กลับมายังลานประลองที่ตำหนักมังกรคำรน การต่อสู้ดำเนินมาจนถึงช่วงหัวค่ำ แสงคบเพลิงทั่วบริเวณสว่างไสวส่องแสงราวกลางวัน เริ่มเห็นโฉมหน้าผู้ที่ผ่านสู่รอบต่อไปแล้ว .. บนป้ายกระดานแสดงรายชื่อ ..
อันดับ ๑ นาธา สำนักกระบี่สวรรค์ , ๔ ป้าย
อันดับ ๒ อุษา เรือนจิตจำรัส , ๔ ป้าย
อันดับ ๓ อวิ๋นเหลย ขุนเขาเมฆาวรุณ , ๔ ป้าย
อันดับ ๔ ฤทธา ราชสำนักโอริสา , ๔ ป้าย
อันดับ ๕ อุทัย อิ่มโอชา , ๓ ป้าย
อันดับ ๖ หลิวฮวี่ หมู่บ้านสกุลหลิว, ๓ ป้าย
อันดับ ๗ วาวา สำนักบุบผาเหมันต์ , ๓ ป้าย
อันดับ ๘ สมากร สำนักดาบจ้าวพิภพ , ๓ ป้าย
อันดับ ๙ รัชชะ ตำหนักเทพยุทธ์ , ๓ ป้าย
อันดับ ๑๐ วานชุก อารามกายาทิพย์ , ๓ ป้าย
อันดับ ๑๑ อัลจาริ ชนเผ่าดากา , ๓ ป้าย
อันดับ ๑๒ หว่าไฉ่ ชุมนุมเจ็ดสังหาร , ๓ ป้าย
อันดับ ๑๓ เวิ่นเถียง ราชสำนักดานอง , ๓ ป้าย
อันดับ ๑๔ มณีจันทร์ วิหารเทวีจันทรา , ๓ ป้าย
อันดับ ๑๕ เซจุง หุบเขาสำนึกบาป , ๓ ป้าย
…
ผู้ที่ครอบครองป้ายมังกรเหินอย่างน้อยสามป้ายจึงมีสิทธิเข้ารอบ ตอนนี้มีสี่คนที่มีถึงสี่ป้าย และสิบเอ็ดคนมีอยู่สามป้าย .. หากพิจารณาจากป้ายมังกรทั้งสิ้นหกสิบสี่ป้าย ยังมีผู้ที่สามารถเข้ารอบมากสุดจะมีอีกเพียงห้าคน
การแก่งแย่งป้ายมังกรเหินก็เป็นอย่างดุเดือด ในวงอาณาเขตการประลองมียอดยุทธ์รุ่นเยาว์สามคนกำลังต่อสู้กันอยู่
และแล้วแสงวงแหวนบนพื้นก็กะพริบอีกครั้ง บ่งบอกว่ากำลังจะครบสิบนาที และผู้ที่ประลองอื่นสามารถเข้าไปร่วมวงชิงชัยได้
แว๊บ .. แว๊บ .. แว๊บ .. สิ้นแสงกะพริบ อาณาเขตการประลองหยุดทอแสง ..
ยอดยุทธ์ทั้งสามหยุดกึก .. เงาร่างสายหนึ่งพุ่งวาบเข้าสู้ลานประลองทันที ..
มันอยู่ในชุดคลุมสีดำสนิทมาหยุดกลางลาน เป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบสามสิบสี่ปี .. มันคือ .. แสงสูรย์ ตัวแทนวิหารสุริยเทพ
แสงสูรย์ผู้เพิ่งเข้ามากล่าวว่า “เจ้าพวกขี้ครอก เข้ามาพร้อมกันได้เลย .. ฮา”
ท่าทางดูแคลนประกอบกับวาจาสามหาว มันมิให้เกียรติคู่ต่อสู้แม้แต่น้อย ทำยอดยุทธ์ที่ยืนก่อนอยู่ฉุนกึก
“ถุยยยย .. เจ้าผู้นี้ มิเห็นโลงศพมิหลั่งน้ำตา ..” ยอดยุทธ์ผู้ถือขวานสบถด่า
“เด็กน้อย .. หาที่ตายโดยแท้ ..” นักพรตผู้ถือกระบี่ยาวกล่าว
“ตัวเท่าลูกแมว วาจาดังพยัคฆ์ .. เก็บปากเจ้าไว้ดูดนมมารดาเถิด” ยอดยุทธ์ร่างอ้วนใหญ่หัวโล้น นำปลายหอกชี้เข้าใส่
วงอาณาเขตการประลองทอแสงสีแดงสว่างอีกครั้ง แสงสูรย์ยิ้มเยาะกล่าวว่า “จิ๊ จิ๊ .. เช่นนั้น ข้าไม่ออมมือหล่ะ .. ข้ารีบ ..”
สิ้นวาจา แสงสูรย์กลายเป็นเงาวูบวาบพุ่งเข้าใส่ยอดยุทธ์ร่างใหญ่ในทันใด ท่าร่างของมันรวดเร็วเกินบรรยายกระโดดถีบปากยอดยุทธ์ผู้นั้นอย่างแรง
.. ผลัก ! ยอดยุทธ์ร่างใหญ่หัวโล้นไม่ทันตั้งตัวถูกบาทาปะทะเข้าอย่างจัง ร่างของมันลอยปลิว โลหิตกระเซ็นออกจากปาก .. อ๊ากกก
แสงสูรย์ไม่หยุดอยู่เพียงนั้น มันพลิกร่างเข้าใส่ยอดยุทธ์ที่ถือขวานซึ่งอยู่ด้านซ้าย .. ยอดยุทธ์ผู้นั้นตาเบิกโพลงนำขวานใหญ่เข้าตั้งรับเร่งเร้าพลังปราณโดยทันใด
หมัดของแสงสูรย์ผ่าปราณคุ้มครองกาย ชกใส่ใบขวานใบเขื่องอย่างถนัดถนี่ .. เปรี้ยง !
อ๊ากกกกก .. ยอดยุทธ์ผู้นั้นลอยกระเด็น ลมปราณแตกซ่าน โลหิตไหลย้อยจากใบหู ไปคุกเข้าอยู่ริมอัฒจันทร์
เพียงวินาทีแสงสูรย์เล่นงานคู่ต่อสู้จนหลุดจากวงอาณาเขตการประลอง .. ทั้งสองกลายเป็นผู้แพ้ .. ส่วนนักพรตที่ถือกระบี่ได้แต่ยืนนิ่งเหงื่อไหลย้อยลงข้างแก้ม
ฮี ฮี ฮี .. แสงสูรย์หัวเราะอย่างทระนง กล่าวว่า “เพียงสองป้ายก็เพียงพอแล้ว .. ฮี ฮี”
เสียงโห่ร้องของบรรดาผู้ชมดังกระหึ่มอื้ออึง วรยุทธ์ของวิหารสุริยเทพช่างเหนือชั้น ไล่ตบคู่ต่อสู้จนกระเจิดกระเจิง
นางแมวน้อยซิงซิงนั่งชมอยู่ริมสนาม สังเกตที่นั่งบนตำหนักมังกรคำรนมีการเคลื่อนไหว นอกจากองค์ชายมังคละที่ควบคุมการแข่งขันแล้ว ยังมีองค์ชายวรราชเข้ามาร่วมชมอยู่ด้วย
ที่ข้างกายองค์ชายวรราชมีสตรีนางหนึ่ง รูปร่างงดงามสมส่วน ผิวพรรณเปล่งประกาย แต่งกายด้วยอาภรณ์เลิศหรูสูงศักดิ์ ใบหน้ามีผ้าลูกไม้บางเบาปิดปังไว้
.. ถึงแม้จะมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่ก็สามารถรับรู้ถึงความงดงามสุดแสนของนางได้
.. ซิงซิงรู้สึกถึงความลึกลับเกินจะหยั่งของบุคคลผู้นี้
สตรีนางนั้นสะกิดแขนองค์ชายวรราช เป็นการส่งสัญญาณเบาๆ .. องค์ชายก็ลุกขึ้นไปกระซิบบางอย่างกับองค์ชายมังคละแล้วกลับมานั่งที่เดิม
ชั่วครู่องค์ชายมังคละก็ลุกเดินออกมาและยกมือขึ้น กล่าวด้วยพลังวัตรอันดังว่า “เอาหล่ะ .. เอาหล่ะ .. ประชาชนทั้งหลาย ..”
ผู้ชมรอบอัฒจันทร์เงียบเสียงลง องค์ชายมังคละกล่าวต่อ “ขอหยุดการประลองชั่วครู่ ข้ามีเรื่องราวจะบอกกล่าว ..”
“การประลองได้ดำเนินมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้พอจะเห็นผู้ผ่านเข้ารอบจนเกือบครบแล้ว ..”
“ในรอบต่อไปผู้ประลองจะต้องทำภารกิจอันยากกว่าการประลองนี้นับร้อยเท่า ..”
“นั่นคือ พวกมันต้องเข้าไปดินแดนสุขาวดี เพื่อค้นหาของวิเศษตามที่กำหนด ..”
คำ ‘ดินแดนสุขาวดี’ ถูกกล่าวออกมาทำบรรดาผู้ชมถึงกับตกตะลึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมที่อยู่ในนั่งอันทรงเกียรติบนตำหนักมังกรคำรน หรือบนอัฒจันทร์ ต่างหันไปพูดจาวิจารณ์กันขรม .. องค์ชายมังคละกล่าวต่อ
“ประตูสู่ดินแดนสุขาวดีบนตำหนักมังกรคำรนจะเปิดออก ยอดยุทธ์ที่ผ่านเข้ารอบจะได้รับภารกิจและกุญแจมิติเพื่อเดินทางกลับออกมา”
“พวกมันมีเวลาจำกัดถึงวันงานสมโภชใหญ่ที่จะมาถึงนี้ .. ผู้ที่ทำภารกิจสำเร็จจะได้รับการจัดลำดับเพียงแปดคนเท่านั้น ..”
ผู้ชมทั้งหลายมิได้โห่ร้องดังเดิม พวกมันต่างขนลุกขนพองเมื่อได้ยินว่ายอดยุทธ์เหล่านั้นจะต้องไปยังดินแดนที่องค์ชายกล่าวถึง .. องค์ชายมังคละยิ้ม กล่าวต่อว่า
“ประตูมิติจะเปิดออกในครึ่งชั่วโมง หากยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้ใดพร้อมแล้วก็เดินทางสู่การแข่งขันรอบต่อไปได้เลย ..”
“อ่อ .. เกือบลืม .. ประตูจะเปิดถึงเที่ยงคืนคืนนี้ ผู้ที่ยังไม่มีป้ายมังกรเหินสามป้าย ก็ขอให้รีบและมาให้ทันเวลา .. ฮา ฮา ฮา”
“.. เริ่มการประลองต่อได้”
...............
มังกรสามหัวยังโรมรันอยู่กับฝูงแมงมุมยักษ์ ส่วนอุทัยเคลื่อนไหวหลบหลีกจนออกมาจากพื้นที่นั้นได้ ทั้งหมดมาหยุดพักอยู่ชายเขาลูกหนึ่ง
อุทัยกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าเคยรับประทานแมงมุมเผาหรือไม่ กลิ่นของพวกมันหอมยิ่งนัก”
เจี๊ยก ! เจ้าเวรุงกะนั่งลิ้นห้อย ส่วนเจ้ามังกรน้อยกล่าว “อึ๊ยยย .. ยังสยองไม่หาย แมงมุมเหล่านั้นช่างน่าขยะแขยง ..”
อุทัยกล่าว “ยังอีกไกลหรือไม่”
เจ้ามังกรน้อยกล่าว “บนยอดเขานี้เอง” พร้อมชี้นิ้วไปข้างบน อุทัยมองตามเห็นเป็นภูเขาหินสูงชะลูด มีหมอกปรกคลุมมองไม่เห็นยอด
เสียงซวบซาบของฝีเท้ามนุษย์ดังขึ้นไม่ไกล อุทัยหันไปมองกล่าวเรียกว่า “ยู ยยย .. ฮู ฮฮฮ .. ทางนี้ .. ทางนี้”
ในแสงสลัวร่างของราชิตค่อยๆ โผล่พ้นมาจากแนวต้นไม้ มาถึงก็ทักขึ้นว่า “ไปไหนกันมา” มันกล่าวต่อ “พวกเจ้าไม่เห็นของดี .. เจ้ามังกรสามหัวตัวนั้นกำลังซัดอยู่กับฝูงแมงมุมยักษ์”
“ตอนแรกเข้าใจว่า มันกำลังไล่ล่าเจ้าเสียอีก .. อ่ะ นี่ตัวอันใด” ราชิตจ้องมองเจ้ามังกรน้อย
อุทัยยิ้มแหยๆ มันกล่าวแนะนำ “นี่ .. มังกรประจำป้ายมังกรเหินของข้า”
อ่อ ราชิตพยักหน้าตอบ แล้วกล่าว “มังกรปราณออกมาจากป้ายได้ด้วยหรือ เท่าที่รู้ต้องมีเวทมนตร์กำกับจึงเรียกมันออกมาได้”
อุทัยทำหน้างง กล่าวว่า “ไม่รู้สิ ก็เห็นมันออกมาได้ตลอด”
เจ้ามังกรน้อยยิ้มหน้าแป้น กล่าวกับอุทัยว่า “ก็ข้าเป็นมังกรที่เก่งที่สุด ในบรรดามังกรในป้ายมังกรเหินทั้งหมด .. ฮา ฮา”
โป๊กกก ! มะเหงกเขกลงบนหัว เจ้ามังกรร้อง .. โอ๊ยยย!
“เจี๊ยกกก! .. เจ้าขี้คุย” เป็นเจ้าเวรุงกะเอง ที่เขกหัวเจ้ามังกรน้อย
“เจ้าลิงน่าชัง” เจ้ามังกรน้อยร้องแล้วจึงหันไปเล่นปล้ำฟัดกับเจ้าเวรุงกะ .. อุทัยมองทั้งสองอย่างละเหี่ยใจ แต่ราชิตไม่เข้าใจที่ทั้งสองตัวสนทนากัน
ราชิตกล่าวต่อ “เจ้านี่ เตลิดมาถูกทาง เป็นภูเขาลูกนี้แหละ .. ข้าคาดว่ามังกรพิษอาจอยู่ที่นี่”
อุทัยกล่าว “ภูเขาลูกนี้เองหรือ ..” แล้วหันไปดุสัตว์ซุกซนทั้งสอง “นี่พวกเจ้า ! หยุดเล่นกันเสียที ไปกันต่อได้แล้ว”
ทั้งสามปีนป่ายขึ้นไปภูเขาอย่างทุลักทุเล ส่วนเจ้ามังกรน้อยสะดวกสุด เพียงขยับปีกเบาๆ ก็ไปบินลอยลิ่วไปไกลแล้ว
เส้นทางเป็นโขดหินมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นแซม บางช่วงเป็นหน้าผาชันต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ผ่านไปครู่ใหญ่เมื่อเงยหน้าขึ้นพบเห็นแสงสว่างรำไรผ่านม่านหมอก ทั้งหมดไม่รอช้าเร่งไต่ขึ้นไปยังตำแหน่งนั้น
เมื่อมาถึงก็เจอกับปากถ้ำขนาดใหญ่สูงเกือบยี่สิบศอก แสงสว่างจางๆ ส่องลอดออกมาจากปากถ้ำแห่งนั้น อุทัยไม่รอช้าก้าวเข้าไปในทันใด
อุทัยกล่าว “คงเป็นที่นี่”
เจ้ามังกรน้อยกล่าวกับอุทัยว่า “ใช่แล้ว .. นางอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ..”
ราชิตมองรอบบริเวณ กล่าวขึ้นว่า “ระวังตัวให้มาก .. ดูจากขนาดถ้ำแล้ว มังกรที่อาศัยอยู่ต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร”
ราชิตเดินเข้ามาไม่ถึงสิบก้าว มันรู้สึกเสียวแปล๊บไปทั่วกระดูกสันหลัง คนล้มลงคุกเข่าร่ำร้อง .. อ๊ากกกกก !!!
อุทัยตกใจรีบเข้ามาพยุง “ท่านลุง!ท่านเป็นอันใด”
ราชิตมีสีหน้าหวาดหวั่นหน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บปวด “พา .. พาข้าออก .. ไปก่อน ..”
อุทัยกระเสือกกระสนลากราชิตออกมาปากถ้ำ หน้าของมันซีดมีเหงื่อโทรมกายกล่าวว่า “พิษ .. พิษในกายข้ากำเริบ ..”
อยู่ๆ พิษ ‘ทูตวิญญาณล้างเทวา’ ที่สงบนิ่งมานานก็ปะทุขึ้นมา ราชิตไม่รอช้าเดินลมปราณ ทำการปรับสมดุลพลังอย่างเร่งด่วน
ผ่านไปราวสิบนาทีสีหน้าของราชิตเริ่มดีขึ้น กล่าวทั้งยังหลับตาว่า “เรามาถูกที่แล้ว .. สิ่งที่อยู่ภายในถ้ำ ต้องเกี่ยวข้องกับพิษที่ข้าได้รับ เพียงเข้าใกล้มันก็ทวีกำลังขึ้น ..”
