ครืนน!
เสียงสั่นสะเทือนดังกังวาลไปทั่ววิหารเศษหินปูนสีเทาร่วงลงพื้น
เกลียวกราวฝุ่นควันลอยฝุ้งไปทั่วบริเวณวินาทีนั้นเองไวกว่าความคิดศิลาฟ้าครามและสามพี่น้องพลันกระชับอาวุธในมือแน่น
ครืนนน ตึงง!
เสียงดังสนั่นเกิดขึ้นอีกครั้งห่างออกไปทางด้านหลังของพวกเขาศิลารีบหันกลับไปมองทันทีพบว่าประตูทางเขาวิหารถูกปิดลงด้วยประตูสีดำสลักตัวอักษรเวทมนต์ผนึกเอาไว้ที่บนบานประตู
ครึกกก! พึบๆๆๆ
เสียงตรีศูลกรีดรากพื้นวิหารสีทองเกิดเป็นสระเกล็ดไฟแตกกระตายส่งเสียงเสียวฟันจนชายหนุ่มขนลุกซู่คลื่นลมพัดแตกกระจายออกทั่วทิศทางเมื่อพวกมันทั้งยี่สิบตัวพร้อมใจกันโบกสะบัดกระพือปีก ร่างของพวกมันคล้ายกับมีเมือกเหนียวเนอะเคือบอยู่ทั่วร่างบวกกับใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวเขี้ยวยาวโค้งด้านหลังมีหนามสีดำแทงโผล่ขึ้นมาตามเส้นกระดูกสันหลัง
กรรรร!!
พวกมันคำรามลั่นสะท้านฟ้าทั่ววิหารพลันสั่นสะเทือนราวกับจะถล่มพินาศสิ้นในคลื่นพลัง
“ออร่าความชั่วร้ายจะหนาแน่นอะไรขนาดนี้” ศิลาที่จ้องมองถึงกับเอ่ยขึ้นเมื่อสัมผัสคลื่นพลังของพวกมัน เพราะคลื่นความชั่วร้ายของพวกมันควบแน่นจนเกิดเป็นออร่าสีแดงดำลอยผสมในอากาศแตกกระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณ สัมผัสนั้นให้ความรู้สึกบ้าคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้อาจม
วูบบ!!
วินาทีต่อมาพื้นวิหารกลับเปลี่ยนจากสีทองสว่างเป็นสีดำเพลิงอเวจีสีแดงเพลิงทับทิมเกิดเพลิงสีแดงดำรุกไหม้ทั่วพื้นกว้างทอดยาวถึงภายในเสาร์สีทองทุกต้นเปลี่ยนเป็นสีแดงดำพร้อมกับเพลิงรุกไหม้
“มันวิหารของเทพแห่งสายน้ำแต่ทำไมถึงได้มีเพลิงได้ล่ะ” สัมพาทีถึงกับเอ่ยขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
“พลังไงล่ะ!! พลังของพวกมันใช้ธาตุน้ำการจะสู้กับเทพแห่งสายน้ำพลังธาตุลมถือเป็นสิ่งสำคัญเขาคงคิดว่าหากจะมาพิชิตดันเจี้ยนนี้คงมีคนคิดเอาผู้เล่นที่มีพลังธาตุลมมามากมายเลยวางกับดักให้ไอ้เจ้านี้ใช้พลังธาตุไฟที่ชนะทางธาตุลม” ศิลาตอบในขณะที่ทุกคนเองก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะพุ่งทะยานเข้าหาพวกมันที่บินโฉบไปมาทั่วทิศทางรายล้อมรอบตัวพวกเขา ศิลามั่นใจเลยว่าหากเขาที่ไม่มีสกิลต้านทานธาตุไฟสมบูรณ์แบบคงตายอย่างแน่นอน
วีดดด!
