ตอนที่ 33
เช้าวันต่อมา...
ซุน ยังมึนเมาตกค้างอยู่เล็กน้อย จากการร่ำสุรากับ ห่งไห่เฟิงจนถึงช่วงรุ่งสาง... แต่อาการเช่นนี้ก็ไม่ได้มีผลกับ ซุน มากเท่าใดแล้วยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปรกติจากวิถีแห่งเซียนเมรัย สติสัมปชัญญะยังคงครบครันเพียงแค่มีกลิ่นสุราละคลุ้งในทุกลมหายเจ้าเข้าออกเท่านั้นเอง ที่เจ้าตัวมิอาจควบคุมได้...
“มีกลิ่นสุราแทนกลิ่นกาย ติดสุราตั้งแต่เยาว์วัยเกิดมาเราก็เห็นมีแต่เจ้านี่แหละ...” ซ่งจื่อฮุ่ย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยทัก จากกลิ่นสุราที่แผ่ออกมาของเด็กหนุ่มซึ่งนางเริ่มจะคุ้มชินแล้ว
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง...
“ข้าหรือติดสุรา?! สุรามันติดข้าต่างหาก!!”
หญิงสาวทอดถอนหายใจ นึกก่นด่าตนเองที่เอ่ยทัก ไม่อาจไปโต้เถียงคนเมา...นางถูก ห่งไห่เฟิง สั่งให้แสดงความรับผิดชอบ จึงจำต้องรับอาสาไปส่ง ซุน ที่ประตูเมืองทิศตะวันออกซึ่งเป็นเส้นทางที่จะต่อไปยัง เมืองหลวง ตามเจตนาเดิมของเด็กหนุ่ม...
ซุน จึงค่อย ๆ จูงม้า เดินเคียงคู่กับนางมาตามถนนเส้นตะวันออก...
“อีกกี่วันจึงจะถึงงานเทศกาลเมืองบุปฝาแดงงั้นหรือ?!” ซุน เอ่ยถามขึ้น
นางเหลียวหันมอง ซุน เล็กน้อย...
“ท่านอา เล่าให้เจ้าฟังเกี่ยวเรื่องของข้างั้นสินะ...”
“ก็มิใช่เรื่องที่ต้องปกปิดมิใช่หรือ?! อีกอย่างข้าเองก็ชื่นชมความพยายามของเจ้า ทั้งที่เป็นหญิงสาวแต่ต้องแบกรับความรับผิดชอบของตระกูลหลัก ความมุ่งมั่นของเจ้าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม...”ซุน กล่าวขึ้นพลางสบตานางเล็กน้อย
หญิงสาว เลี่ยงหลบสายตา ดูเหมือนนางจะยังมีความเขินอายตามประสา...
“งานเทศกาลจะมีขึ้นในอีก 10 วัน... น่าเสียดายที่เจ้าคงไม่ได้อยู่ร่วมด้วยเพราะงานใหญ่ครั้งนี้เป็นงานครบรอบวันก่อตั้งตระกูลฉี ซึ่งเป็นตระกูลเจ้าเมือง คาดว่าคงมีการสังสรรค์รื่นเริงทั่วทั้งเมืองบุปผาแดง...”
ซุน เกาศีรษะเบา ๆ แม้ส่วนตัวตนจะไม่ได้มีขอบเขตเวลาที่ถูกจำกัดต่อให้หยุดพักเสีย 10 วันก็คงไม่นับเป็นอย่างไร ใจลึก ๆ ก็อยากจะอยู่เห็นงานเทศกาลภายในเมืองใหญ่สักครั้ง...แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเป็นห่วง เหล่าซือ อย่างน้อยก็อยากให้เรื่องนี้ไปถึงหูของ เตียมู่หยงแห่งสำนักสายลมประจิม ให้เร็วที่สุด...
“ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน หากมีโอกาสข้าเองก็อยากร่ำสุรากับผู้อาวุโส ซ่งไห่เฟิงอีกสักครั้ง... ความรู้และประสบการณ์ของผู้อาวุโส ถือเป็นเรื่องที่ฟังได้ไม่รู้จบ...”
