ประชา : 2090 (จบแล้ว)

บทที่ 57-2 (เล่ม 4): ทางเลือกที่แสนเจ็บปวด

        คณะกรรมการกำลังตัดสินแจ้งตำรวจในไม่ช้าแต่ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลย

        เสียงออดดังขึ้นเบาๆ หญิงวัยกลางคนหนึ่งที่รูปร่างผอมบางลุกขึ้นยืนพูดเมื่อได้รับอนุญาต

        “เราขอค้านประชาไม่เปิดเครื่องเอวีเอสอี บ่งบอกว่าเขาน่าจะเป็นคน ‘หวงตัว’แสดงว่าเขาไม่มีพิษมีภัย”

        ในภายหลังผมรู้ว่าเธอชื่อตฤมปตี ทำงานอยู่แผนกจัดการความขัดแย้ง คำว่าหวงตัวที่เอ่ยถึงเป็นคำศัพท์ใหม่เมื่อสี่ห้าสิบปีก่อนหมายถึงคนที่มีแนวคิดห่วงใยความเป็นส่วนตัวมากกว่าการตรวจสอบสาธารณะสมแล้วที่ทำงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคลถึงสายตาคมกริบมองนิสัยผมอย่างทะลุปรุโปร่ง

        “เหตุผลของท่านฟังไม่ขึ้นนะใครก็รู้ว่าท่านสนับสนุนพรรคแมวพลัดถิ่น ไม่แปลกใจที่ท่านจะปกป้องเขา”ชายผิวคล้ำแย้ง

        “ท่านกำลังใช้ตรรกะวิบัติโจมตีที่ตัวบุคคลนะค่ะเราไม่เคยปกปิดเรื่องนี้ทุกคนเข้าไปดูรายชื่อที่สนับสนุนกฎหมายประชาคมโลกได้อยู่แล้ว ตั้งแต่ทำงานใหม่ ๆเมื่อสองปีก่อน พวกเราคณะกรรมการเคยตกลงว่าจะรับพนักงานโดยดูที่ความสามารถเป็นหลักโดยไม่ต้องสืบประวัติชาติกำเนิด เราก็เป็นคนเสนอเรื่องนี้เอง”  

        ชายผิวคล้ำสั่นศีรษะคล้ายไม่พอใจ“แต่เขาแต่งประวัติวุฒิการศึกษาเครดิตแบงก์ปลอม ๆ มาหลอกบริษัทเนี่ยนะยังจำได้เลยวันที่สัมภาษณ์เขาพูดว่าตัวเองเป็นคนเรโทร เหลวไหลสิ้นดี”

        “มีใครเคยเชื่อประวัติพวกนั้นด้วยเหรอวันนั้นเรานั่งข้างท่านเห็นท่านเลื่อนผ่าน ๆ ด้วยซ้ำ ที่ท่านโหวตให้ไม่ได้ตัดสินเพราะความสามารถของเขาหรอกเหรอ”

        “ตอนนั้นบริษัทอยากหาคนมาทดแทนคนที่ลาออกไปให้เร็วที่สุดไง”

        “พอก่อนทั้งสองคน”เสียงของประธานดังขึ้น ทำทั้งคู่นิ่งไป “เรื่องนั้นมันผ่านมานานมากแล้ว พวกเรามีมติไม่สนใจประวัติของผู้สมัครก็เท่ากับว่ายอมรับความเสี่ยงนี้ตั้งแต่แรกเอาเป็นว่าตอนนี้บริษัทยอมรับในฝีมือการทำงานของเขา”

            ชายผิวคล้ำหน้าเสียไปเลยผมแอบยิ้มอย่างสะใจโดยปิดไม่ให้ใครเห็นพอได้ศึกษากฎหมายสำหรับคนต่างชาติจริงจังจึงรู้ว่าถึงตำรวจมารวบตัวผมไปบริษัทก็ไม่เสียค่าปรับย้อนหลังการรับคนเถื่อนเข้าทำงานไม่ใช่ความผิดของเอกชนแต่เป็นของรัฐบาลที่ปล่อยให้คนต่างชาติเล็ดลอดสายตาแอบเข้าเมืองมาได้สำเร็จแนวคิดนี้ตรงข้ามกับยุคผมโดยสิ้นเชิงแทนที่ซัมนิวส์จะเสียชื่อเสียงกลับกลายเป็นรัฐบาลจะเสียคะแนนนิยมและถูกตรวจสอบหนักขึ้นแทนจากนั้นบริษัทแค่หาคนใหม่มาทำงานแทนก็จบ

        กรรมการหญิงร่างเล็กกวาดสายตาไปยังทุกคนเธอยกไม้ยกมือประกอบการอธิบายต่อ “ถ้าประชาเป็นคนต่างชาติที่ก่อปัญหาสังคมจริงตำรวจก็ต้องรู้ตัวได้ไม่ยากอยู่แล้ว แต่การที่เขาหลบซ่อนจนถึงตอนนี้ได้สำเร็จแสดงว่าไม่ได้ทำตัวแย่ เขามีการงานทำ ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติเพียงแต่ไปเกิดหลังเส้นสมมุติที่เรียกว่าพรมแดนแค่นั้น แล้วทำไมเราต้องไปทำหน้าที่นั้นแทนตำรวจด้วย”

        “ขอแย้งครับ” จอฟฟี่กล่าวแทรก“แต่ประชาไม่ได้ทำงานดีขนาดนั้น เขาเพิ่งโดนใบเหลืองครั้งหนึ่งเมื่อเดือนก่อนโทษฐานทำผิดจรรยาบรรณนักข่าวไม่นำเสนออย่างเป็นกลาง ผลงานก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ทำได้แค่ตามมาตรฐาน”

        ตฤมปตีแก้ตัวแทนผม “ใช่ ท่านอาจจะมองว่ามันคือมาตรฐานแต่การได้ใบเหลืองก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ความผิดพลาดเราจำได้ว่ามาฝึกงานพร้อม ๆ ท่านเมื่อหกปีก่อน ตอนทำงานปีแรกท่านก็เคยได้ใบเหลืองไม่ใช่เหรอ”

        อีกฝ่ายทำเป็นก้มหน้าโดยไม่ปริปากวีรสตรีของผมจึงกล่าวต่อ

        “ดูเผิน ๆ ก็เหมือนทำผลงานได้ตามมาตรฐานทั่วไปแต่อย่าลืมนะว่า ประชาเขาไม่ได้มีต้นทุนสูงเหมือนกับพวกเราการที่เขาต้องลักลอบเข้าเมืองมาแล้ว ต้องมาศึกษากฎระเบียบระบบการเมืองใหม่ทั้งหมดซึ่งแตกต่างจากประเทศนอกยูเอ็นดีอย่างสิ้นเชิง ถือว่าเรียนรู้เร็วมากเลยนะผลงานช่วงแรก ๆ กับตอนนี้ก็ต่างกันชัดเจน เราเชื่อว่าถ้าเขาพัฒนาตัวเองต่อต้องเป็นคนที่เก่งได้มากแน่”

        ผมก้มหน้าลงเพื่อไม่ให้ใครเห็นน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้งนึกถึงตอนที่เกรดดีขึ้นแล้วแม่ลูบศีรษะพลางเอ่ยปากชื่นชมด้วยความเอ็นดูตั้งแต่อยู่มาหลายเดือนเพิ่งมีคนเห็นคุณค่าเป็นครั้งแรก

        อิทธิกล่าวสรุปยังรักษามาดที่เคร่งขรึมไว้ได้ “เราเห็นด้วยกับ ตฤมปตี นะพวกเราคณะกรรมการชุดนี้ตกลงกันแต่แรกแล้วว่าจะให้รับคนเข้ามาโดยไม่สนใจว่าเขาจะเป็นคนชาติไหน”

        ชายผิวคล้ำหันมาสบตาผมเหมือนไม่ยอมแพ้เขาพูดทั้งที่ผมแกล้งไม่สนใจ “ท่านเข้าใจที่ประธานพูดไหม แปลว่าถ้านโยบายกรรมการชุดใหม่เปลี่ยนไปก็จะเรียกขอเอกสารทุกอย่างจากตัวท่านถ้าไม่สามารถสำแดงหลักฐานการเป็นพลเมืองได้ ท่านก็ต้องโดนตำรวจจับ”

        โทษทางวินัยถูกนำมาพูดถึงต่อเป็นประเด็นสุดท้ายมีข้อเสนอหลายอย่างทั้งการหักเงินเดือน การลดสวัสดิการวันลาสิบเปอร์เซ็นต์สุดท้ายก็โหวตกันเหลือแค่ลดเงินเดือนห้าเปอร์เซ็นต์เป็นเวลาสามสิบวันพร้อมทั้งแจกใบเหลืองคนละใบ สหายหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนไม่พอใจที่มีประวัติด่างพร้อยส่วนผมได้ใบที่สอง อันที่จริงก็ทำใจโดนไล่ออกไว้แล้วแต่โชคดีที่กลายเป็นใบส้มยังไม่ถึงขั้นใบแดง แปลว่ายังมีโอกาสครั้งสุดท้าย