เสียงตรีศูลผ่าอากาศพุ่งใส่สดายุอย่างเฉียบคมที่อยู่ด้านหลังสุดยามกระทันหันมันเองก็พุ่งทะยานเข้าหากากอยตัวที่โจมตีใส่มันอย่างบ้าบิ่นโดยที่ไม่สนใจจะป้องกันตัวเองแม้แต่น้อยตรีศูลอีกเล่มแทงสวนใส่สดายุที่ลอยตัวอยู่ ในจุดอับสายตาอย่างดุร้ายฉลับพลันนั้นสัมพาทีดีดเท้าทะยานร่างตวัดดาบร่ำไห้ฟันเข้าปะทะคมตรีศูลสีดำอย่างทันท้วงที
เช้ง เช้ง ปึกก ตูมม กรรร!
สดายุที่ทะยานร่างถึงกากอยตัวที่โจมตีใส่มันทันใดนั้นเท้าขวาที่เล็กป้อมสั้นอวบอ้วนของมันก็เตะวาดเข้าที่หน้ากากอยเจ้ากรรมผู้เคราะห์ร้ายด้วยพลังปราณสีม้วงอันเข้มข้นจนร่างของมันลอยกระเด็นอัดกระแทกกับเสาร์พังพินาศ
เมื่อเห็นพรรคพวกถูกโจมตีพวกมันก็กู้ร้องคำรามลั่นจนอากาศสั่นไหวอีกรอบจากนั้นทั้งหมดก็พุ่งทะยานเข้าใส่กากอยขับเขี้ยวกันอย่างดุเดือดส่งสระเกล็ดไฟแตกกระจายไปทั่วในอากาศท่ามกลางพื้นเบื้องร่างที่ปกคลุมด้วยเพลิงสีดำราวกับพวกเขากำลังต่อสู้อยู่บนขุมอเวจีก็ไม่ปาน
เสียงอาวุธกระทบกันดังเสียดหูราวฟ้าแตกทั้งสับสนถี่ยิบเสียดแทงสะท้านสะเทือนคลื่นลมแตกระเบิดจากขุมพลังที่แตกกระจาย
“ฟ้า!” ศิลาตวาดลั่นพร้อมกับพุ่งทะยานร่างปกป้องหญิงสาวจากกากอยเจ้าหล่อนเองที่ลอยอยู่กลางอากาศก็รู้งานโดยที่ไม่ต้องให้ชายหนุ่มพูดอะไรมาก
พริบตาต่อมาปรากฎวงเวทมนต์สีดำกระจ่างดาวนับร้อยวงรัศมีสองเมตรลอยประดับในเวหาอย่างพิศวงทอแสงสีดำกระจ่างดาวระยับตาตามจังหวะของบทสวด
“ลมหายใจของข้า คือลมหายใจแห่งรัตติกาล
เสียงเรียกขานของข้า คือเสียงเรียกขานของรัตติกาล
รัตติกาลก่อเกิดนิรันดร์กาลเกื้อหนุนโดยรัตติกาล
มหาเวทย์ลมหายใจแห่งรัตติกาล”
จบคำหญิงสาวกระแทกเสียงหนักวงเวทย์ทั้งหมดแตกระเบิดกลายเป็นคลื่นสายลมสีดำแหลมคมนับพันพุ่งเข้าเชือดเฉือนร่างของกากอยอย่างบ้าคลั่ง
อ๊ากกก แว๊กก กรรร!
พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจฟังดูคล้ายกับสัมภเวสีผีเปรตเลือดสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่วในอากาศส่งกลิ่นคาวเลือดลอยฝุ้งเตะจมูกจนแทบอาเจียนกลิ่นเลือดของพวกมันฉุนยิ่งกว่าช้างขึ้นอืดเสียอีก
ทำเอาพวกศิลาถึงกับต้องรีบเผ่นแนบออกมาในขณะที่เศษไอเท็มค่อยๆลอยเข้าแหวนของชายหนุ่ม
“เวลสี่สิบหรอก็โอเค” ศิลาสบถขึ้นเมื่อมองค่าสถานะของตัวเองในขณะที่เดินตรงเข้าไปตามทางยาวซึ่งฟ้าครามเองก็มีระดับเพิ่มขึ้นมาถึงสามสิบส่วนสามพี่น้องระดับอยู่ที่ยี่สิบห้าในขณะที่ศิลากำลังมุ่งมันเคลียร์ดัน
เจี้ยนอยู่นั้นทางด้านเพิร์จเองก็กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองแกรนด์วาส
***********************************
เพิร์จขี่อยู่หลังของกิเรนเพลิงอดัมและอีฟกำลังขี่อยู่บนหลังแร็พเตอร์ที่ทั่วร่างห่อหุ้มด้วยเพลิงสีฟ้าแสดงถึงการวิวัฒนาการของสัตว์อสูรโดยครั้งนี้เพิร์จได้ให้เหล่าสุราเมลัยเฝ้าเมืองส่วนอดัมและอีฟปล่อยให้จีวอนและจีวูคอยดูแลเมือง
พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปตอนใต้ของทวีปใหญ่อันสุดเขตของแผ่นดินที่ติดกันทั้งหมดซึ่งเมืองแกรนด์วาสนั้นอยู่ตอนใต้ของแผ่นดินติดกับเมือง
แกรนด์แวสพวกเขานั้นไม่รู้ว่าเซเซส
ออกไปจากเมืองแกรนด์แวสแล้วจึงเลือกใช้การเดินทางผ่านเมืองมนตราไปแบบปกติ
ซึ่งตลอดตามเส้นทางพวกเขาก็พบกับพวกคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจขับเคลื่อนโลกแห่งนี้มากมายพอสมควรพวกเขาก็พอจะเดาได้ว่าคนพวกนั้นก็คงถูกกิลด์จตุรศาสตราเชิญมาเหมือนกันในขณะที่แสงแดดกำลังแรงร้อนจัดจ้านพวกเขาเองก็กำลังมุ่งหน้าตัดเข้าป่าใหญ่ผ่านร่มไม้ด้วยความเร็วสูง
ทว่ายามนั้นเองเบื้องหน้าของพวกเขาเป็นลานกว้างต้นไม้ล้มพินาศเกิดเสียงระเบิดดังผสมกับเสียงคมดาบเป็น
ระยะๆประปนกับเสียงผู้คนโวยวายมากมายลั่นระงม
ทำให้พวกเขารีบตรงเข้าไปยังเบื้องหน้าทันทีพบเข้ากับสัตว์อสูรลิงคิงคองร่างสีทองมีมือถึงสีมือสี่หน้าเขี้ยวยาวแหลมคมสีเงินวาบวับนัยน์ตาดำสนิทร่างสูงสามเมตรกว้างสองเมตรในมือถืออาวุธที่ต่างกันออกไปมีทั้งดาบคาตานะสีทอง กระบองสีทอง ลูกตุ้มหนามสีทอง และหอกสีทอง
“เข้ามาไอ้พวกมนุษย์!”
