หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 40 หมาป่ามารป่าลึก

    ท่ามกลางสายตาที่สลับซับซ้อนของทุกคนหลันเฟิงนั่งยองอย่างแช่มช้า หยิบเข็มรวบรวมกลิ่นอายออกมาปักไปที่หว่างคิ้วของมารสีชาด

            หลังจากที่หลันเฟิงรวบรวมกลิ่นแล้วก็เห็นทุกคนกำลังมองมาทางตนอย่างประหลาดใจ เขาขมวดคิ้วมองลึกเข้าไปในแววตาของทุกคนแวบหนึ่ง “หากข้าเป็นพวกเจ้า ข้าจะสนใจสภาพแวดล้อมรอบๆมากกว่า ไม่มาสนใจเรื่องไม่มีความหมายเหล่านี้...”

            ในเมื่อพบกับมารสีชาดไปหนึ่งตัวก็เป็นการพิสูจน์ว่าบริเวณนี้มีปีศาจอสูรปรากฎตัวอยู่

            ชั่วขณะนั้นหยางจ้านพลันตกใจจนเหงื่อแตกพลั่กแล้วรีบร้อนเอ่ยว่า“ทุกคนระวังตัว!”

            ในป่าอสูรโดยเฉพาะบริเวณที่มีปีศาจอสูรปรากฏตัวอยู่การกระทำเช่นเมื่อครู่ของพวกเขาถือว่าอันตรายมาก

            เมื่อถูกหลันเฟิงเอ่ยเตือนทุกคนก็ทยอยได้สติก่อนกระตุ้นให้ตนเองกระปี้ประเปร่าเตรียมป้องกันรอบทิศทาง

            “ไปข้างหน้าต่อเถอะทว่าอย่าเร็วนัก ห้ามบุ่มบ่ามพุ่งเข้าไป” หยางจ้านสีหน้าเคร่งขรึม คำสั่งอย่างเด็ดขาด

            รอจนทุกคนกลับมาเป็นปกติแล้วหลันเฟิงก็ไม่สนใจพวกเขาอีก เขาเก็บเข็มรวบรวมกลิ่นอายแล้วถือกระบี่จุยเฟิงเดินไปด้านหน้าช้าๆ

            จากพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณของเขาทุกคนในที่นี้ไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาเรื่องนี้ได้

            แม้กระทั่งอาวุโสทั้งสองของตระกูลจ้าวก็ยังเทียบเขาไม่ได้ในจุดนี้

            หลันเฟิงเรียนรู้วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กจนมาถึงขั้นละเอียดอ่อนพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากแม้กระทั่งสายลมพัดผ่านต้นหญ้ารอบๆ ก็หลบเลี่ยงการรับรู้ของเขาได้ยาก

            “เอ๋”

            เดินไปได้ประมาณหนึ่งลี้ฉับพลันนั้นหลันเฟิงก็หยุดฝีเท้าแล้วร้องอุทานเบาๆ อย่างตกตะลึง

            หลันเฟิงกั้นลมหายใจและสัมผัสโดยรอบอย่างละเอียดดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย “ดูเหมือนจะเป็นมารสีชาด ซ้ำยังไม่น้อยกว่าห้าตัว”

            “เอาล่ะไม่ต้องเดาแล้ว เป็นมารสีชาดห้าตัวจริงๆ” คำพูดของชายชราช่วยยืนยันการคาดการของหลันเฟิง

            ชายชราชะงักเล็กน้อยแล้วเหลือบมองด้านหลังแวบหนึ่ง“ให้เจ้าพวกที่อยู่ด้านหลังจัดการพวกมันไปเถอะ มารสีชาดห้าตัวแค่ห้าสิบคะแนน อย่าเสียเวลาไปกับปีศาจอสูรจระดับต่ำเหล่านี้เลย...”