อุทัยมีสีหน้าฉงน “เป็นไปได้ด้วยหรือ”
ราชิตกล่าวไปหอบไป “ข้าก็เพิ่งรับรู้กับตัวเอง .. อาจเป็นอาถรรพ์ พิษในกายมีการตอบสนองกับสิ่งด้านใน”
อุทัยเหลียวมองกลับไปสำรวจภายในถ้ำ กล่าวว่า “พิษนี้น่ากลัวอย่างยิ่ง ท่านลุงท่านพักก่อนเถิด”
ราชิตกล่าว “ข้าไม่อาจเข้าไปด้านในกับเจ้าได้”
อุทัยกล่าว “เช่นนั้นท่านรออยู่ที่นี่ ข้าจะเข้าไปเอง”
ราชิตไม่มีทางเลือกอื่น มันพยักหน้ากล่าวว่า “.. ระวังไว้ให้มาก”
อุทัยลุกขึ้นก้าวฉับๆ เข้าไปในถ้ำ เจ้าเวรุงกะ และเจ้ามังกรน้อยติดตามมาด้านหลัง
โพลงถ้ำขนาดใหญ่ทอดยาวสู่ภายใน แสงสว่างบางเบาส่องออกมามองเห็นก้อนหินน้อยใหญ่เป็นเงาตะคุ่มๆ
เมื่อดินลึกเข้าไปแสงนั้นก็ยิ่งสว่างขึ้น ผ่านไปครู่หนึ่งผนังถ้ำเริ่มขยายกว้างกลายเป็นโถงถ้ำ แสงสีสว่างเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีต่างๆ .. ฟ้า แดง เขียว ม่วง เหลือง สลับเลื่อมส่องวูบวาบ
เจ้ามังกรน้อยชะงักกึก เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยอาบใบหน้า กล่าวว่า “เดินไปอีกไม่ไกล คงได้เจอมังกรที่ท่านตามหาแล้ว”
อุทัยใช้สายตามองสอดส่องสำรวจด้านใน กล่าวว่า “เช่นนั้นไปกัน” พร้อมก้าวเท้าเดินเข้าไป
เจ้ามังกรน้อยยังหยุดอยู่ที่เดิม กล่าวว่า “ท่านเข้าไปเถิด .. ข้า ข้า .. ข้าจะรออยู่ตรงนี้ ..”
“อ่าว ..” อุทัยอุทาน “.. เข้าไปด้วยกันสิ”
เจี๊ยกกก ! .. เจ้าเวรุงกะดึงแขนเจ้ามังกรน้อย กล่าวขึ้นว่า “เร็วๆ .. ไปเร็วๆ”
“ไม่ .. ไม่ .. ข้าไม่เข้าไป” เจ้ามังกรน้อยส่ายหน้า มันไม่ยอมเคลื่อนที่ไปไหน
เจี๊ยก ! เจี๊ยกกก ! .. เจ้าเวรุงกะฉุดเจ้ามังกรน้อย “เจ้านี่ เร็วๆ เข้า .. เข้าไปด้านในกัน”
เจ้ามังกรน้อยยังกล่าวยืนยัน “ไม่ .. ไม่ไป .. ข้าไม่เข้าไป เด็ดขาด”
อุทัยเกาหัวแกรก “เป็นอันใดของมัน ..”
เจี๊ยก ! เจี๊ยก ! เจี๊ยกกก ! .. เจ้าวานรน้อยฉุดลาก ส่วนเจ้ามังกรก็ยื้อยุด .. หัวเด็ดตีนขาดมันไม่ยอมเข้าไปด้านใน
ฮ๊ากกกก !!! เสียงคำรามดังกึกก้องมาจากสุดปลายโถงถ้ำ
ทั้งสามหน้าซีดหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม .. จากขนาดโพลงถ้ำและเสียงคำราม มังกรตัวนี้ต้องมีขนาดใหญ่พอสมควร
โฮ๊กกกก !!! เสียงอันทรงพลัง สามารถทำผู้คนหัวใจวายตายได้ .. เจ้าเวรุงกะกระโดดโหยงมาเกาะอยู่ด้านหลังอุทัยแล้ว
ฮ๊ากก ! โฮ๊กกกกกก !!! เสียงคำรามใกล้เข้ามา เจ้ามังกรน้อยตัวสั่นระริก “มาแล้ว .. นางมาแล้ว ..”
อุทัยจ้องตามตาเขม็ง ที่ปลายโถงถ้ำปรากฏแสงสีหลากหลาย สว่างเจิดจ้าจนทำตาพร่ามัว ภายใต้แสงนั้นคล้ายมีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอยู่ภายใน
.. ตัวอันใดถึงมีสีสันฉุดฉาดได้เพียงนี้
ทันใดนั้น ก้อนแสงฉุดฉาดนั้นพุ่งวาบราวสายฟ้า เพียงเศษเสี้ยววินาทีก็มาหยุดอยู่บนโขดหินใหญ่กลางโถงถ้ำ
เสียงราวสตรีเยาว์วัย กล่าวกึกก้องไปทั่วโถงถ้ำว่า “โผล่หัวมาแล้วหรือ .. ไอ้ตัวแสบ !!!” .. เจ้าสิ่งนั้นลดความสว่างลง ทำให้มองเห็นรูปร่างของมันได้ชัดตา