มันตวาดลั่นพร้อมกับตวัดหอกดาบอาวุธในมือฟาดฟันไปมาอย่างบ้าคลั่งถึงขีดสุดร่างของผู้เล่นหลายคนถึงกับตกตายไปตามๆกันส่งเลือดสีแดงฉานนองพื้นผสมกับเสียงร้องโหยหวน
“เทพอสูร” อดัมถึงกับต้องเอ่ยขึ้นเมื่อมองดูภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าทว่าไม่ใช่เพียงเท่านั้นถัดไกลออกไปบนผาหินปรากฎมนุษย์สิงโตตัวสีแดงเพลิงสูงสองเมตรหน้าตาดุร้ายกรงเล็บแหลมคมชุดเกราะสีดำสนิทในมือถือเคียวสีแดงกำลังไร่สังหารผู้เล่นอย่างสนุกมือ
“นั่นก็เทพอสูรบ้าน่าสองตัวพร้อมกัน”อีฟถึงกับสบถขึ้นอีกคนด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
“แสดงว่าที่พวกจตุรเทพบอกว่าสัตว์อสูรระดับสูงปรากฎตัวออกมาถี่ๆคงจะจริงสินะ” เพิร์จกล่าวออกมาในขณะที่กำลังจับจ้องภาพเหตุการณ์เบื้องหน้า
“เอาไงดี?” อีฟหันมาเอ่ยถามเพิร์จที่กำลังหรี่ตาจ้องมองคล้ายกำลังใช้ความคิด
“ตามกฎและมารยาทพวกเขาเจอสัตว์อสูรก่อนเราคงไม่มีสิทธิ์ยื่นมือเข้าไปเว้นเสียแต่พวกเขาจะขอร้อง”
ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบแต่ใจจริงเขานั้นอยากจะรีบวิ่งออกไปเสียด้วยซ้ำอย่างที่รู้กันว่าสัตว์อสูรระดับสูงยิ่งให้ค่าตอบแทนมหาศาลกลับเขาที่เลเวลขึ้นยากถึงขั้นมหาหินสัตว์อสูรตรงหน้าก็ไม่ต่างกับตัวเงินตัวทองตัวขุมทรัพย์ดีๆนี่เอง
พวกเขากวาดสายตามองไปเลื่อยๆทั่วบริเวณก็ไปสะดุดเข้ากลับหญิงสาวชุดจอมเวทย์สีเหลืองทองอาชีพนักบวชกำลังร่ายเวทมนต์รักษาเพื่อนพ้องไปพรางโจมตีไปพรางทว่าบนหัวของเธอกลับปรากฎตัวเลขค่าหัวบ่งบอกว่าเธอนั้นเป็นอาชญากรแต่เธอนั้นสามารถร่วมปาร์ตี้กับผู้เล่นปกติได้
ที่เขาสงสัยเพราะตั้งแต่ที่กิลด์ Destroyer ถูกสร้างขึ้นเหล่าอาชญากรก็ไม่สามารถร่วมปาร์ตี้กับผู้เล่นปกติได้ซึ่งเรื่องนี้มันก็เป็นมานานแล้วก่อนตั้งกิลด์ด้วยซ้ำจึงเป็นเหตุให้เหล่าอาชญาถูกกีดกันจากผู้เล่นอื่นมากมายแต่ทำไมหญิงสาวคนนี้กลับรวมปาร์ตี้กับคนอื่นได้อย่างปกติได้แถมอาชญากรทั่วโลกก็อยู่ในสังกัดของพวกเขายกเว้นหญิงสาวตรงหน้าเพียงคนเดียว
จะบอกว่าเธอพึ่งเป็นอาชญากรก็ไม่ใช่แน่นอนเพราะค่าหัวเธอมันมากถึง56,000เหรียญทองเกือบจะเท่าค่าหัวของเสนาธิการของกิลด์ Destroyer แล้วด้วยซ้ำซึ่งพวกเพิร์จ
นั้นมีค่าหัวขั้นต่ำอยู่ที่70,000เหรียญทองยกเว้นศิลาคนเดียวที่ค่าหัวกระโดดไปถึง21,000,000เหรียญทอง
ซึ่งก็ไม่มีใครแปลกใจในค่าหัวของศิลาเพราะรายนั้นเล่นสร้างเรื่องไว้มากมายตั้งแต่วันแรกที่เล่นเกมตลอดจนถึงทุกวันนี้
ที่พวกเขาไม่ชอบใจคือหากหญิงสาวผู้มีค่าหัวคนนี้แอบอ้างชื่อว่าเป็นพรรคพวกของเขาแล้วไปทำอะไรเสียหายโดยใช้ชื่อขอพวกเขามันจะแย่หรือหลังจากนี้เธออาจจะแฝงตัวเข้ามาเป็นสมาชิกของพวกเขาก็เป็นได้หรืออาจจะอาศัยประปนกับกลุ่มอาชญากรไปทำภารกิจต่างๆคอยสืบข่าวของพวกเขาแบบเงียบๆจากภาบนอกก็ย่อมทำได้
“เพิร์จรีบแจกกระจายรูปของหญิงสาวตรงหน้าเขาลงในช่องติดต่อสื่อสารของกิลด์ทันทีเพื่อให้สมาชิกทุกคนจับตาดูหญิงสาวโฉมงามคนนี้
คลื่นลูกเล็กในวันนี้วันข้างหน้าอาจจะกลายเป็นสึนามิก็เป็นได้อย่างน้อยๆเขาก็ไม่เคยปล่อยประละเลยกับสิ่งต่างๆที่อาจจะเป็นภัยคุกครามมาถึง
กิลด์ทว่ายามนั้นเอง
ครืนนน!
