เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 170: อสูร 3 หัว (Trinity Head Demon)

            “โทษทีนะ มาช้าไปหน่อย” ดาเตะ มาซามุเนะกล่าวกับพรรคพวกฝ่ายอันจินกับโทโมเอะ

            “แล้วพวกเจ้า...มาที่นี่ได้ยังไงกัน”

            โอคัทสึเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย

            “คือว่าทางฝ่ายของท่านอิเอยาสึก็ได้มีสายรายงานเข้ามาว่า มีขุนพลจากฝ่ายของมิทสึนาริทั้ง 5 คนได้นำเหล่ากองทัพอสูรโยไคมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านในกลางป่าแห่งนี้”

            ซาคากิบาระ ยาสุมาสะ กล่าวอธิบายกับพรรคพวกฝ่ายอันจินกับโทโมเอะ

            “และพวกข้าก็ได้รับคำสั่งมาจากท่านอิเอยาสึให้มุ่งหน้ามายังที่นี่ เพื่อที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเจ้าในการที่จะจัดการกับพวกอสูรโยไคเหล่านั้น”

            และทันใดนั้น ซากาอิ ทาดาสึกุ ก็ได้กล่าวอธิบายกับพรรคพวกฝ่ายอันจินกับโทโมเอะต่อจากยาสุมาสะ

            “แต่ก็ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก...ที่เหล่าอสูรโยไคพวกนั้นก็ได้ถูกพวกเจ้าจัดการลงไปได้เสียก่อน แล้วก็ได้มาเจอกับเหล่าขุนพลจากอีกฝ่ายที่อยู่ตรงหน้าพวกข้า แต่ก็เอาเถอะ พวกข้าเองก็อยากจะยืดเส้นยืดสายกับพวกมันอยู่เหมือนกัน”

            อี นโอมาสะ กล่าวกับพรรคพวกฝ่ายอันจินกับโทโมเอะ พลางหันหน้ามองไปยังเหล่าขุนพลทั้ง 5 ที่มาจากฝ่ายของมิท สึนาริ ซึ่งได้มาอยู่ที่ตรงหน้าพวกเขาในขณะนี้

            “ตรงนี้พวกข้าจะรับมือไว้เอง พวกเจ้ารีบไปทำในสิ่งที่พวกเจ้าควรทำเถอะ”

            ดาเตะ มาซามุเนะกล่าวกับพวกพ้องฝ่ายอันจินและโทโมเอะ

            “อินะ เจ้าจงรับสิ่งนี้ไว้” หลังจากที่กล่าวจนจบ ทาดาคัทสึก็ได้โยนแหวน 7 ธาตุแห่งนพเก้าให้กับอินะฮิเมะทันที ตัวเธอนั้นสามารถรับแหวนวงนั้นไว้ได้อย่างแม่นยำ

            “แหวนนพเก้าวงนั้น คือแหวนที่จะทำให้ผู้สวมใส่สามารถเสกพลังธาตุทั้ง 7 ลงบนอาวุธประจำกายของตนเองได้”

            ทาดาคัทสึกล่าวถึงคุณสมบัติของแหวนนพเก้าที่ได้มาอยู่ในกำมือของอินะฮิเมะให้กับเธอผู้เป็นบุตรสาวของเขาได้ฟัง เมื่อได้ฟังเช่นนั้น อินะฮิเมะก็รีบทำการสวมแหวนนพเก้านั่นเข้าไปที่นิ้วนางข้างขวาของเธอทันที

            หลังจากที่ได้ทำการสวมแหวนวงนั้นแล้ว ทันทีที่อินะฮิเมะได้ยื่นมือเข้าไปหยิบดาบโค้งออกมาจากหลังของเธอ ดาบโค้งนั้นก็ได้เรือนแสงวาบออกมา ก่อนที่จะกลายมาเป็นกระบี่ทอนโบกิริที่มีขนาดยาว และสามารถทำการเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นหอกยาริ และเคียวยมทูตชนิดตรงได้ และที่สำคัญ มันยังสามารถทำการเสกพลังธาตุทั้ง 7 ลงบนคมกระบี่ทอนโบกิริได้อีกด้วย

            “ข้าขอให้เจ้าโชคดี”

            หลังจากที่ทาดาคัทสึกล่าคำอวยพรกับอินะฮิเมะ เป็นบุตรสาวของเขาจนจบ พรรคพวกฝ่ายอันจินกับโทโมเอะนั้นต่างก็พากันรีบขึ้นขี่บนหลังของภูติพิทักษ์ประจำกายของแต่ละคน แล้วรีบบินหนีออกมาจากพื้นที่บริเวณตรงนั้นโดยทันที

            “คิดจะหนีอย่างงั้นหรือ ไม่มีทางซะหรอก” ยูคิมูระรีบพุ่งตรงเข้าไปเล่นงานเหล่าพรรคพวกฝ่ายอันจินกับโทโมเอะ แต่มาซามุเนะก็รีบเข้ามาขวางหน้าเอาไว้ได้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะพุ่งเข้าไปถึงตัว

            “เจ้าจะไปไหน ศัตรูของพวกเจ้าคือพวกข้าต่างหากหล่ะ”