“สุดแล้วแต่เจ้า...”
ทั้งสองเดินทางไม่เร่งร้อน แต่ก็ไม่มีสิ่งใดจะพูดคุยระหว่างกันมากนักถึงอย่างไรทั้งคู่ก็ล้วนเป็นหนุ่มสาวที่เพิ่งพบเจอกันเพียงแค่ 1 วันดังนั้นย่อมมีระยะห่างบางอย่างระหว่างกัน... ซุน เองก็ไม่เคยเดินเคียงคู่กับหญิงสาวเช่นนี้มาก่อนแม้จะฝึกสติและสมาธิมาจนถึงขั้นสูง ก็ยังมิวายมีความกระอักกระอ่วนในใจอยู่ลึก ๆ
ทว่า... ในจังหวะนั้น จู่ ๆ หญิงสาว ก็ค่อย ๆ เดินเบียดเสียดเด็กหนุ่มเข้ามาจนหัวไหล่ของหญิงสาวแตะที่แขนของ ซุน เบา ๆ ทั้งที่ผู้คนบนถนนก็ไม่ได้หนาแน่นนัก...หางคิ้วของเด็กหนุ่มพลันกระตุกเล็กน้อย แต่ก็ยังก้าวเดินต่ออย่างสงบไม่เอ่ยวาจาทักท้วง...
แต่แล้ว... หญิงสาวกลับเบียดเสียดเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้นด้วยการไปซ้อนที่ด้านหลังของเด็กหนุ่ม!! สำคัญกว่านั้นคือซุน สัมผัสได้ถึงเนิ่นอกนุ่ม ๆ ที่กดลงมาแนบแน่นที่แผ่นหลัง มือของนางยังเกาะจิกที่แขนของซุน อีกด้วย...
ไหนเลยที่เด็กหนุ่มกลัดมัน จะยังนิ่งเฉยในสภาพเช่นนี้ตวัดสายตามองไปยังใบหน้าของนางทันที... แต่สิ่งที่สังเกตได้ คืออาการสั่นทึมพร้อมใบหน้าและดวงตาที่ดูจะหวาดหวั่น... ทำให้แน่ชัดว่าเหตุผลที่นางทำเช่นนี้ มิได้เป็นเพราะนางพิศวาสอันใดในตัวซุน
แต่เป็นเพราะกำลังหวาดกลัว!!
สายตาของหญิงสาว มองตรงไปด้านหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เยาว์ขบวนหนึ่ง7-8 คน ที่มองดูจากท่าทางการเดินบนถนน เหล่าชาวบ้านต่างพากันหลบเลี่ยง ด้วยความหวั่นเกรงต่ออิทธิพลของคนกลุ่มนี้...
ด้านหน้าสุดของขบวน เป็นเด็กหนุ่มสองคน ที่เปี่ยมไปด้วยความองอาจสง่างาม...โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุด จากขอบเขตสายตาแล้ว ซ่งจื่อฮุ่ย ดูจะหวาดหวั่นต่อเด็กหนุ่มผู้นี้สวมอาภรณ์หรูหรา ลวดลายดวงตะวันปักด้วยดิ้นทอง ใบหน้าคมคายหล่อเหลา ดวงตามีประกายแห่งความเหนือล้ำ...
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย คุ้นชินกับลายดวงตะวันที่ปกบนอาภรณ์...
กลุ่มขบวนดังกล่าว ค่อย ๆ ก้าวเดินจนสังเกตเห็น ซ่งจื่อฮุ่ยที่เวลานี้แทบจะหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของ ซุน... เด็กหนุ่มหน้าขบวนกดหัวคิ้วต่ำลงเล็กน้อยก่อนที่จะปรากฏรอยยิ้มประดับใบหน้า...
“แม่นางซ่ง... ไม่พบกันนานเลย ใยต้องพยายามหลบเลี่ยงคนคุ้นเคยกันเล่า?”
หญิงสาว จับแขนชายเสื้อของ ซุน ด้วยมือที่สั่นอย่างชัดเจน...ก่อนที่ดวงตาของนางจะเริ่มเปลี่ยนจากความกลัว เป็นความโกรธ...
“ข้าไม่ได้อยากเจอหน้าเจ้าสักนิด... เกาทงหลิน!!”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันทียามนี้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว ว่าเพราะอะไรนางจึงมีท่าทีหวาดกลัวต่อเด็กหนุ่มตรงหน้า...เนื่องด้วยแท้จริงแล้ว คนผู้นี้คือ เกาทงหลิน แห่งตระกูลเกา ที่เคยหลอกลวงนางเมื่อ5 ปีก่อน จนกระกูลซ่งเกือบต้องสิ้นเนื้อประดาตัว
เกาทงหลิน เผยรอยยิ้มเจือจางขึ้น...
“หึหึ... อย่าได้กล่าวเช่นนั้น เจ้าอย่าได้ยึดติดกับเรื่องในอดีตอีกเลย...ยามนี้เจ้าเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามเสียแล้ว ตระกูลซ่งเองก็ดูเหมือนจะกำลังย่ำแย่...เอาเช่นนี้ดีหรือไม่?! หากเจ้ายินยอมมาเป็นสาวใช้ให้กับตระกูลเกาของข้าที่เมืองหลวงคอยรับใช้ปรนนิบัติข้าเป็นการส่วนตัว ข้ายินดีจะจ่ายค่าตอบแทนให้เจ้าอย่างงาม...”
หญิงสาวได้ยินเช่นนั้น ก็กัดขบฟันแนบแน่น!!ถ้อยวาจามีความหมายชัดเจนว่าต้องการให้นางไปเป็นนางบำเรอ แต่จะไม่ยอมยกนางขึ้นเป็นคู่ครอง...นางรู้สึกก่นด่าตนเองอย่างมาก ที่ในอดีตเคยลุ่มหลงต่อชายผู้นี้จนทำให้นางที่เป็นถึงสายเลือดหลักของตระกูงซ่งถูกดูแคลน...
“มันจะมากไปแล้ว!!” หญิงสาวมิอาจทนได้อีกต่อไป สืบเท้ามาเบื้องหน้าของ เกาทงหลิน พร้อมเงื้อมือขึ้นสูง ตบไปบนหน้าของชายหนุ่มสุดกำลัง...
หากแต่ทันทีที่สัมผัส... ปราณคุ้มกันอันแข็งแกร่งของ เกาทงหลินที่มีพื้นฐานลมปราณสูงล้ำกว่านางหลายเท่าก็พลันตอบสนอง สะท้อนแรงตบของนางพร้อมทั้งดีดร่างหญิงสาวจนเสียหลัก... ซุน เห็นท่าไม่ดีจึงปล่อยสายจูงม้า และพุ่งเข้าไปโอบอุ้มรับร่างของนางจากด้านหลังหาไม่แล้วนางคงเกลือกกลิ้งไปบนพื้นถนนกลางเขตชุมชน...
หญิงสาว ใบหน้าซีดเผือด ลมปราณปั่นป่วนในทันที... สายตาของนางจดจ้องไปยังเกาทงหลิน ด้วยความโกรธแค้น แต่นางไม่อาจทำอะไรกับชายผู้นี้ได้เลย... ทั้งที่นางเป็นฝ่ายโจมตีแต่กลับเป็นฝ่ายพลาดท่าบาดเจ็บเสียเอง...
สายตาของ เกาทงหลิน ทอดลงต่ำด้วยความดูแคลน...
“อย่ากล่าวโทษข้าว่ารังแกผู้หญิง... เจ้าหาเรื่องเจ็บตัวของเจ้าเอง...”
หญิงสาว เจ็บช่ำน้ำใจอย่างยิ่ง จนไม่อาจทนอยู่ที่นี่ต่อไปได้ นางทำได้แค่หลั่งน้ำตาจนนองหน้าและวิ่งกลับไปที่เรือนของนางด้วยความอับอาย... กลุ่มผู้ติดตามของ เกาทงหลินแผดเสียงหัวเราะตามหลัง ประหนึ่งเป็นเรื่องน่าขบขัน
ซุน ถลึงตาจดจ้องทุกคนด้วยความอาฆาต... ก่อนจะสบถออกมาเบา ๆ
“พวกหน้าตัวเมีย...”
เกาทงหลิน และพรรคพวกที่กำลังจะเดินผ่านไป หยุดชะงักฝีเท้าในทันที...ก่อนจะเหลือบมองกลับมาด้วยสายตาที่แข็งกร้าว...
“เมื่อครู่ เจ้าว่าอะไรนะ?!”
“ข้าบอกว่าพวกเจ้ามันหน้าตัวเมีย!! กลุ่มบุรุษที่หัวเราะหญิงสาวซึ่งร้องไห้ จะมีนิยามใดใช้เรียกพวกเจ้าได้ดีมากกว่าคำนี้เล่า...”ซุน เค้นเสียงขึ้น ไร้ซึ่งท่าทีหวั่นเกรง...
เกาทงหลิน กดหัวคิ้วลงต่ำ... แต่ยังไม่ทันที่จะกล่าวสิ่งใด เด็กหนุ่มร่างกำยำอีกคนหนึ่งซึ่งดูคล้ายจะเป็นผู้นำหมายเลขสองของกลุ่มผู้เยาว์เหล่านี้ มีฝีมือและฐานะถัดรองจากเกาทงหลิน... บุรุษผู้นี้มีรูปร่างโดยรวมที่ใหญ่โตกว่า ใบหน้าดุดัน สวมชุดเลิศหรูมิต่างเกาทงหลิน หากแต่ลวดลายแตกต่างออกไป ทั้งยังพกดาบเล่มใหญ่ในมือ พลันสืบเท้าออกหน้า...
“ปากดีเหลือเกินนะ!! ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาแต่งกายยังซอมซ่อดูท่าจะเป็นเป็นคนต่างถิ่นงั้นสินะ!! ไม่รู้หรือ ว่าเจ้ากำลังกล่าวเหน็บแนมผู้ใดอยู่!!”
ซุน สวมกอดอก ยกมุมปากสูง...
“อยากให้ผู้อื่นรู้จัก ใยมิเอาป้ายชื่อแขวนคอไว้เล่า?!”
ชายร่างกำยำคนดังกล่าว ดวงตาแดงก่ำขึ้นทันที... ไม่พูดพล่ามทำเพลงยกดาบใหญ่ขึ้นชักออกจากฝักหมายฟาดฟัน ซุน กลางถนนไม่หวั่นเกรงกฎหมายบ้านเมือง... ซุน เองก็กำกระบี่ในมือแนบแน่นเช่นกันตระเตรียมตอบโต้หาได้กริ่งเกรงไม่...
จังหวะที่ทั้งสองจะเข้าปะทะกลับมีพัดเหล็กร่อนบินผ่านหน้าของทั้งสอง จนทำให้ค้างชะงักไปในจังหวะสุดท้าย... แม้จะเป็นการผ่านใบหน้าด้วยช่วงเวลาเพียงเสี้ยวอึดใจ แต่ ซุน ก็สามารถจดจำได้ว่าเคยเห็นพัดเหล็กนี้มาก่อน...
ด้านชายร่างกำยำ ก็แสดงอาการออกชัดเจนว่ารู้จักพัดเหล็กผืนนี้เช่นกันทั้งที่มีผู้คนสัญจรมากมาย ตัวพัดที่ร่อนบินออกมายังไม่ทำร้ายผู้ใดแม้เพียงนิด บ่งบอกถึงความชำนาญในการควบคุมที่เป็นเลิศ...สายตาของ ซุน และชายร่างกำยำ มองตามพัดที่ร่อนบินกลับไปยังมือผู้เป็นเจ้าของ...
เป็นหญิงสาวที่มีผ้าผืนบางปกปิดใบหน้าช่วงจมูกและปาก...หากแต่ความงามจากดวงตาของนางเพียงอย่างเดียว ก็เหนือกว่าหญิงสาวทุกคนในเขตชุมชนแห่งนี้แล้ว...
“พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?!เขตชุมชนไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้วรยุทธ และอาวุธมีคม...”
“คุณหนูฉี...”
“แม่นางฉี...”
ซุน และ ชายร่างกำยำ เอ่ยทักพร้อมกัน...