            แม้ว่ามารสีชาดห้าตัวจะทำคะแนนได้แต่ไม่ว่าจะเป็นชายชราหรือตัวหลันเฟิงเองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก

            ตามกฎของการล่าประสบการณ์การสังหารปีศาจอสูรระดับที่แตกต่างกันจะได้รับคะแนนที่แตกต่างกัน

            มารสีชาดคือปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้นที่อ่อนแอที่สุดชนิดหนึ่งจึงมีคะแนนต่ำที่สุดแค่สิบคะแนน เหนือกว่ามันคือปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้นไอปราณขั้นสอง ยี่สิบคะแนน ไอปราณขั้นสาม สามสิบคะแนน

            คะแนนของปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางนั้นมากกว่าปีศาจอสูรระดับดาราขั้นต้นหลายสิบเท่า

            ส่วนปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายคะแนนก็มากกว่าปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางสิบเท่า

            ทว่าการล่าประสบการณ์จัดขึ้นเป็นร้อยครั้งจนถึงยามนี้มีเพียงคนเดียวที่เคยสังหารปีศาจอสูรระดับดาราขั้นปลายได้

            และอัจฉริยะท่านนั้นก็เป็นบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วของตระกูลหยาง!

            สำหรับข้อเสนอของชายชราหลันเฟิงย่อมไม่มีความเห็นเขาค้อมตัวลงอย่างช้าๆ ป้องกันไม่ให้การปรากฏตัวของเขาไปรบกวนพวกมันและในเวลาเดียวกันเขาก็ยกมือขวาส่งสัญญาณให้คนข้างหลังอย่าขยับ

            เมื่อเห็นท่าทางของเขาหยางจ้านและพวกพลันกระตือรือร้นขึ้นมา

            “มีปีศาจอสูร!”

            หลันเฟิงหันหน้าไปเอ่ยอย่างแผ่วเบา“ห่างออกไปสามร้อยหมี่มีปีศาจอสูรประมาณห้าตัว หากข้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นมารสีชาดทั้งหมด”

            เมื่อได้ยินคำพูดของหลันเฟิงแววตาของคนในตระกูลทั้งแปดก็ฉายแววเปล่งประกาย ท่าทางฮึกเหิม

            มารสีชาดปีศาจอสูรที่อ่อนแอที่สุดในปีศาจอสูรเหมาะให้พวกเขาฝึกฝนพอดี และยิ่งไปกว่านั้นยังดึงคะแนนได้อีกเล็กน้อยด้วย

            “เจ้ามั่นใจนะว่าเป็นมารสีชาด”หลัวเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามอย่างเย็นชา

            ตั้งแต่ออกจากตระกูลหยางหลัวเทียนเพิ่งจะเอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรก

            หลันเฟิงหันไปมองหลัวเทียนไม่ได้ใส่ใจคำพูดเย็นชาของอีกฝ่ายสักนิด สำหรับสิ่งที่อัจฉริยะสายรองพบ หลันเฟิงย่อมรู้สึกเห็นอกเห็นเห็นใจตามคำเล่าลือบอกว่าพ่อแม่ของหลัวเทียนเข้าร่วมการล่าประสบการณ์ในป่าอสูรยามที่เขาอายุหกปีแล้วเสียชีวิตกะทันหันทั้งคู่ทำให้นิสัยหลัวเทียนเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นชอบเก็บตัว ไม่ออกไปคลุกคลีกับผู้ใด

            “แม้ว่าเจ้าเด็กผู้นี้จะสู้เจ้าไม่ได้แต่ความจริงแล้วพลังยุทธ์ของเขากลับถึงระดับไอปราณขั้นสี่แล้วร้ายกาจเสียยิ่งกว่าเจ้าเด็กหยางจ้านผู้นั้น” ยามนี้ชายชราพลันเอ่ยปาก

            “ระดับไอปราณขั้นสี่?”เมื่อได้ยิน หลันเฟิงก็ประหลาดใจเล็กน้อย “ท่านดูผิดหรือไม่”

            เขาคิดไม่ถึงว่าหลัวเทียนจะฝึกฝนจนมาถึงระดับไอปราณขั้นสี่ได้อย่างเงียบๆเช่นนี้

            หากพูดถึงการชอบเก็บตัวเจ้าผู้นี้ถึงจะเป็นผู้ที่ชอบเก็บตัวอย่างแท้จริง!