“อะไร?
“อาารายยว่าา?
“วิ่งถอย!
เสียงผู้เล่นมากมายที่กำลังรุกไร่ทั้งคิงคองและมนุษย์สิงโตต่างพากันวิ่งกระเจิงเป็นผึ้งแตกรังเมื่อท้องฟ้าเบื้องบนปรากฎเมฆครึ้มสีดำสนิทมาบดบังแสงอาทิศราวกับกำลังเกิดพายุ
“ประกาศ ประกาศ เนื่องจากผู้เล่นโนเทลได้ทำการสังหารสัตว์อสูรหวงห้ามของเมืองมนตราจนสูญพันธ์ระบบความโกรธแค้นของเกาะมนตราจึงเปิดใช้งาน”
“ประกาศ ประกาศ ในอีกห้านาทีระบบความแค้นของเกาะมนตราจะถูกเปิดใช้งานขอเตือนให้ผู้เล่นล็อค
เอ้าท์”
“ประกาศ ประกาศ ไม่มีที่ปลอด ภัยให้กับผู้เล่นในเกาะมนตราระบบจะทำการปล่อยสัตว์อสูรออกมาทุกพื้นที่และจะสุ่มสัตว์อสูรชั้นสูงออกมา”
“เห่ยย!นอกจากศิลแล้วมีคนทำได้ด้วยเหรอ” อีฟถึงกับสบถขึ้นอีกครั้งเนื่องจากการจะเปิดใช้ระบบความโกรธแค้นของเกาะได้ต้องฆ่าสัตว์อสูรตนนั้นจนสูญพันธ์และต้องเป็นสัตว์อสูรหวงห้ามเท่านั้นซึ่งมันยากมาก
จากนั้นไม่นานพื้นดินทั่วบริเวณก็ปรากฎคลื่นพลังสีดำปกคลุมไปทั่วเกาะมนตราผู้เล่นมากมายรวมถึงทหารของเมืองมนตราเริ่มทำการเตรียมตัวกันทันทีพร้อมกับมนตราที่ยืนตระหง่าบนกำแพงเมือง
ความเงียบสงบไร้สำเนียงใดๆเข้าครอบงำไปทั่วทุกตารางนิ้วของเกาะมนตราคล้ายกับเกาะล้างความมืดครึ้มปกคลุมเหนือผืนฟ้าทำให้ผืนผสุธาเบื้องร่างไร้ซึ่งประกายแสง
ฟิ้ววว~~
เสียงสายลมพัดไหวส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงภูติผีภูตพรายวิญญาณร้ายร้องทวงถามถึงชีวิตสายลมหนาวเย็นอันเกิดจากความเย็นจาก
มรณะกาลที่กำลังจะอุบัติ
วินาทีต่อมาค่อยๆปรากฎร่างของสิ่งมีชีวิตโผล่ออกมาจากคลื่นพลังสีดำบนพื้นนับหมื่นนับแสนนับล้านตนทั่วตารางนิ้วของเขตเมืองมนตรา
วินาทีต่อมาสายอัสนีบาตสีแดงแล่นปราดไปทั่วแผ่นฟ้าตามเมฆาส่งเสียงครืนสั่นสะเทือนไปทั่วหล้าก่อนที่สายอัสนีบาตสีแดงเข้มเหล่านั้นนับพันสายจะผ่าฟาดลงสู่พื้นดิใส่ผู้เล่นตกตายไปตามๆกันพวกผู้เล่นที่ตกตายนั้นไม่มีเวลาให้ส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยซ้ำเสียงสายฟ้าฟาดดังสนั่นจนแทบหูแตกเมฆค่อยๆฉีกขาดเป็นวงกลมเผยให้เห็นร่างสิ่งมีชีวิตตนหนึ่ง
“มังกร?” อดัมกล่าวขึ้นอย่างตกตลึงเพราะมังกรที่ค่อยๆเผยโฉมลงมาจากท้องฟ้านั้นมีความใหญ่โตกว่าสัมพาทีถึงสองเท่าผิวกายสีขาวสว่างคมเขี้ยวแหลมเรียวยาวราวกับขยำได้ทั้งทวีปกรงเล็บที่คล้ายจะผ่าโลกได้เป็นสองส่วนปีกที่ราวกับจะสร้างมหาพายุได้ด้วยการสะบัดเพียงครั้งเดียวหัวมีเขาสีดำขึ้นเรียงรายยาวจรดไปถึงกลางหลังเรียงเป็นเส้นตรงทอดไปถึงสุดปลายหางนัยน์ตาสีเขียวดุร้ายตามชาติกำเนิด
“เทพเจ้ามังกร นภากรีดีนธาตุลมและธาตุแสงระดับ300 ผู้ใดถูกสังหารระดับลดลง30รอเกิด30วันภายในเกม”
เสียงจากระบบดังแจ้งเตือนทันทีพร้อมกับพื้นดินปรากฎเหล่ามังกรตัวขนาดตั้งแต่ครึ่งเมตร หนึ่งเมตร สองเมตร ไปจนถึงสี่เมตร มีทั้งมังกรแบบฝรั่งตัวใหญ่โตและมังกรแบบจีนตัวเรียวยาวหากสีตามแต่ละธาตุ
“ตอนที่ศิลาสังหารนักดาบโครงกระดูกจนสูญพันธ์ระบบก็ส่งไวเวิร์น
กระดูกออกมา ครั้งนี้มังกรนภาหรออยากจะรู้จริงๆว่าใครมันก่อเรื่องและสัตว์อสูรอะไรที่มันฆ่าจนสูญพันธ์หวังว่าคงไม่ใช่มังกรหรอกนะ” อีฟกล่าว
ออกมาเพิร์จและอดัมก็พยักหน้าเห็นด้วยในความคิดของหญิงสาว
“เอาไงกันดี” อดัมเอ่ยถามต่อทันที
“อย่าลืมเป้าหมายของเราแถมนี่คือทวีปใหญ่คนมีฝีมือเยอะแยะและอีกอย่างเมืองนี้ยังมีมนตราอยู่นะSPCสุดแข็งแกร่งเทพเจ้าแห่งเวทมนต์”เพิร์จ
กล่าวออกมาเสียงเรียบจากนั้นพวกเขาก็พุ่งควบสัตว์อสูรผ่าดงเหล่ามังกรไปอย่างสบายๆพวกเขาตวีดดาบฟันพวกมันไปตามทางเพียงแค่ดาบเดียวพวกมันก็ตกตายอย่างไม่ยินยอม
“อ่าวไปสะแล้วหรอ” หญิงสาวผู้มีค่าหัวอาชีพนักบวชหันมามองทางที่พวกเพิร์จเคยอยู่พร้อมกับพูดขึ้นกับตัวเองปนรอยยิ้มที่มุมปากนัยน์ตาลึกล้ำ
“ไปกันเถอะพี่” เสียงชายหนุ่มดังขึ้นเรียกหญิงสาวปริศนา
“อืมทำได้ดีมากโนเทล” จากนั้นหญิงสาวก็เดินหันหลังเข้าไปในเมืองมนตราทว่าร่างของเธอและชายหนุ่มกลับหายไปในอากาศธาตุราวกับวิญญาณภูติพรายนางพราย
จากนั้นไม่นานเมืองมนตราก็กลายเป็นฉากนองเลือดพร้อมกับกองทัพหนึ่งที่ยกมาประชิดเมืองมนตรากำลังพลร่วมหกล้านในยามนี้เมืองมนตราและเมืองบาดาลคือสองเมืองที่ผู้ครองเมืองไม่ใช่ผู้เล่น
***********************************
ตัดมาทางด้านศิลาที่ยามนี้เขาก็ยังเดินไปตามทางที่คดเคี้ยวเลี้ยวไปมาไม่จบสิ้นทว่าพื้นขอวิหารเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสะท้อนแสงสว่างขึ้นมาราวกับทางเดินสู่สวรรค์วิมานทิพย์ทว่าเส้นทางภายในยิ่งลึกเท่าไหร่กลับยิ่งค่อยๆบีบแคบลง ศิลาที่เดินมาระยะหนึ่งกลับล้มฟุบเข่าทรุดลงกับพื้นทันทีเขาพลันรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขากดทับทว่าที่แปลกคือพวกฟ้าครามและสามพี่น้องกลับไม่เป็นอะไร
ชายหนุ่มสะบัดหัวไปมาพร้อมกับฟ้าครามและสามพี่น้องรีบเข้ามาประครอง
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะพี่ศิ”เจ้าหล่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรนถึงขีดสุด
“ข้าว่ามันแปลกๆนะไอเวทมนต์ในอากาศนี่มันไม่ใช่ธรรมดาสะแล้ว” ซุนหงอคงพูดเสียงขรึมพร้อมกับยืนหันหน้าจ้องไปยังทางด้านใน
“ใช่พลังชีวิตค่อยๆลดลงแต่ว่าทำไมมีแต่ฉันล่ะ” ศิลาที่เริ่มตั้งสมาธิโคจรพลังปราณเพื่อเร่งการฟื้นฟูพลังชีวิตให้พอต้านทานสกัดไม่ให้พลังชีวิตลดลงไปเลื่อยๆ
“เหอ!!นับวันๆเหมือนฉันจะโดนเนิร์ฟลงสะแล้วสิให้ตายเถอะ” ศิลาพูดขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืนอีกครั้งเมื่อเห็นสีหน้าของชายหนุ่มกลับมีสีสันของชีวิตหญิงสาวก็ผลอยโลงใจ
“เล่นเอาสะนายท่านเกือบตายแบบไม่รู้ตัวเลยนะครับ” สัมพาทีพูดซึ่งถูกของมันเพราะที่ศิลาล้มฟุบไปนั้นพลังชีวิตของเขาเหลือไม่ถึงสามหมื่นด้วยซ้ำ
“หรือว่าจะเกี่ยวกับไอ้ตัวกากอยนั่นค่ะพี่ถูกมันข่วนเอาไม่ใช่หรอ” ฟ้าครามกล่าวซึ่งคำพูดของหญิงสาวทำเอาศิลาถึงกับหวนหลับตานึกย้อนไปก็พบว่าเขาถูกมันข่วนเข้าจริงๆแต่ที่เขาจำไม่ได้เพราะมันไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด
ในขณะที่ทั้งหมดกำลังเดินตรงไปตามทางต่อไปพูดคุยกันไปฟ้าครามก็เรียกหน้าต่างค่าสถานะของชายหนุ่มขึ้นมาเช็คว่าชายหนุ่มของเธอติดดีบัพหรือพิษอะไรหรือเปล่าพรางคิดในใจว่าตัวพ่อท่านเองแท้ๆยังไม่สนใจตัวเองเลยเดินดูแต่ตัวอักษรโบราณคำใบ้ต่างๆ