ฉีลู่ชิง แห่งสำนักหงส์สราญ มีสถานะเป็นหลานสาวเจ้าเมืองทั้งยังถูกจัดให้เป็นสาวงามอันดับ 1 ของเมืองบุปผาแดงแห่งนี้แน่นอนว่าไม่มีใครในย่านนี้ ที่จะไม่รู้จักนาง... หญิงสาว ค่อย ๆ สืบเท้ามา ปลายตาของนางเหลือบมองมายังซุน เล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว...
ในตอนนั้นเอง ที่ เกาทงหลิน ซึ่งมีรอยยิ้มประดับได้ก้าวออกมาประสานมือขึ้น...
“ขออภัยด้วยแม่นางฉี พวกเราเพียงแค่กระทบกระทั่งกันตามประสาคนหนุ่มเลือดร้อนแต่ไม่ได้มีเจตนาก่อความวุ่นวายในเขตชุมชน... อีกทั้งตัวข้าเอง ก็กำลังจะเข้าไปห้ามทั้งสองคนแล้วแต่เจ้ายื่นมือเข้าเสียก่อน ข้าจึงไม่มีโอกาส...”
“คุณชายเกา... อัจฉริยะที่โด่งดังไปทั่วทวีปอย่างท่านมาทำอะไรที่เมืองบุปผาแดงแห่งนี้มิทราบ?!” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นราวกับว่านางรู้ดีว่าคำกล่าวเมื่อครู่ของ เกาทงหลิน เป็นเพียงการเสแสร้งไม่ได้ที่คิดที่จะห้ามปรามทั้งคู่ตั้งแต่แรกแล้ว...
เกาทงหลิน วางมือบนไหล่ของชายร่างกำยำเบา ๆ
“หานเฉียง เป็นศิษย์น้องคนสนิทของข้า... ซึ่งกำลังจะลงประลองเป็นตัวแทนตระกูลหานในงานเทศกาลของเมืองบุปผาแดง... ตัวข้าเป็นศิษย์พี่ ก็ย่อมต้องเป็นผู้คอยชี้แนะ”
“เช่นนั้นในฐานะศิษย์พี่... ท่านก็ควรห้ามปรามมิให้ หานเฉียง ไปรังแกผู้ใด...”หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเช่นเคย
“เช่นนั้นข้าก็คงต้องขออภัยแม่นางฉี แทนศิษย์น้องของข้าด้วย... เพื่อเป็นการขออภัยต่อแม่นางให้ข้าเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อเป็นอย่างไร?” เกาทงหลินเผยแววตาหยดย้อย ด้วยใบหน้าที่หล่อเหล่า ถ้อยวาจาสุภาพ และความสามารถทุกด้านที่เป็นเลิศจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จะมีหญิงสาวหลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
แต่มิใช่กับ ฉีลู่ชิง...
“วันนี้ข้าไม่สะดวก... ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน...”
หญิงสาวปฏิเสธโดยไม่ต้องใช้เวลาขบคิด...
ก่อนจะเดินเรียบเคียงเข้ามาใกล้ ซุน...
“ส่วนเจ้า ตามข้ามา...”
นางก้าวเดินต่อโดยไม่หยุดรอฟังคำตอบ ดูคล้ายเป็นคำสั่งมากกว่าการร้องขอ...เกาทงหลิน และ หานเฉียง แสดงสีหน้างุนงง สิ่งที่นางได้ทำเป็นการบอกใบ้ ว่านางรู้จักกับเด็กหนุ่มต่างถิ่นผู้นี้เป็นการส่วนตัว...
ซุน เอียงคอเหลือบมองมายัง เกาทงหลิน เล็กน้อย เผยรอยยิ้มและแววตาเย้ยหยันก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายกระซิบ...
“หึหึ... ดูเหมือนว่านางจะไม่เลือกเจ้า... แต่นางกลับเลือกข้า...”
จากนั้น ซุน ก็รีบเดินตามสาวเจ้าไปติด ๆ สร้างความเดือดดาลให้กับเกาทงหลิน เป็นอย่างมาก!!
“เจ้านั่นมันเป็นใครกัน!!”
……………………………..