ความเดิมตอนที่แล้ว
การกลับมาของปีศาจดำที่มีสภาพดั่งคนใกล้ตายและการเคลื่อนไหวของเหล่ามือสังหาร ทำให้เฉินเสวี่ยหยางวางแผ่นดัดหลังคนเหล่านั้นด้วยการแยกการเดินทางออกเป็นสองกลุ่มทั้งยังติดตั้งกลไกไว้ในรถม้า มือสังหารเหล่านั้นจู่โจมรถม้าโดยหารู้ไม่ว่าเป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ในขบวนเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงจึงเดินทางถึงจวนสกุลหลินได้อย่างปลอดภัยทว่าสถานการณ์ในจวนกลับไม่เป็นดั่งใจนัก หลินเพ่ยหนิงกลับมาช่วยผู้เป็นน้องสาวไว้ได้หากแต่องค์ชายใหญ่กลับมีอาการกำเริบจนหมดสติ เจ้าเมืองหลินสั่งคนตามตัวหม่าเสียนเย่หมอประจำตัวขององค์ชายมาที่จวนโดยด่วน และดูเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้หลินเพ่ยหนิงถูกป้ายความผิดว่าเป็นผู้วางยาพี่ชายของตนเฉินเสวี่ยหยางจึงแอบชี้นำอุบายให้กับจางหยวน หลังจากนั้น ผู้ช่วยจางก็หายตัวไปและกลับมาอีกครั้งพร้อมกับนำบางสิ่งบางอย่างติดมือมาด้วยสิ่งที่จางหยวนถือมาคือถาดใส่หม้อตุ๋น ส่วนชายอีกคนที่ติดตามไปด้วยกันนั้นในมือของเขาคือถาดใส่ห่อผ้าที่ห่อหุ้มบางสิ่งบางอย่างไว้ และมีหม้อต้มยาที่วางอยู่ข้างกัน
หลินหงชุน : “ นั่นอะไร? ”
จางหยวน : “ ในถาดนั้นคือกากยา และหม้อต้มยาซึ่งเป็นขององค์หญิง ”
ชายผู้นั้นเปิดห่อผ้าออกเผยให้เห็นกากยาที่อยู่ด้านใน หม่าเสียนเย่จึงเดินไปหยิบกากยาขึ้นมาดู ทั้งยังเปิดฝาหม้อเพื่อพิสูจน์ตัวยาในหม้อ
หม่าเสียนเย่ : “ ขิง โสม มีวุ่ยฉึงผสมอยู่เล็กน้อย อย่างที่บอกยานี้ปกติ ไม่มีปัญหา ”
จางหยวน : “ ส่วนที่อยู่ในมือข้า คือน้ำแกงรากบัว ”
หลินหงชุน : “ น้ำแกงรากบัว! ”
เจ้าเมืองหลินอุทาน หม่าเสียนเย่จึงเดินไปตรวจสอบหม้อตุ๋นน้ำแกงโดยใช้มือปัดกลิ่นเข้าจมูก
หม่าเสียนเย่ : “ ดอกเก็กฮวย เก๋ากี้ บัวบก หลูเฮว่ย แล้วก็รากบัวนี่มันของมีฤทธิ์เย็นทั้งนั้น คนปกติกินจะช่วยดับร้อน แต่หากเป็นผู้ที่ธาตุหยินแปรปรวนอย่างองค์ชายกินเข้าไปล่ะก็อาการต้องกำเริบแน่ ”
จางหยวน : “ เมื่อครู่ ข้าไปตรวจสอบดู พบสตรีนางหนึ่งกำลังนำน้ำแกงกับถ้วยน้ำแกงนี่ไปทิ้งแต่คนของเราดักไว้ได้ทัน ”
หลินหงชุน : “ ไปเอาตัวนางคนนั้นมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะสอบสวนเอง ”
เพียงได้ยินดังนั้นเจ้าเมืองหลินก็ออกคำสั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
จางหยวน : “ ข้าพาตัวมาแล้วขอรับ ”
จางหยวนผู้รู้หน้าที่ ชี้แจงกับเจ้าเมืองหลินพร้อมกันนั้นก็มีทหารสองคนหิ้วแขนสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเข้ามานั่งคุกเข่าเบื้องหน้าเจ้าเมืองหลิน
จางหยวน : “ นางผู้นี้คือหวังเหยียนไถ เป็นคนเตรียมวัตถุดิบอาหาร ”
จางหยวนอธิบายต่อเจ้าเมืองหลิน
จางหยวน : “ หวังเหยียนไถ เจ้ารู้เห็นอะไรก็พูดออกมา ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
หวังเหยียนไถมีท่าทีหวาดหวั่น นางไม่กล้าอ้าปากชี้แจงกระทั่งเจ้าเมืองหลินอดรนทนไม่ได้กับท่าทีของนาง
หลินหงชุน : “ พูด! ”
เขาตะคอกด้วยน้ำเสียงแข็ง แววตาดุ จนหวังเหยียนไถสะดุ้งสุดตัวนางเนื้อตัวสั่น ดูท่าทางลุกลี้ลุกลนและไม่กล้าสบตาเจ้าเมืองหลิน
หวังเหยียนไถ : “ ขะ ข้า.. ”
จางหยวน : “ เลือกเอา เจ้าจะพูดตอนนี้ หรือจะไม่ได้พูดอีก ”
หวังเหยียนไถ : “ ข้า ข้าพูด ข้าพูดแล้ว คือข้า.. ”
อ่อก!