            “แปลกใจอะไรของเจ้ากันหรือว่าเจ้าฝึกฝนถึงระดับไอปราณขั้นห้าได้แต่ไม่ยอมให้ผู้อื่นฝึกถึงระดับไอปราณขั้นสี่งั้นหรือ” ชายชรากลอกตามองค้อนพลางเบะปากใส่หลันเฟิง

            “ข้าแค่ประหลาดใจนิดหน่อยเท่านั้น”หลันเฟิงส่ายหน้าแล้วอดที่จะพิจารณาหลัวเทียนสองสามแวบไม่ได้

            หลัวเทียนเองก็สบตากับหลันเฟิงอย่างไร้กังวล

            ‘อะแฮ่ม’ หลันเฟิงกระแอม สีหน้าจริงจังยิ่งขึ้น “เป็นมารสีชาดห้าตัวจริงๆข้ามั่นใจ”

            หลัวเทียนมองลึกเข้าไปในแววตาของหลันเฟิงสีหน้าผ่อนคลายลงเป็นอย่างมากแล้วเอ่ยว่า“ข้าแค่คิดถึงความปลอดภัยของทุกคนเท่านั้น”จากนิสัยของเขาก็พอจะอธิบายประโยคนี้ได้ว่าเขาเห็นแก่หน้าหลันเฟิงแล้ว

            หลันเฟิงเองก็ไม่ถือสาพลันยิ้มเอ่ย“ข้าเข้าใจ”

            ทันใดนั้นหลันเฟิงก็หันไปมองหยางจ้าน“ลงมือเถอะ หากยังไม่ลงมือ มารสีชาดห้าตัวนั้นน่าจะหนีไปแล้ว”

            หยางจ้านพยักหน้าเล็กน้อยแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนมองไปรอบๆ แล้วออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “สังหาร!”

            เขาเพิ่งจะเปล่งเสียงออกไปเงาร่างของหลัวเทียนและคนในตระกูลทั้งหกก็พุ่งแฉลบไปด้านหน้าทำให้ใบไม้สีเหลืองกรอบพลิ้วไหวไปตามแรงลม

            “จากพละกำลังของพวกเขาน่าจะต่อกรกับมารสีชาดห้าตัวได้”

            หลันเฟิงเหยียบย่ำใบไม้สีเหลืองกรอบหนาเป็นชั้นๆจนเกิดเป็นเสียง “กร๊อบแกร๊บ” พุ่งไปอีกทางหนึ่ง เขาเคลื่อนย้ายตัวอย่างช้าๆไม่สนใจการต่อสู้ที่อยู่ไม่ไกลเลยสักนิด

            ทว่าหลังจากที่หลันเฟิงก้าวเท้าไปได้สองสามก้าวฝีเท้ากลับหยุดลง แล้วหรี่ตาลงจ้องตรงหน้าเขม็ง

            ชายชราที่อยู่ด้านข้างก็มองที่เดียวกันก่อนยิ้มบางเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าคู่ต่อสู้ของเจ้าจะปรากฎตัวเร็วเช่นนี้”

            “หมาป่ามารป่าลึก”ใบหน้าที่แต่เดิมผ่อนคลายค่อยๆ มีความเคร่งขรึมปรากฏขึ้น

            หมาป่ามารป่าลึกปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลาง ร่างกายมีขนาดแค่หนึ่งในสามของมารสีชาด แต่หมาป่ามารป่าลึกตัวโตเต็มวัยจะฝึกได้ถึงระดับไอปราณขั้นห้าตัวที่มีพรสวรรค์อาจฝึกไปได้ถึงระดับไอปราณขั้นหก พละกำลังไร้ขีดจำกัด เทียบเคียงได้กับยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นปลายและนิสัยของหมาป่ามารป่าลึกไม่อ่อนโยนเหมือนกับมารสีชาดพวกมันโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง และมีสติปัญญาเล็กน้อย ชอบอยู่กันเป็นฝูงแต่บางครั้งก็อยู่ตัวเดียว