        ชายผิวคล้ำยังไม่เลิกตอแยผมเขาทักท้วงทั้งที่ผลการโหวตจบไปแล้ว “เราว่าให้ใบแดงไปเลยไม่ดีกว่าหรือแม้ประเด็นชู้สาวจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่อย่าลืมว่าฝ่ายหญิงก็ทำงานในบริษัทอาจจะมีปัญหาในอนาคตได้”

        “แต่ที่พวกเราเคยตกลงกันไว้ให้ยึดตามระเบียบเดิม ความเสียหายต่อบริษัทต้องเป็นเรื่องชัดแจ้งไม่ใช่คาดเดาอนาคตแบบที่ท่านว่า ไปย้อนฟังบันทึกการประชุมครั้งแรก ๆ ได้”คณะกรรมการหญิงหน้าหวานเถียง น้ำเสียงฟังดูไพเราะเช่นเคย

        “งั้นเรามาโหวตใหม่กันดีไหมว่าจะให้ใบเหลืองหรือใบแดงทั้งคู่” อิทธิเอ่ยขึ้นคงไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้อีก

        สหายสวนกลับทันที“แต่เคยมีความผิดกรณีคล้ายกันเมื่อห้าปีก่อนตอนนั้นสามคนที่เป็นต้นเหตุก็ได้ใบเหลืองนะครับ ไม่ใช่ใบแดงเรียนทุกท่านคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยครับ”

        “ใช่แต่คณะกรรมการบริหารเป็นคนละชุดกันย่อมตัดสินใหม่ได้ที่ผ่านมาไม่ได้มีเหตุการณ์ทำนองนี้บ่อยจนต้องระบุชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร”คณะกรรมการที่เป็นสาวหล่ออธิบาย

        “ถ้าท่านได้รับเลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการท่านก็ลองเสนอกฎที่เป็นมาตรฐานดูสิ” จอฟฟี่ยิ้มกริ่มเหมือนเหน็บแนม

        “ต่อไปนี้คงไม่มีปัญหานี้แล้วครับ”ผมเอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำทุกคนหันมาทางเดียวกัน“เรื่องชู้สาวเป็นประเด็นที่สหายเข้าใจผิดไปเองครับจริงอยู่ที่เรากับอิสราเคยคบกัน แต่ตอนนี้พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกันไม่เชื่อท่านก็ลองไปถามฝ่ายหญิงได้เลย”

        ผมหันไปหาสหายแล้วกัดฟันพูดประโยคที่เหมือนเอามีดกรีดหัวใจตัวเองออกมาให้ชัดถ้อยชัดคำที่สุด

        “ท่านจีบอิสราได้เต็มที่เลยเราสัญญาว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยว แต่อีฟจะเลือกท่านหรือจะเลือกใครก็เป็นสิทธิของเขา”

        นัยน์ตาของสหายแฝงแววตระหนกวูบหนึ่งเมื่อได้ยินประโยคนี้ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ชัยชนะที่มันต้องการชายหน้าหล่ออยากป่าวประกาศให้โลกรู้ว่ามันเหนือกว่าผมไม่ใช่การรับทานจากคู่แข่งที่ยอมอ่อนข้อให้

        ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมชั่วอึดใจก่อนจะตามมาด้วยเสียงซุบซิบที่ดังอื้ออึงสหายเปลี่ยนมาจัดปกสูทตนเองด้วยท่าทีผ่อนคลายพลางยิ้มหยันเหมือนตั้งใจแสดงออกว่าคำอนุญาตของผมไม่มีค่าเลยสักนิด

        ในที่สุดอิทธิต้องกดออดสัญญาณเตือนให้ทุกคนอยู่ในความสงบชายชราหันมาทางพวกผม“อันที่จริงพวกเราก็ไม่มีสิทธิยุ่งเรื่องส่วนตัวของท่านสามคนหรอกแต่ถ้ามีเหตุการณ์วุ่นวายครั้งหน้าอีก ท่านมีโอกาสเป็นฝ่ายกระทำผิดมากขึ้นนะ”

        “ได้ครับเชิญใช้หลักฐานในเอวีเอสอีของทุกคนมัดตัวเราได้เลย”  ผมประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคน

        ทั้งหมดนี้ผ่านการคิดใคร่ครวญมาอย่างดีแล้วใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดหวั่นก่อนหน้านี้กลับจังหวะช้าลงผมรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้แปลว่าความรู้สึกพิเศษที่มีต่อเธอจางหายไปผมเลือกปล่อยให้หัวใจแตกสลายยังดีเสียกว่าลากหญิงสาวมาเกี่ยวข้องในความเห็นแก่ตัวของตนเอง

        ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำตามถ้อยคำที่ลั่นวาจาออกไป

        ตอนสี่โมงกว่าผมก้าวออกจากลิฟต์มายังชั้นใต้ดินเสียงฝีเท้าของผมดังก้องสะท้อนไปทั่วลานจอดรถอันเงียบเชียบ ทว่าทันใดนั้นร่างที่คุ้นตาก็ปรากฏขึ้นข้างเสาคอนกรีต อิสรายืนกอดอกรออยู่สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยคำถาม แน่นอนว่าเธอรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว

        หลังจากที่หญิงสาวสังเกตอากัปกิริยาและสอบถามอาการจนแน่ใจว่าผมไม่ได้บาดเจ็บรุนแรงเธอก็จ้องเขม็งมาทางผม

        “ท่านทำบ้าอะไรลงไปรู้ตัวไหม ทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ ไปได้ ไม่เป็นมืออาชีพเลย”น้ำเสียงอิสราขุ่นเคืองเธอน่าจะพอเดาได้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสมการความขัดแย้งนี้ ความเจ็บที่แผลบนหน้าท้องของผมยังไม่เท่าความจุกในอกเมื่อเห็นแววตาผิดหวังของเธอ

        “ขอโทษนะฉันวู่วามเอง” ผมหลุบหน้าลงต่ำ ยืนไหล่ตกอย่างอับอายช่วงเวลานี้คงได้แต่ยอมรับความผิดแล้วเผชิญผลพวงที่ตามมาชีวิตการเป็นพลเมืองอาจโดนกลั่นแกล้ง ด้านชีวิตส่วนตัวก็อาจไม่ราบรื่นอีกต่อไปผมป่าวประกาศไปแล้วว่าจะไม่จีบอิสราอีก นั่นหมายถึงการยินยอมเปิดทางให้สหายคาบไปรับประทาน 

        “ต่อไปนี้เธอไม่ต้องขับรถไปส่งฉันก็ได้นะแค่ช่วยเรียกแท็กซี่ให้ก็พอ”

        “ทำไมล่ะสหายสั่งเพราะว่าอิจฉาเหรอ”

        ผมกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ“ไม่ใช่หรอก มันเป็นความต้องการของฉันเอง...เรา...”

        ผมพยายามรวบรวมความกล้าที่จะเปล่งประโยคนั้นออกมา

        “เราเป็นแค่เพื่อนกันก็พอ”

        ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกายผมทว่ามันบาดลึกและรุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลภายนอกนับพันเท่า ในขณะที่นักข่าวสาวยืนนิ่ง มือที่กอดอกอยู่ค่อยๆ ตกลงข้างลำตัวอย่างคนหมดแรงไม่รู้ผมคิดเข้าข้างตนเองรึเปล่าแววตาเธอที่จ้องมาสะท้อนความผิดหวังและขมขื่นในเวลาเดียวกัน

        “...เข้าใจแล้ว”อิสราตอบเสียงแผ่วพลางก้มหน้าลงซ่อนแววตา ไหล่เธอสั่นไหวเล็กน้อยราวกับกำลังกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้เล็ดลอดออกมาครู่หนึ่งหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้นมาฝืนยิ้มที่ดูเจ็บปวด

        “เรื่องแท็กซี่...ได้สิเดี๋ยวเราเรียกให้” หญิงสาวพูดเสียงสั่น

        จากนั้นเธอก็ไม่พูดกับผมอีกจนกระทั่งส่งขึ้นรถ

--------------------

 

        โอ๊ย!

        ผมร้องโอดครวญเมื่ออาการปวดแผลกำเริบขึ้นมาอีกครั้งตอนกลับถึงคอนโดหลังเลิกงานอาจเป็นเพราะยาที่กินตั้งแต่อยู่ห้องพยาบาลเริ่มหมดฤทธิ์อันที่จริงไมตรีก็ถามย้ำแล้วว่าจะลาป่วยหรือไม่ผมกลับดื้อดึงฝืนปั่นงานที่คั่งค้างในช่วงบ่ายจนเสร็จเอง รอยฟกช้ำกับแผลถลอกตรงแขนขานี่ไม่เท่าไหร่แต่อาการจุกแน่นบริเวณหน้าท้องนี่สิคลับคล้ายคลับคลาว่าจะโดนเข่าของสหายพุ่งใส่อย่างจังผมเดินตัวงอมาตลอดทางที่กลับที่พัก

        โอ๊ย เจ็บ!

        ผมร้องลั่นเมื่อขยับตัวมือกุมท้องตลอดเวลา ดีที่ธรณียังไม่กลับมาเห็นความน่าสมเพชของผมพนันได้เลยว่าจะมองด้วยสายตาเฉยเมยแล้วคิดสังเวชในใจว่าชายคนนี้หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้วอาการบาดเจ็บบริเวณใต้ลิ้นปี่รอบนี้หนักกว่าหนก่อน ไม่ใช่แค่เจ็บชายโครงแต่รู้สึกเจ็บเสียดลึกไปถึงด้านในราวกับอวัยวะภายในถูกบี้แบน อย่าว่าแต่กินอะไรเลยแค่ขยับตัวนิดเดียวก็ลำบากผมค้นกระเป๋าเป้ควานหายาแก้ปวดที่ได้จากคลินิกหมอประเสริฐแล้วกลืนยาเม็ดสีส้มอย่างรวดเร็ว โชคดีที่เม็ดเล็กเลยดื่มน้ำตามน้อยไม่งั้นอาจอาเจียนออกมาหมด จากนั้นก็เอนตัวบนโซฟาช้า ๆ ระหว่างรอดูดซึม

        ผ่านไปห้านาทีอาการปวดทุเลาลงบ้างแต่ความกังวลกลับผุดขึ้นมาแทน จะมั่นใจได้อย่างไรว่าตับไตไส้พุงไม่บอบช้ำอัดยาแก้ปวดไปมาก ๆ อาจบดบังสัญญาณเตือนจากร่างกาย ทำให้ทึกทักเอาเองว่าปลอดภัยพอรู้ตัวอีกทีก็วิญญาณลอยออกจากร่าง ก้มดูตัวเองที่หลับใหลตลอดกาลจากเลือดตกในช่องท้องผมต้องทำอะไรสักอย่าง

        สงสัยต้องไปหาหมออีกแล้ว

        ใบหน้าชายสูงวัยไว้หนวดเคราเด้งมาในหัวหมอประเสริฐน่าจะเป็นคนเดียวที่ยอมรักษาคนต่างด้าวอย่างผมแล้วไม่ปากโป้งผมเอี้ยวตัวอย่างระมัดระวัง เอื้อมไปหยิบสมาร์ตโฟนที่วางบนโต๊ะตรงหน้าแม้หน้าจอจะมีรอยแตกร้าวก็ยังโทรออกได้ ทว่าจะหมดอายุขัยเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ส่วนเครื่องเอวีเอสอีรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์มันอาจจะหลุดจากศีรษะในจังหวะที่สหายผลักผมล้มลงนอนกับพรมจึงไม่กระทบกระเทือนมากผมค้นหาเบอร์โทรคลินิกแล้วกดปุ่มสีเขียวทันที

        เสียงปลายสายของหุ่นยนต์ตอบกลับมาในเสี้ยววินาที“คลินิกหมอประเสริฐ...มีอะไรให้รับใช้ค่ะ”

        “ขอนัดคิวตรวจขอคุยกับพนักงานดีกว่าครับ”

        “โปรดรอสักครู่ค่ะ”เอไอตอบ

        พยาบาลสาวยังไม่ทันรับผมก็กดปุ่มสีแดงตัดสายอย่างฉับพลัน ฉุกคิดได้ว่าสถานที่แห่งนี้หน้าเลือดขนาดไหนขยับตัวก็เป็นเงินเป็นทอง ถึงจะแค่อ้าปากให้คำปรึกษาก็อาจมีค่าบริการอยู่ดีค่าน้ำค่าไฟที่ติดหนี้ธรณีก็ยังไม่มีปัญญาชดใช้ไหนจะต้องจ่ายชดเชยข้าวของที่พังจากการต่อสู้อีกผมไม่อยากไปกราบเท้าเพื่อนเพื่อขอยืมเงินเพิ่ม

        มันต้องมีวิธีอื่นสิน่า