ไม่ทันที่สตรีนางนั้นจะแถลงไขนางกระอักเลือดสีแดงฉานออกจากปาก และล้มลงนอนแน่นิ่งไปกับพื้น
จางหยวน : “ นี่เจ้า! หวังเหยียนไถ หวังเหยียนไถ! ”
จางหยวนเข้าไปเขย่าตัวพลางเอ่ยเรียกหม่าเสียนเย่เห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ แล้วใช้มืออังจมูก ก่อนจะจับชีพจร
หม่าเสียนเย่ : “ ตายแล้ว ”
หลินหงชุน : “ ว่าไงนะ?! ”
หม่าเสียนเย่ : “ นางถูกพิษร้าย ตายแล้วขอรับ ”
เจ้าเมืองหลินได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าผิดหวังเฉินเสวี่ยหยางจึงเดินเข้าไปใกล้ศพ เขาสังเกตเห็นบางสิ่ง จึงใช้มือซับด้วยผ้าเช็ดหน้าดึงมันออกมาจากหลังใบหูของศพ .. “ เข็มปลิดวิญญาณ เหมือนที่จู่โจมนางวันนั้น” .. ต่อหน้าทุกคนที่ดูแปลกใจ สิ่งที่อยู่ในมือของเฉินเสวี่ยหยางคือเข็มพิษที่มีลักษณะเช่นเดียวกับที่จู่โจมจอมยุทธไป๋เขาจดจำมันได้และส่งมันให้หม่าเสียนเย่ โดยที่เฉินเสวี่ยหยางแอบเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้ในแขนเสื้อครั้นหม่าเสียนเย่ใช้ผ้าผืนเล็กรับเข็มนั่นไป เขามองดูมัน แล้วก้มลงดมกลิ่น
หม่าเสียนเย่ : “ สิ่งนี้ถูกเคลือบด้วยพิษ เป็นพิษร้ายแรงหลายชนิดมาก”
หม่าเสียนเย่ส่งมันให้กับผู้ช่วยจาง จางหยวนจึงนำมันใส่ถาดและส่งต่อให้เจ้าเมืองหลินหลินหงชุนมองดูเข็มเล่มนั้นด้วยสีหน้าตึงเครียดเป็นเวลาเดียวกับที่ขบวนรถม้าเดินทางมาถึง ลั่วชีชี หูจิง เฟยหมิงและเฟยฉีพากันเดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด
ลั่วชีชี : “ องค์หญิง ”
ลั่วชีชีเข้าไปจับมือหลินเพ่ยหนิง หลังจากที่ได้เห็นศพคนตายตรงหน้า
หลินหงชุน : “ ยังไม่ทันได้ไต่ถามความจริงก็มาตายไปเช่นนี้ อาหยวน เอาไปตรวจสอบดูว่าเป็นพิษชนิดไหน”
จางหยวน : “ ขอรับ ”
เจ้าเมืองหลินส่งถาดใส่เข็มพิษคืนให้กับจางหยวนผู้ช่วยจางจึงส่งสัญญาณเรียกทหารมาพาร่างของหวังเหยียนไถออกไปพร้อมกับส่งเข็มพิษซึ่งเป็นหลักฐานให้ทหารนำไปพิสูจน์แต่ทว่าบรรยากาศด้านในยังเต็มไปด้วยความอึมครึม
เหลียงซีหม่า : “ เช่นนี้ก็ไม่มีหนทางพิสูจน์ความจริงแล้ว ท่านพี่เราจะทำอย่างไรดี? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพื่อมิให้แคลงใจ ข้าเองก็เจ็บป่วยง่าย มีร่างกายคล้ายกับองค์ชายหลินข้าจะดื่มยาถ้วยนี้เพื่อพิสูจน์ว่ายานี่ไม่มีปัญหา ”
จ๊อก..
เฟยหมิง : “ เอ่อ! ”
พูดพลาง มือก็รินยาหม้อนั้นใส่ลงในถ้วยแล้วกระดกจนหมด โดยที่เฟยหมิงไม่ทันเอ่ยห้าม องครักษ์เห็นดังนั้น จึงได้หันไปมองหน้าผู้เป็นน้องและส่งสัญญาณให้เขาออกไปทำอะไรบางอย่างโดยที่เฟยฉีเองก็เหมือนจะรู้หน้าที่ เขาพยักหน้ารับและปลีกตัวออกไปทันที เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูปเฉินเสวี่ยหยางยังคงมีอาการปกติ
หม่าเสียนเย่ : “ ทุกคนก็เห็นแล้วว่ายาขององค์หญิงไม่มีปัญหา ”
หลินหงชุน : “ นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ต่อไป เรื่องนี้ก็ห้ามพูดอีก ใครพูดข้าจะสั่งลงโทษมันให้หมด ”
แค่ก ๆ ๆ ..
“ ท่านพ่อ ”
ในช่วงสำคัญ หลินจื่อหรานก็ได้รู้สึกตัวขึ้นมา เขาพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าซีดเซียวและท่าทางอ่อนแรงหม่าเสียนเย่จึงเข้าไปประคอง พร้อมด้วยเจ้าเมืองหลินที่ปรี่เข้าไปหาบุตรชาย
หม่าเสียนเย่ : “ องค์ชาย ท่านฟื้นแล้ว ”
หลินหงชุน : “ จื่อหราน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ”
หลินจื่อหราน : “ ท่านพ่อ ลูกไม่เป็นไรขอรับ ท่านพ่ออย่าได้โทษใครเลยน้ำแกงนั่น ลูกอยากกิน เลยสั่งคนครัวทำให้เองขอรับ ”
หม่าเสียนเย่ : “ องค์ชาย นี่ท่าน.. ”
หม่าเสียนเย่คิดโต้แย้ง หากแต่เห็นแววตาห้ามปรามของหลินจื่อหรานเขาจึงพลันสงบคำ ทั้งที่ขัดใจอยู่ลึก ๆ
เหลียงซีหม่า : “ จื่อหราน ดีจริงที่เจ้าปลอดภัย ”
เหลียงซีหม่าผู้เป็นมารดาเข้ามายืนเคียงข้างเจ้าเมืองหลินและพูดคุยกับหลินจื่อหราน องค์ชายจึงพยักหน้ารับ และเมื่อมองไปเห็นหลินเพ่ยหนิงหลินจื่อหรานพลันมีรอยยิ้มด้วยความดีใจ นางจึงเข้าไปหาพี่ชาย หม่าเสียนเย่หลบให้หลินเพ่ยหนิงนั่งลงข้างเตียงจากนั้น นางก็จับมือผู้เป็นพี่ด้วยความเป็นห่วง
หลินจื่อหราน : “ เพ่ยหนิง เจ้ามาแล้ว ดีจริง ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ข้าดีใจที่ท่านปลอดภัย ต่อไปนี้คงต้องคอยระวังอาหารการกินของท่านให้มากๆ แล้ว ” ( ภาษามือ )
หลินจื่อหราน : “ โธ่.. พี่ผิดไปแล้ว เจ้าปล่อยพี่ไม่เถอะ ”
หลินจื่อหรานมีอารมณ์พูดเล่นกับน้องสาวทำให้ทุกคนต่างโล่งใจในอาการป่วยของเขา ครั้นองค์ชายเห็นเฉินเสวี่ยหยางเขาไม่ลืมจะกล่าวทักทายพลางขอบคุณว่าที่น้องเขย
หลินจื่อหราน : “ เจ้าเมืองน้อยขอบคุณที่พาน้องสาวข้ากลับมาอย่างปลอดภัย ”
เฉินเสวี่ยหยางพยักหน้ารับสีหน้าแววตายินดีกับหลินจื่อหราน ทั้งยังเบิกบานใจที่เห็นรอยยิ้มของหลินเพ่ยหนิงแต่เมื่อหลินจื่อหรานมองไปรอบ ๆ และได้เอ่ยถามถึงใครบางคน กลับทำให้ทุกคนพากันนิ่งเงียบ
หลินจื่อหราน : “ แล้วซานซานล่ะ? ”
คำถามที่ทำบรรยากาศที่น่ายินดีถูกขัดจังหวะเมื่อหลินจื่อหรานถามถึงหลินซานซานผู้ก่อเรื่อง ทำเอาแต่ละคนมีอาการกระอักกระอ่วนเจ้าเมืองหลินจึงรีบกล่าวตัดบท
หลินหงชุน : “ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องอื่นเลย จื่อหราน เจ้าเพิ่งฟื้นตอนนี้อาการยังไม่หายดี ควรต้องพักผ่อนให้มาก ”
เหลียงซีหม่า : “ นั่นสิ เดี๋ยวแม่จะให้คนส่งกำยานอย่างดีมาให้ช่วยให้หลับสบายขึ้น ”
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าจะอยู่ดูอาการองค์ชายอีกสักพัก ”
เหลียงซีหม่า : “ ถ้างั้น พวกเราก็อย่ารบกวนจื่อหรานพักผ่อนเลยรีบไปกันเถอะ จื่อหราน แม่ไปก่อนนะ พักผ่อนให้มาก ๆ ล่ะ จะได้หายไว ๆ ”
หลินจื่อหรานพยักหน้ารับ
หลินหงชุน : “ จื่อหราน เจ้าก็รีบพักผ่อนนะ ”
หลินจื่อหราน : “ ขอรับท่านพ่อ ”
เมื่อเหลียงซีหม่า และเจ้าเมืองหลินเดินออกไปจางหยวนผู้อยู่ข้างกายเจ้าเมืองหลินก็ติดตามไปเช่นกัน ครั้นหลินจื่อหรานสังเกตเห็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของน้องสาวรวมทั้งเจ้าเมืองน้อยเฉิน เขาก็รู้ทันทีว่าทั้งคู่รีบหาทางกลับมาที่จวน โดยที่ยังไม่ทันได้พัก
หลินจื่อหราน : “ เพ่ยหนิง พี่เพิ่งรู้ว่าเจ้าก็มีรสนิยมแต่งตัวเช่นนี้ไปเถอะ พี่ไม่เป็นไรแล้วจริง ๆ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ งั้น ท่านก็พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมท่านใหม่ ” ( ภาษามือ )
หลินจื่อหราน : “ อื้ม ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ องค์ชาย รักษาตัวด้วย ”
หลินจื่อหรานพยักหน้ารับด้วยแววตาเบิกบาน เมื่อพวกเขาจากไปภายในห้องจึงเหลือเพียงหม่าเสียนเย่ที่คอยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หม่าเสียนเย่มองไปยังองค์ชายหลินด้วยแววตารู้ทันคล้ายอยากหาความกับหลินจื่อหราน แต่เมื่อเห็นว่าองค์ชายยังอยู่ในอาการป่วยเขาจึงไม่พูดอะไร ทางด้านเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงซึ่งเดินออกมาด้านนอกโดยมีเฟยหมิง หูจิงและลั่วชีชีเดินตามหลัง
ลั่วชีชี : “ เอ.. อาฉีหายไปไหน เมื่อครู่ก็มาด้วยกันนี่? ”
ลั่วชีชีเอ่ย เมื่อจู่ ๆ เฟยฉีก็หายตัวไป แต่ท่าทางสงบนิ่งของเฉินเสวี่ยหยางผิดไปจากแววตาขององครักษ์ เฟยหมิงขมวดคิ้ว แววตาแอบซ่อนความกังวล และหลินเพ่ยหนิงซึ่งเดินอยู่ไม่ห่างกันได้สังเกตเห็นเหงื่อไหลซึมบริเวณไรผมของเฉินเสวี่ยหยาง อีกทั้งท่าทางที่เก็บซ่อนความร้อนใจของเฟยหมิงทำให้นางรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ในขณะที่เฉินเสวี่ยหยางค่อนข้างเร่งรีบ นางเดินไปคว้ามือของเฉินเสวี่ยหยางและรู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่ร้อนผ่าวเฉินเสวี่ยหยางจึงรีบดึงมือออก
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเหนื่อยนิดหน่อย ขอตัวไปพักก่อนพรุ่งนี้จะไปหาเจ้า แล้วมาเยี่ยมองค์ชายใหญ่ด้วยกัน ”
หลินเพ่ยหนิงพยักหน้ารับอย่างตงิดอยู่ในใจ เฉินเสวี่ยหยางไม่เปิดโอกาสให้นางได้ไต่ถามเขาเดินออกห่างหลินเพ่ยหนิง เพราะไม่ต้องการให้นางรู้ถึงความผิดปกติทว่านั่นก็สายไป .. “ แปลกจริง เขาไม่เคยเป็นแบบนี้นี่ หรือว่ายานั่น?! ” .. หลินเพ่ยหนิงเป็นสตรีที่ฉลาดนางจึงเดาได้ว่าเฉินเสวี่ยหยางไม่ถูกกับยาเหล่านั้น แต่ก็ฝืนดื่มมันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับนางยามนี้ จิตใจของนางว้าวุ่น นางเดินกลับเรือนพักด้วยท่าทางพะว้าพะวัง เพราะเป็นห่วงคู่หมั้นหมาย
เรือนรับรอง จวนเจ้าเมืองหลิน
เฟยหมิงเดินตามติดเฉินเสวี่ยหยางด้วยความกังวลเมื่อมาถึง เขาก็รีบปิดประตูและเอ่ยเรียกเฟยฉี ขณะที่เฉินเสวี่ยหยางขยับสาบเสื้อด้วยอาการกระสับกระส่ายพลางมีเหงื่อไหลลงมาที่ขมับ
เฟยหมิง : “ อาฉี ”
เฟยฉี : “ เรียบร้อย ”
เฟยฉีตะโกนตอบจากด้านหลังและสิ่งที่เขาเตรียมไว้คือน้ำแข็งมากมายที่แช่อยู่ในสระ .. แฉ่! .. เฉินเสวี่ยหยางถอดเสื้อนอกออกแล้วพาตัวเองลงไปแช่ในสระน้ำ เสียงดังดั่งถ่านไฟกระทบผืนน้ำ กลุ่มควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณเฟยหมิงที่ยืนดูอยู่ด้วยความกังวล เมื่อเห็นดังนั้น จึงรู้ทันทีว่านั่นอาจไม่พอ
เฟยหมิง : “ อาฉี ไปเอามาอีก ”
เฟยฉี : “ เอ่อ.. ได้ ๆ ”
เฟยฉีกุลีกุจอออกไปอย่างทันควันเมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นพี่ เขารุดออกจากเรือนพักโดยไม่ทันสังเกตว่าหูจิงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านนอกและรีบกลับไปรายงานหลินเพ่ยหนิง ทันทีที่หลินเพ่ยหนิงได้รับคำยืนยัน นางไม่รีรอที่จะออกจากเรือนพัก แม้นว่าหม่าเสียนเย่จะเร่งฝีเท้าเพื่อมาหานาง หลังจากเสร็จธุระที่เรือนชมวสันต์ทว่ากลับช้าไป เขาเห็นหลินเพ่ยหนิงเดินออกไป จึงได้หยุดฝีเท้าและยืนมองนางด้วยสีหน้าห่อเหี่ยวหม่าเสียนเย่รู้ดีว่าทางที่นางมุ่งหน้าไปคือเรือนรับรองของเฉินเสวี่ยหยาง
หม่าเสียนเย่ : “ ข้าช้าไปอีกแล้วสินะ ”
และที่เรือนรับรอง
เฟยหมิง : “ อาฉี เหตุใดถึงช้านัก? ไปหาน้ำแข็งถึงไหนกัน? ”
เฟยหมิงชะเง้อคอมองด้วยสีหน้ากระวนกระวาย แต่เมื่อไม่เห็นน้องชายปรากฏตัวเขาจึงเดินออกไปด้านนอกเพื่อตามหา และไม่ทันเห็นว่าหลินเพ่ยหนิงเดินสวนเข้ามาทางด้านหลังนางตรงเข้าไปในเรือนพักและเห็นภายในห้อง ทั้งในห้องรับรอง รวมถึงห้องนอนนั้นไร้ผู้คนนางจึงเดินไปด้านหลังเพื่อตรงไปยังห้องอาบน้ำ เมื่อเดินเข้าไป นางได้เห็นแผ่นหลังของเฉินเสวี่ยหยางที่เคยขาวเนียนเต็มไปด้วยสีแดงเรื่อดั่งมีความร้อนแผ่ออกมาจากร่าง ทั้งยังมีกลุ่มควันลอยคลุ้งไม่ขาดเฉินเสวี่ยหยางไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่านางเดินเข้ามาใกล้ ทั้งที่ปกติแล้ว ประสาทสัมผัสของเขาว่องไวมากหลินเพ่ยหนิงจึงรู้ว่ายามนี้เขาอยู่ในสภาพอ่อนแรง อีกทั้งก้อนน้ำแข็งก็ละลายไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงน้ำที่มีไอลอยคลุ้ง ในเวลานั้นเอง
.. คลื่น! ..
เฟยฉี : “ ไม่ ๆ ๆ ไม่นะ โธ่เอ๊ย.. จะมาตกอะไรตอนนี้ พวกเจ้าเร็ว ๆ หน่อยสินี่เสร็จรึยัง? ข้ารีบ ”
จู่ ๆ เสียงฟ้าร้องดังก้องไปทั่วเฟยฉีแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดดำ เพราะถูกปกคลุมด้วยเมฆฝน ในขณะที่ตัวเขารีบสั่งให้คนลำเลียงน้ำแข็งขึ้นไปวางบนรถม้าบรรทุกสิ่งของเขาเร่งเร้าคนงานเพราะกลัวว่าฝนจะตกลงมาและทำให้น้ำแข็งละลายกระทั่งเฟยหมิงตามมาพบ
เฟยหมิง : “ อาฉี เจ้าอยู่นี่เอง ข้าตามหาเสียทั่ว ”
เฟยฉี : “ ก็น้ำแข็งมันหาซื้อยากนี่ แถมยังไม่มีใครยอมขายให้ทีละเยอะ ๆ ด้วยข้าหาจนทั่ว จนมาเจอที่นี่เนี่ยแหละ ”
เฟยหมิง : “ แล้วเสร็จรึยัง? รีบไปได้แล้ว ”
เฟยฉี : “ เสร็จพอดีเลย ”
เฟยหมิง : “ รีบเลย ”
สองพี่น้องบังคับรถม้าพาเอาน้ำแข็งหลายสิบชั่งไปส่งเมื่อมาถึงจวนเจ้าเมือง ฝนก็เริ่มตก พวกเขาพารถม้ามาหยุดเทียบด้านข้างเพื่อลำเลียงน้ำแข็งเข้าไปด้านในครั้นสององครักษ์เร่งฝีเท้ามาถึงหน้าเรือนก็เห็นหูจิงยืนขวางอยู่
หูจิง : “ เข้าไปไม่ได้ ”
เฟยฉี : “ เหตุใดจะเข้าไม่ได้ นี่เรือนพักของเจ้าเมืองน้อยข้า พี่ใหญ่หูเจ้าหลบไป พวกข้ารีบ ”
หูจิง : “ ข้าเตือนแล้วนะ ”
สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยความฉงน พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่หูจิงต้องการจะสื่อกระทั่งทั้งสองเดินเข้ามาในเรือนและเห็นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า พวกเขาจึงได้เข้าใจเฉินเสวี่ยหยางพิงศีรษะกับหลินเพ่ยหนิงหลับอยู่ด้วยกันที่ขอบสระ ซึ่งไม่มีหลังคา ทั้งสองอยู่ในสภาพท่อนล่างแช่น้ำและตากฝนอยู่ด้วยกัน
เฟยฉี : “ สัมผัสใหม่แห่งการนอน ”
เฟยฉีเปรยออกมาอย่างติดตลก เป็นเวลาเดียวกับที่หูจิงเดินตามเข้ามาภายหลัง
หูจิง : “ ข้าบอกแล้วว่าเข้าไม่ได้ ”
เฟยฉี : “ ละเจ้าก็ไม่บอกแต่แรกล่ะว่ามีฉากสิบแปดบวกแบบเนี้ยะข้ายังไม่มีเมียนะ ใจแตกหมด ”
เฟยหมิง : “ ค่อยโล่งอก แบบนี้คงไม่เป็นไรแล้ว ”
เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยนะเจ้าเมืองน้อย รู้ว่าร่างกายไม่ถูกกับของพวกนั้นยังจะกินเข้าไปอีก เล่นเอาหายใจหมด ”
เฟยหมิง : “ ใจหาย ฮื่อ! นี่ก็เล่นไม่เลือกเวลา ”
เฟยฉี : “ แฮะๆ ก็ข้าดีใจนี่ เจ้าเมืองน้อยไม่เป็นไรแล้ว ดูสิ สีหน้าเงี้ยะ ดูมีความสุ้ข..มีความสุข ”
หูจิง : “ เจ้าเมืองน้อยเฉินไม่ถูกกับยานั่นเหรอ? ”
เฟยหมิง : “ ร่างกายของเจ้าเมืองน้อยมีธาตุหยินมากก็จริง แต่ไม่เหมือนกับองค์ชายใหญ่ที่เป็นแบบนั้นเพราะอาการป่วยเจ้าเมืองน้อยท่านเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่เกิด ถือเป็นเรื่องปกติ ยามีฤทธิ์ร้อนกินเข้าไปก็เหมือนดื่มยาพิษ ร่างกายจะร้อนดั่งถูกเผาจากภายใน นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก รบกวนเจ้าช่วยปิดเป็นความลับด้วย”
หูจิง : “ เข้าใจแล้ว ”
เฟยฉี : “ นี่.. พี่ใหญ่หู เราไว้ใจเจ้าได้ใช่ไหม? ”
หูจิง : “ ที่.. ยิ่งสูงยิ่งหนาว คน.. ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งต้องปกปิดจุดอ่อน คนธรรมดาอย่างข้าไม่คิดเอาไข่ไปกระทบหินหรอก ”
เฟยฉี : “ เช่นนั้นก็ดี ”
เฟยหมิง : “ พวกเราไปกันเถอะ ”
หูจิงเดินออกไปและเฟยหมิงก็หมุนตัวเพื่อจะเดินตาม แต่ทว่าเฟยฉียังยืนนิ่ง กระทั่งผู้เป็นพี่หันกลับมาเรียก
เฟยหมิง : “ ไปได้แล้ว ”
เฟยฉี : “ เดี๋ยวสิ ขอดูอีกหน่อยไม่ได้เหรอ ”
เฟยหมิง : “ ไป.. ”
เฟยฉี : “ โอ๊ย ๆ ๆ ๆ ”
เฟยหมิงดึงหูเฟยฉี เพื่อพาเขาออกไปจากที่นั่น และเพื่อให้คนทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน
เรือนใต้จันทรา จวนเจ้าเมืองหลิน
ก๊อกๆ ๆ .. เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าเรือนขององค์หญิงสามหลินซานซานที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง จึงผงกหัวขึ้น
“ ซานซาน เจ้าหลับหรือยัง? ข้าเสียนเย่ข้ามาเยี่ยมเจ้า ”
หม่าเสียนเย่เอ่ยเรียกหลินซานซาน โดยที่ในมือของเขาถือขวดยามาด้วยหลินซานซานยิ้มด้วยความดีใจที่รู้ว่าหม่าเสียนเย่เดินทางมาเยี่ยม หากแต่นางจำต้องหุบยิ้มเพราะไม่อาจให้เขาเห็นในสภาพนี้นางจึงข่มใจให้นิ่ง ไม่ตอบกลับหม่าเสียนเย่
หม่าเสียนเย่ : “ เจ้าคงนอนแล้ว งั้นข้าไม่รบกวนดีกว่า ข้านำยามาให้วางไว้ตรงนี้นะ ยานี้ได้ผลดีมาก เจ้าอย่าลืมใช้ด้วยล่ะ ค่ำแล้ว ข้าต้องกลับจวนก่อน”
หลินซานซานแทบอยากจะลุกไปเปิดประตูเสียในตอนนั้นทว่านางมิอาจทำได้ จึงได้แต่นอนฟังเสียงฝีเท้าของหม่าเสียนเย่เดินห่างออกไปทีละก้าวสีหน้าของนางเต็มไปด้วยความหดหู่ ถัดมาที่เรือนหน้าภายในห้องทำงานของเจ้าเมืองหลิน หลินหงชุนนั่งอยู่ที่โต๊ะ โดยมีจางหยวนคนสนิทอยู่เป็นที่ปรึกษา
หลินหงชุน : “ ศัตรูอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก แต่กลับรอดไปได้ เห็นชัดว่าเรื่องนี้พุ่งเป้าไปที่หนิงเอ๋อมีคนจงใจให้ร้ายนางเพื่อให้นางเสื่อมเสีย ชั่วช้านัก ”
เจ้าเมืองหลินระบายออกมาอย่างหัวเสีย
จางหยวน : “ คนก็ตายไปแล้ว เบาะแสเลยหายไปด้วย แต่อย่างที่คุณชายหม่าพูด เข็มนั่นมีพิษร้ายแรงหลายชนิดจึงยากแก่การแยกแยะว่าเป็นพิษชนิดไหน การตรวจสอบจึงต้องใช้เวลานานขอรับ ”
หลินหงชุน : “ ถึงช้าก็ต้องทำ อาหยวน เจ้าให้คนที่ไว้ใจได้รับผิดชอบเรื่องนี้ ”
จางหยวน : “ นายท่านโปรดวางใจ ข้าได้จัดการเรียบร้อยแล้ว แต่มีอีกเรื่องที่ข้าต้องรายงานท่านหลังจากที่ท่านให้เราตรวจสอบคนที่น่าสงสัย เราพบเบาะแสหนึ่ง ”
หลินหงชุน : “ ว่ามา ”
จางหยวน : “ มีชาวบ้านที่เป็นชายทยอยกันหายตัวไป ทั้งหมดล้วนเป็นชายวัยฉกรรจ์ญาติ ๆ พากันออกตามหา แต่หายังไงก็หาไม่พบ มีบางรายสงสัยว่าอาจจะถูกลักพาตัวไป”
หลินหงชุน : “ หม่าจิ่นเทาว่าอย่างไรบ้าง? ”
จางหยวน : “ ผู้นำหม่ายังเงียบอยู่ขอรับ สอบถามแล้ว เขาแจ้งว่ากำลังตรวจสอบ แต่ข้าคิดว่าเขาน่าจะมีเบาะแสบ้างแล้วไม่มากก็น้อย”
หลินหงชุน : “ หม่าจิ่นเทาเป็นคนที่เชื่อถือได้ เขาทำอะไรมีเหตุผล ช่างเถอะ เขามีวิธีจัดการในแบบของเขา ”
จางหยวน : “ จากนี้ เอาอย่างไรต่อดีขอรับ? ”
หลินหงชุน : “ เรื่องที่มีคนตาย ห้ามให้จื่อหรานรู้เด็ดขาด บอกทุกคนปิดปากให้สนิท ”
จางหยวน : “ ขอรับ ”
หลินหงชุน : “ ติดต่อหน่วยไร้พ่าย ส่งพวกเขาไปคุ้มกันอี้เอ๋อ ลูกข้าต้องถึงหนานจิ้งอย่างปลอดภัยที่สุดและให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์คับขันอยู่ตลอด ”
จางหยวน : “ รับทราบ ”
เจ้าเมืองหลินกล่าวกับจางหยวนถ้อยคำดังกล่าวเป็นความลับระหว่างพวกเขา ราวกับว่าเขาได้ตระเตรียมบางอย่างเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายท่ามกลางความเคลือบแคลงของชาวเมืองที่มองว่าหลินหงชุนผู้นี้อาจมีส่วนในการตายของอดีตภรรยาแล้วเฉินเสวี่ยหยางจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เมื่อศัตรูซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ รอบ ๆกายของหลินเพ่ยหนิง
ติดตามตอนต่อไป