            และหมาป่ามารป่าลึกตรงหน้าตัวนี้ก็เป็นหมาป่ามารป่าลึกโตเต็มวัยที่อยู่ลำพังพลังยุทธ์ใกล้เคียงกับมนุษย์ระดับไอปราณขั้นห้า

            หมาป่ามารป่าลึกจ้องหลันเฟิงเขม็งเรือนกายแผ่กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งและโหดเหี้ยมออกมา

            ชายชรามองฉากนี้แล้วฉีกยิ้มเอ่ยอย่างสนอกสนใจ “ดูแล้วเจ้ามาปรากฏตัวในเวลาที่ไม่เหมาะสมเอามากๆ ! เหมือนมันกำลังจะล่าอาหาร และมารสีชาดห้าตัวนั้นก็คืออาหารของมันแต่พวกเจ้าไม่เพียงรบกวนการล่าอาหารของมัน ซ้ำยังแย่งเหยื่อของมันไปอีกมิน่าล่ะสายตาที่มันมองเจ้าถึงได้ไม่เป็นมิตรเช่นนี้...”

            “พูดจาได้น่าฟังเสียจริงนะตาเฒ่า”หลันเฟิงแค่นเสียงหึ แล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

            ทว่าแม้ว่าเขาและชายชราจะพูดคุยกันแต่ความสนใจส่วนใหญ่กลับยังคงอยู่ที่ตัวของหมาป่ามารป่าลึก

            เมื่ออยู่ต่อหน้าปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางเขาก็ไม่กล้าวางมาดมากนัก

            ถึงอย่างไรเสียต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นปลายหากอยากจะจัดการหมาป่ามารป่าลึกโตเต็มวัยตัวหนึ่งก็ต้องออกแรงเล็กน้อยถึงจะทำได้

            หลันเฟิงแขวนกระบี่ไว้ที่เอวแล้วยื่นสองมือออกไปอย่างแช่มช้า จุดตันเถียนพิษหมุนเร็วกว่ายามปกติไอปราณในจุดตันเถียนสั่นเทาอย่างรุนแรง

            เมื่อเผชิญหน้ากับปีศาจอสูรที่ร้ายกาจเช่นนี้ต่อให้เป็นหลันเฟิงก็ต้องออกแรงเต็มที่

            สายตาของหลันเฟิงจับจ้องอยู่ที่ตัวของหมาป่ามารป่าลึกไม่ไหวติงราวกับรูปแกะสลักอย่างไรอย่างนั้น มีเพียงลมหายใจอันหนักอึ้งและหัวใจที่เต้นตามจังหวะเท่านั้นที่ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่

            ยืนประจันหน้ากับหลันเฟิงสองสามชั่วลมหายใจหมาป่ามารป่าลึกก็ค่อยๆ หมดความอดทน

            “บรู๋วว...”

            สองเท้าเหยียบพื้นอย่างแรงมันลอยขึ้นกลางอากาศราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่ ก่อนพุ่งลงมาพร้อมร้องคำรามด้วยเสียงเสียดแก้วหูและจุดที่มันร่วงลงมาก็เป็นตำแหน่งของหลันเฟิงพอดี

            เมื่อได้ยินเสียงร้องคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังสนั่นไกลออกไป หยางจ้าน หลัวเทียนและพวกที่กำลังต่อสู้อยู่พลันใจสั่น รีบหันไปมองเงาร่างที่มหึมาสู้มารสีชาดไม่ได้ทุกคนล้วนหน้าเปลี่ยนสี

            “หมาป่ามารป่าลึก!”

            “ปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางจบเห่แล้ว!”

            “สมควรตายเหตุใดถึงมีหมาป่ามารป่าลึก!”

            “สวรรค์นั่นคือสิ่งมีชีวิตรองจากยอดฝีมือระดับไอปราณขั้นปลายเลยนะ!”

            ภายใต้ความสับสนวุ่นวายทางจิตใจการเคลื่อนไหวของฝูงชนก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย

            โชคดีที่มารสีชาดเองก็ถูกเสียงคำรามของหมาป่ามารป่าลึกทำให้ตกใจกลัวจนตัวสั่นเช่นกันจึงไม่กล้าไหวติง นี่ถึงได้ทำให้หยางจ้านและพวกไม่ถูกสังหาร

            แม้กระทั่งหลังจากที่พวกเขาได้ปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาแล้วก็ถือโอกาสนี้สังหารมารสีชาดที่กำลังทำอันใดไม่ถูกเพื่อจบการต่อสู้ทางนี้ไวๆ

            “รวดเร็วมาก!”

            ทันใดนั้นสองมือที่กำแน่นค่อยๆคลายออก ทว่าความเร็วของเขาก็ไม่เชื่องช้าเช่นกัน ไอปราณในจุดตันเถียนเดือดพล่านมันไล่ไปตามเส้นทางโคจรของคาถาเพลิงคลั่งแล้วม้วนวนอย่างบ้าคลั่งไม่ถึงหนึ่งลมหายใจฝ่ามือของหลันเฟิงก็เกิดเสียงจากการปะทะกันของไอปราณสองสาย

            “ฟึบ!”

            เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าคำรามสองมือของหลันเฟิงเปล่งแสงสีแดงเจิดจ้า อุณหภูมิสูงลิ่วทำให้อุณหภูมิรอบๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ระลอกคลื่นร้อนระอุพุ่งไปทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้าน

            ยามที่หมาป่ามารป่าลึกจะเข้ามาถึงตัวหลันเฟิงก็ลนลานหลบหลีกไปสองสามก้าวฝ่ามือที่มีเปลวเพลิงร้อนระอุพลันตบออกไปด้านหน้า

            “ปัง!”

            พลังการโจมตีมหาศาลที่หมาป่ามารป่าลึกส่งมาทำให้หลันเฟิงถอยร่นไปสองสามก้าวก่อนกลิ้งไปบนพื้น

            ส่วนหมาป่ามารป่าลึกที่ถูกฝ่ามือของหลันเฟิงโจมตีเข้าไปก็เจ็บปวดจนร้องคำรามด้วยความโกรธแค้นเช่นกัน“บรู้วว...”

            ผิวหนังบริเวณที่ถูกฝ่ามือของหลันเฟิงตบเข้าไปฉีกขาดและเกรียมดำกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง

            หลันเฟิงขยับฝ่ามือที่ชาหนึบเล็กน้อยแล้วสูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าไป“เจ้าเดรัจฉานตัวนี้หนังหนาเกินไปแล้ว...”

            หากเปลี่ยนเป็นมารสีชาดฝ่ามือเมื่อครู่ของเขาคงแหกอกเปิดท้องมันไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ฝ่ามือเช่นเดียวกันเมื่ออยู่บนเรือนร่างของหมาป่ามารป่าลึกกลับเป็นแค่รอยแผลภายนอกที่ทำให้อีกฝ่ายไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด

            ชายชราเห็นท่าทางจนตรอกของชายหนุ่มก็หัวเราะอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น“หึๆ เจ้าหนูถึงอย่างไรหมาป่ามารป่าลึกตัวนี้ก็เป็นปีศาจอสูรระดับดาราขั้นกลางที่ร้ายกาจมากเจ้าอย่าได้ดูถูกมันนัก...มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าล่ะ”

            ต้องเข้าใจว่าท่าทางจนตรอกของชายหนุ่มเช่นนี้พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน