสานมือแล้วกล่าวขอโทษอย่างจริงใจ

     

    “หลี่หยางอดีต ข้าเคยลบหลู่เจ้า… วันนี้ข้าอยากขอโทษด้วยใจจริง”

    “ข้าเคยพูดจาดูถูก… แต่ข้ารู้แล้วว่าข้ามองคนผิด”

     

    หลี่หยางลุกขึ้นรับคำขออภัยทุกคนด้วยท่าทีสงบนิ่ง

     

    “ไม่เป็นไร… ถ้าเราจะเดินต่อไปข้างหน้า ก็ไม่ควรแบกความแค้นไว้ให้หนักใจ”

     

    บรรยากาศอบอุ่น ครึกครื้น และเปี่ยมด้วยความหมาย ในค่ำคืนที่แม้เรียบง่าย… แต่จะถูกจดจำไปตลอดกาล

    มันคือการเฉลิมฉลอง—ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือการ กลับมาเป็นตัวตนของหลี่หยางอีกครั้ง

     

    หลี่เทียนหยุนเหลือบตามองหลี่ซินเอ๋อร์ที่ยังนั่งอยู่ใกล้ ๆ ดวงตาของเขาเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน แต่แฝงความเด็ดขาด

     

    “ซินเอ๋อร์… ดึกแล้ว เจ้ากลับห้องไปพักผ่อนเถิด”

    “เรื่องของผู้ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องรับรู้ทั้งหมด”

     

    แม้หลี่ซินเอ๋อร์จะดูอิดออดเล็กน้อย แต่นางก็รู้ดีว่าเมื่อปู่ออกคำสั่ง ยากนักจะโต้แย้ง

     

    “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ…พี่หยาง พรุ่งนี้อย่าลืมเล่าเรื่องรางวัลให้ข้าฟังด้วยล่ะ!”

     

    นางพูดพลางยิ้ม ก่อนเดินจากไปอย่างว่าง่าย ทว่าเมื่อเหลือเพียงสองคนในห้อง ความเงียบก็ตกครอบงำ

     

    หลี่เทียนหยุนหรี่ตาลง จ้องมองหลานชายคนโปรดอย่างแน่วแน่ สีหน้าที่เคยอบอุ่นเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที

     

    “หยางเอ๋อร์…เจ้าเก่งขึ้นมาก มากจนข้าเองยังตกใจ”

    “แต่นั่นเองที่ทำให้ข้าต้องถามให้แน่ใจ…”

     

    เขาขยับตัวเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

     

    “ไมยราพของเจ้า พัฒนาอย่างผิดธรรมชาติหรือไม่?

    เจ้าควบคุมสัตว์อสูรระดับสูงกว่าตัวเองได้… ข้าไม่อยากให้มันเหมือนกรณีของหลี่เฉินเฟิง”

     

    หลี่หยางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาที่เคยมีรอยยิ้มจางลง เขานิ่งเงียบชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วยกน้ำชาขึ้นจิบช้าๆ

     

    “ปู่… ข้ารู้ว่าทุกคนมีสิทธิ์สงสัย ข้าก็เคยสงสัยตัวเองเช่นกัน”

    “แต่ไมยราพของข้า… ไม่ได้วิวัฒนาการด้วยวิธีผิดธรรมชาติ หรือถูกบังคับโดยพิษหรือศาสตร์มืดใดๆ”

     

    หลี่หยางวางถ้วยชา ดวงตาเปล่งประกายด้วยความมั่นคง

     

    “มัน…เลือกข้าเอง ข้าไม่ได้ควบคุมมัน แต่เรา เดินไปด้วยกัน”

    “มันร้องเรียกหาข้า ขอแสงแห่งดวงอาทิตย์เพื่อเปลี่ยนตนเอง นั่นคือความสมัครใจ และข้าก็แค่ยื่นมือให้มัน”

    “และที่สำคัญ ท่านปู่ ท่านลืมพลังแฝง —จิตหยั่งรู้—ของข้าไปแล้ว ?…”

    หลี่เทียนหยุนมองหลานชายอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ ใบหน้าแม้ยังเคร่งขรึม แต่แฝงด้วยความโล่งใจบางเบา

     

    “เช่นนั้นก็ดีแล้ว… เจ้ายิ่งเติบโต ข้ายิ่งกลัวว่าเจ้าจะต้องแบกรับมากเกินไป”

    “อย่าลืมว่า ไม่ว่าเจ้าจะก้าวไกลแค่ไหน ตราบใดที่เจ้ามีหัวใจที่ไม่ลืมตัว ตระกูลหลี่…จะยังคงมีความหวัง”

     

    หลี่หยางยิ้มบางๆ ก้มศีรษะให้อย่างเคารพ

     

    “ข้าจะไม่ทำให้ปู่ต้องผิดหวังอีก”

     

    ค่ำคืนนั้น พรั่งพร้อมด้วยดาว แต่ในใจของหลี่หยาง—เริ่มมีแสงแห่งความมุ่งมั่นสว่างไสวยิ่งกว่าครั้งใด

     

    ขณะหลี่ซูเฟยกำลังจะเดินมาถึงหน้าบ้านของหลี่หยาง นางถือของขว้ญเล็ก ๆ มาในมือด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม แม้จิตใจจะยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจากการประลองในวันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้นางเดินมาหาเขา…คือความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัว

     

    ทว่า เมื่อก้าวเท้าใกล้ถึงหน้าต่างของห้องรับแขก เสียงสนทนาเบา ๆ ก็ดังลอดออกมา

     

     

    เสียงนั้นเบา แต่ชัดเจนพอให้หลี่ซูเฟยได้ยินเต็มสองหู ดวงตาของนางเบิกกว้างเล็กน้อย

     

    “พลังจิตหยั่งรู้…?”

     

    หลี่ซูเฟยเอ่ยในใจ พลังที่หายากยิ่ง แม้แต่ในบันทึกโบราณของตระกูล ก็ยังไม่มีตำราใดกล่าวถึงมัน

     

    นางยืนนิ่ง ราวกับไม่แน่ใจว่าควรจะเดินเข้าไปหรือจากไปดี แต่ในที่สุดก็ถอยหลังอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหมุนตัวจากไปในความเงียบ

     

    ของขวัญในมือนางยังอยู่… แต่ดวงตาที่เคยเปล่งประกายกลับแฝงแววครุ่นคิดแทน

     


     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน