บุรุษร่างั์รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายฌานอยู่ในระดับขั้นเบิกนภาแค่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ทั้งยังเพิ่งบรรลุขั้นเบิกนภาได้เพียงไม่นานทว่าเขาบรรลุถึงฌานเบิกนภาขั้นััพลังลี้ลับนานแล้วแต่พลังของหมัดที่เด็กหนุ่มคนนั้นโจมตีมา รุนแรงมาพอที่จะทำลายอวัยวะทุกอย่างของเขาได้บุรุษร่างั์ยังไม่ทันได้พูดสั่งเสียอะไรร่างบึกบึนกำยำของเขาก็อ่อนแรงอ่อนเปลี้ยกลายเป็อัมพาตไปเสียแล้ว
“หัวหน้ากลุ่มสามตายแล้ว รีบหนีเร็ว!”
บุรุษนักล่าอสูรที่อยู่รอบๆเมื่อได้เห็นฉากนี้ที่หัวหน้ากลุ่มสามที่เป็ผู้ฝึกฌานถึงขั้นเบิกนภาถูกสังหารได้ในพริบตาแต่ละคนต่างมองหน้าส่งสายตาหวาดกลัวให้แก่กันทุกคนต่างก็เป็คนเก่าแก่ที่อยู่ในเขาอสุรกายมานานแล้วสิ่งที่พวกเขาคิดได้ในเวลาแรกคือการรีบหนีเอาชีวิตขนาดหัวหน้ากลุ่มสามยังไม่ใช่คู่ต่อสู้พวกเขาก็ยิ่งรู้ว่าเป็ไปไม่ได้ที่ตนเองจะสู้ไหว การหนีเอาชีวิตรอดสำคัญกว่าสิ่งใด
“วิชางูพิษอัมพาต!”
ในอีกฝั่งหนึ่งด้านข้างเมื่อลวี่คุนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ทำให้เขามีน้ำโหโกรธแค้นเป็ฟืนเป็ไฟ เขาขมวดคิ้ว รวบรวมพลังที่ฝ่ามือจากนั้นพลังปราณด้านมืดอันเย็นะเืไหลเวียนไปด้านหน้าของเขา พร้อมกับอักษรยันต์จำนวนมากตระการตาไหลว่อนออกมากันอย่างพร้อมเพรียงสุดท้ายพลังปราณและอักษรยันต์ก็รวมกันเป็ร่างเงาของงูั์สีดำที่ลำตัวหนาเท่ากับแขนของเด็กทารกเ้าร่างเงานี้ราวกับสิ่งมีชีวิตจริง มันแยกเขี้ยวพุ่งตรงไปจะกัดจูเสวี่ยอากาศที่พลังแล่นผ่านราวกับถูกเขี้ยวของร่างเงางูฉีกขาดและกลืนลงท้องไปได้
“ยันต์เวทแปลงกาย ฆ่ามัน!”
แต่เดิมจูเสวี่ยเหนื่อยล้าสภาพอ่อนแรงมากแล้วแต่ทันใดนั้นเอง ก็เกิดแสงประกายจากั์ตาของนางเมื่อนางเริ่มรวบรวมพลังฝ่ามือวิชาพิสดารของนางไปแล้วรอบกายของนางก็เริ่มเกิดคลื่นแปลกประหลาดพลุ่งพล่านออกมาบนร่างของนางมีพลังปราณที่เป็อักษรยันต์ที่ดูแล้วน่าแปลกพิศวงสุดท้ายพลังนั้นก็รวบรวมจนกำเนิดเป็เหยี่ยวเขาที่ลักษณะดูเหมือนตัวจริงอย่างมากตัวหนึ่ง
“แกว่ก!”
เหยี่ยวเขาที่กำเนิดขึ้นมาร้องแผดเสียงคู่ศัตรูมันสยายปีกขนาดกว้างหลายเมตรของมันกระพือสร้างพายุเล็กๆพัดสาดใส่ร่างเงางูดำตัวนั้นกรงเล็บอันแหลมคมของเหยี่ยวจิกลงไปที่ร่างเงางูดำที่หนากว่าเจ็ดนิ้วจากนั้นก็ฉีกร่างออกเป็ชิ้นๆ ทว่าร่างเงาเหยี่ยวเขาตัวนั้นก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานสุดท้ายร่างของมันก็กลายเป็อักษรยันต์และแตกสลายเป็ชิ้นอยู่กลางอากาศ
“นักเวทยันต์ นึกไม่ถึงว่าเ้าจะเป็นักเวทยันต์ด้วย”
ลวี่คุนตะลึงมองหน้าจูเสวี่ยดูจากสีหน้าใของเขา ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า นักเวทยันต์คือผู้ที่มีพลังวรยุทธแก่กล้าไม่ธรรมดาเขาหันหน้าไปมองตู้เซ่าฝู่ที่ร่างปกปิดด้วยใบไม้ใบหญ้า จากนั้นก็หันไปมองที่จูเสวี่ยสุดท้ายก็เอ่ยกับพวกวัยรุ่นที่ยังคงยืนอยู่ทั้งหลายว่า “พวกเราไปเถิด”
“ฟึ่บๆ”
เมื่อวัยรุ่นเ่าั้ได้ยินที่ลวี่คุนพูดแววตาก็เปลี่ยนไป พวกเขารีบตามลวี่คุนไปอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้า ข้ามีนามว่ากัวิ เป็ศิษย์แห่งสำนักยันต์ปราณท่านช่วยชีวิตของข้า ข้าติดหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงจากท่าน”หนุ่มน้อยที่ตู้เซ่าฝู่ช่วยชีวิตไว้เก็บดาบยาวของเขาที่ตกอยู่ที่พื้นมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าที่ซาบซึ้งใจอย่างแท้จริงพร้อมกับกล่าวขอบคุณ
“ที่แท้เ้าคือคนของสำนักยันต์ปราณ”
ตู้เซ่าฝู่เคยได้ยินเื่สำนักยันต์ปราณมาบ้างได้ยินว่ามีพลังอำนาจและอิทธิพลน่าเกรงขามเช่นเดียวกับสำนักอสรพิษ์ และสำนักกระเงี้ยวนิลศิษย์ทุกคนของสำนักล้วนเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจึงไม่แปลกที่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้อายุแค่พอๆ กับเขา ทว่าบรรลุฌานขั้นเบิกนภากันแล้วบุรุษร่างั์เมื่อสักครู่มีฌานถึงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นััพลังลี้ลับกัวิที่มีฌานเพียงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสร้างรากฐานกลับสามารถรับมือได้อย่างสูสี
ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้าไปมองกัวิและอยู่ดีๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างออก เอ่ยว่า “เ้าพอมีชุดเหลือบ้างหรือไม่ขอข้าสักชุดได้หรือไม่”
กัวิได้ยินก็รู้สึกงงงวยจากนั้นพอมองสภาพของตู้เซ่าฝู่ ก็เข้าใจได้ทันใด จึงรีบตอบ “มีข้าพกมาเยอะเลย”
“ฉึบๆ!”
จูเสวี่ยที่อยู่ห่างจากสองคนนั้นไม่ไกลยังคงยืนอยู่ที่เดิมและมองลวี่คุนจากไป หลังจากมั่นใจว่าลวี่คุนออกไปจากที่นี่แล้วจู่ๆ สีหน้าก็ซีดเผือด มีเืไหลออกมาจากทางปาก
“ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”
กัวิใรีบวิ่งเข้าไปหาจูเสวี่ยทันทีสีหน้าตื่นตระหนกและเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไรเพียงแต่ใช้พลังมากเกินไป พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่มิเช่นนั้นหากพวกเขาพาคนมาเพิ่มขึ้นพวกเราจะลำบาก” จูเสวี่ยบอกกับกัวิจากนั้นยิ้มเล็กน้อยให้กับตู้เซ่าฝู่ถือเป็การแสดงความรู้สึกขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา
“ช้าก่อน”
ตู้เซ่าฝู่ไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อยเขาไปนั่งยองๆ ค้นตัวบุรุษร่างั์ที่ถูกเขาฆ่าตายเมื่อสักครู่นี้นำสิ่งของที่มีค่าทั้งหมดมาเกลี้ยงแม้กระทั่งนักล่าอสูรจำนวนหนึ่งที่ถูกกัวิฆ่าตายก่อนหน้านี้ก็ค้นชิงของไปเช่นกันกัวิและจูเสวี่ยมองหน้ากันด้วยความรู้สึกมึนงง
หลังจากนั้นสักครู่ณ บริเวณหนึ่งในหุบเขาตู้เซ่าฝู่เปลี่ยนเป็ชุดสีม่วงครามใหม่เอี่ยมอ่องที่ได้มาจากกัวิคุณภาพของผ้าที่ใช้ทำชุดชุดนี้ดีกว่าชุดเดิมของเขามากทำให้เขายิ่งดูองอาจและสง่ามากขึ้น
ตู้เซ่าฝู่ทราบจากการพูดคุยกับกัวิและจูเสวี่ยว่าเหตุการณ์การะเิตัวเองของเหยี่ยวั์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงผ่านมาราวๆเกือบหนึ่งเดือนแล้วการฟื้นตัวและการฝึกวิชาฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองคิดไม่ถึงว่าจะผ่านมาได้นานถึงเพียงนี้
นอกจากนั้นตู้เซ่าฝู่ยังทราบเื่ราวสภาพการณ์ต่างๆจากการเล่าของกัวิและจูเสวี่ยว่า ยอดฝีมือของสำนักอสรพิษ์สำนักกระเงี้ยวนิล และสำนักยันต์ปราณที่เมื่อครานั้นเข้ามาตามหามหาสมบัติอันล้ำค่าจากซากศพของอสูรเหยี่ยวั์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงม่วงหายไปอย่างไร้ร่องรอยยังไม่กลับออกไป พวกเขาที่อยู่ไกลๆ ไม่รู้ว่าเกิดเื่อันใดขึ้นหลังจากรอข่าวคราวมานาน ตอนนี้ทำได้แค่สืบเสาะหาข้อมูลอย่างระมัดระวัง
ภายหลังที่พวกเขามารู้พบแค่ว่าพื้นที่บริเวณนั้นถูกะเิกลายเป็แค่ซากหินเศษทรายไม่พบร่างของเหยี่ยวั์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงเลยยอดฝีมือที่เป็ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ของพวกเขาตั้งมากมายก็หายไปทว่าระหว่างที่ตามหาคนกลับพบขนนกที่ร่วงมาจากปีศาจหงส์เพลิงม่วงสิ่งที่พวกเขาพบถือว่าเป็สมบัติที่ไม่ธรรมดาเลย นี่เป็สาเหตุที่ทำให้มีผู้คนจำนวนมากถือโอกาสจะเข้ามาแย่งชิง
ศิษย์ของสามสำนักเปิดาใหญ่กันทำให้มีคนาเ็ล้มตายจำนวนไม่น้อยและก็มีหลายคนที่พลัดแตกกลุ่มหาพรรคพวกตัวเองไม่พบกัน
นักล่าอสูรและนักสำรวจล่าสมบัติที่เข้ามาในแนวเขาอสุรกายภายหลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจูเสวี่ยและกัวิพบว่าลวี่คุนศิษย์แห่งสำนักอสรพิษ์ และกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวร่วมมือกันเพราะคิดจะรวมหัวแย่งชิงขนนกของปีศาจหงส์เพลิงม่วงไปจากพวกเขาพวกเขาสองคนกำลังหนีตาย และตู้เซ่าฝู่เข้ามาพบพอดี
เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินที่สองคนนั้นพูดก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์โดยรวมคร่าวๆทว่าเขาไม่คิดจะบอกความจริงกับจูเสวี่ยและกัวิเื่ที่ว่า บรรดายอดฝีมือของสำนักพวกเขาถูกาาอสูรสามตัวฉีกกระชากร่างเป็ชิ้นๆไปนานแล้วและเ้าสำนักทรงผมนกกระเรียนคนนั้นน่าจะถูกาาอสูรพวกนั้นล่าสังหารจนเสียชีวิตอย่างโหดร้ายทารุณไปนานแล้วด้วย
ไม่ใช่ว่าตู้เซ่าฝู่อยากปกปิดข่าวคราวพวกนี้กับจูเสวี่ยและกัวิเพียงแต่ว่าเื่นี้เกี่ยวเนื่องไปถึงเหยี่ยวั์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงม่วงเขาต้องเก็บเื่นี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตนต้องพบเจอภยันตรายใดๆเพราะเื่นี้เป็เหตุ ดังนั้นปิดไปเป็ความลับจะดีกว่า
ตู้เซ่าฝู่เองไม่ใช่คนโง่หากมีคนพบว่าเขาสามารถบรรลุวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวั์ปีกทองได้น่าจะเกิดปัญหามากมายตามมาอาจทำให้ผู้คนคิดจะจับเขาไปทดลองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วชีวิตของเขาก็จะไม่ปลอดภัย
“ข้าน้อยยังไม่ทราบชื่อแซ่ของท่านเลย ท่านมาจากสำนักใดคราวนี้ที่มาช่วยเหลือข้าน้อยขอขอบคุณท่านจากใจจริง” จูเสวี่ยมองตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตาที่เป็ประกายใบหน้าของนางยิ้มแย้มพร้อมกับดวงตา จูเสวี่ยที่สวมชุดสีมรกตอ่อน ใบหน้าเรียวยาวดูแล้ววิจิตรงดงามยิ่งนัก
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มพร้อมกับกล่าวกับจูเสวี่ยว่า “ข้ามีนามว่าตู้เซ่าฝู่ไม่ได้สังกัดสำนักหรือพรรคใดๆ”
“ไม่ได้สังกัดสำนักหรือพรรคใดๆ”
สีหน้าของจูเสวี่ยและกัวิดูแล้วเหมือนว่าจะไม่เชื่อเพราะตอนนั้นก่อนหน้าก็เห็นว่าเขามาพร้อมกับสตรียอดฝีมือคนหนึ่งแม้กระทั่งเ้าสำนักถงเสอของสำนักอสรพิษ์ยังเกรงกลัวพวกเขาคิดว่าตู้เซ่าฝู่มีความลับบางอย่างจำเป็ที่ต้องปิดบังไว้ จูเสวี่ยจึงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมนางยิ้มหวาน พร้อมเอ่ยถามไปว่า “ไม่ทราบว่าท่านมีแผนการอันใดหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่กล่าว “ข้าตั้งใจจะออกไปจากเทือกเขาอสุรกายและไปที่เมืองสือเฉิง”
จูเสวี่ยขมวดคิ้วกล่าวว่า “ตำแหน่งที่พวกเราอยู่ในขณะนี้หากจะเดินทางไปเมืองสือเฉิงด้วยความเร็วของพวกเรา แม้กระทั่งเดินทางตรงไปอย่างไม่หยุดพักครึ่งเดือนก็ยังไม่แน่ว่าจะถึงได้ข้ากับกัวิเองก็ต้องออกไปจากเทือกเขาอสุรกายให้ได้ก่อนจากนั้นค่อยคิดหาวิธีฝึกยอดฝีมือในสำนัก เพื่อตามหาศิษย์น้องทั้งหลายในสำนักที่พลัดหลงหายไปขณะนี้ในเทือกเขาอสุรกายอันตรายมาก พวกเรามาร่วมทางไปด้วยกันดีหรือไม่?”
“เอ่อ...”
ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิดสักครู่เขาคิดว่าจูเสวี่ยและกัวิต่างก็เป็ผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาความสามารถเก่งฉกาจอยู่ หากมีสองคนเพิ่มขึ้นก็คงปลอดภัยขึ้นจริงๆแม้ว่าสองคนนี้กำลังประสบปัญหาถูกรังควานอยู่ แต่เขาเองก็ยื่นมือเข้าไปช่วยแล้วสุดท้ายจึงพยักหน้า กล่าวว่า “ก็ดี งั้นไปก็ด้วยกันเถิด”