            หลังจากที่มาซามุเนะได้กล่าวกับยูคิมูระจนจบ ทั้งสองฝ่ายต่างก็รีบกระโดถอยหลังออกมาในทันที จากนั้น เหล่าขุนพลทั้ง 5 จากฝ่ายโทกุกาว่าก็ได้อัญเชิญภูติพิทักษ์ประจำกายออกมา แล้วทำการรวมร่างเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะกลายสู่ร่างโอกามิ-มุฉะ จากนั้น เหล่า 5 ขุนพลจากทั้งสองฝ่ายก็ได้เข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด

            โดยภูติพิทักษ์ประจำกายของมาซามุเนะนั้นจะเป็นภูติพิทักษ์จระเข้แห่งวาโยอัสนีที่มีนามว่าฟูไรวานิ ภูติพิทักษ์ประ จำกายของนาโอมาสะนั้นจะเป็นภูติพิทักษ์เสือดาวแห่งพฤกษาที่มีนามว่าโมริเบียว ภูติพิทักษ์ประจำกายของยาสุมาสะนั้นจะเป็นภูติพิทักษ์นกกระจอกเทศแห่งความเร็วแสงที่มีนามว่าฮายาอิดาโช

            ภูติพิทักษ์ประจำกายของทาดาสึกุนั้นจะเป็นภูติพิทักษ์หมีแห่งจอมพสุธาที่มีนามว่าสึชิกุมะ และภูติพิทักษ์ประจำกายของทาดาคัทสึนั้นจะเป็นภูติพิทักษ์หงส์เพลิงอเวจีที่มีนามว่าอาโอกิโฮโอ

            ส่วนทางด้านพวกอันจินกับโทโมเอะ ในระหว่างทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าบินตรงไปยังภูเขาโอเกฮาซามะเพื่อที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยสบทบยูกินะอยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้มีเหล่าอสูรอายาคาชิทั้ง 3 ตนปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้า และเข้ามาขวางหน้าพวกเขาเอาไว้ ซึ่งจะประกอบไปด้วย โอคุบิ-อายาคาชิ โซเก็นบิ-อายาคาชิ และสึรุเบะโอโทชิ-อายาคาชิ

            อสูรอายาคาชิทั้ง 3 ตนนั้นจะมีลักษณะรูปร่างเป็นหัวของอสูรหน้ายักษ์โอนิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดุร้าย และความเกรี้ยวกราดอย่างสุดๆ

    โดยโอคุบิ-อายาคาชินั้นจะสามารถใช้พลังธาตุต่างๆ ทั้ง 7 ธาตุได้ อีกทั้งยังสามารถอัญเชิญหัวอสูรโอนิบิ-โยไคให้ออกมาทั้ง 7 หัว 7 ธาตุ เพื่อใช้ในการต่อสู้ได้อีกด้วย ส่วนโซเก็นบิ-อายาคาชินั้นจะมีเปลวไฟที่ลุกโชนออกมาทั่วทั้งหัว และสามารถพ่นไฟอันร้อนระอุออกมาในรูปแบบต่างๆ ได้ และที่สำคัญ มันยังสามารถเปลี่ยนสีของเปลวไฟให้กลายเป็นสีครามได้อีกด้วย

            และสุดท้าย สึรุเบะโอโทชิ-อายาคาชินั้นจะสามารถขยายหัวอสูรของมันออกมาได้อย่างที่ต้องการ และยังสามารถใช้เวทย์มนต์ได้อีกด้วย

            “ตรงนี้ข้าจะรับมือไว้เอง พวกเจ้าทุกคนรีบไปกันก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะรีบตามไป” หลังจากที่โทโมเอะได้กล่าวจนจบ เมื่อเหล่าพวกพ้องคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้น พวกเขาทั้งหมดจึงรีบพากันบินนำหน้าเธอไปก่อนในทันที ปล่อยให้เธอเข้าไปเผชิญหน้ากับสามอสูรอายาคาชิที่อยู่ตรงหน้าเพียงลำพัง

            โทโมเอะที่อยู่ในร่างมิโกะ-โอกามิชินเซย์นั้นก็รีบทำการควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของดาบไดโทเร็นกับโชโทเร็นให้ลอยพุ่งเข้าไปฟันใส่พวกมันด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียว เธอก็ได้มีการเสกพลังธาตุต่างๆ ทั้ง 7 ลงบนคมดาบทั้งสองเล่มนั้น เพื่อใช้ในการจัดการกับพวกมันด้วย

            ในระหว่างนั้น โทโมเอะก็ยังยกมือเรียวยาวข้างซ้ายของปีศาจจิ้งจอกขึ้น แล้วแบมันออกมา เพื่อทำการพ่นไฟออกมาจากปากของคิทสึเนบิ ภูติพิทักษ์จิ้งจอกเพลิงอัคนีที่เกิดจากภาพเนรมิตที่เธอนั้นได้สร้างขึ้น และในขณะเดียวกัน โทโมเอะก็ได้ยิงธนูเวทย์ออกมาในรูปแบบต่างๆ เพื่อจัดการกับพวกมันด้วย

            แต่อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายของพวกอายาคาชิทั้งสามตนนั้นก็ได้มีการเปิดฉากโจมตีตอบโต้ใส่เธอในรูปแบบต่างๆ ด้วย เพียงแต่ว่า ลูกเล่นเหล่านั้นแทบจะไม่สามารถทำอะไรกับเธอคนนี้ได้เลย ด้วยพลังอันเปี่ยมล้นที่มากมาย จึงทำให้ตัวเธอนั้นสามารถจัดการกับเจ้าหัวอสูรอายาคาชิทั้งสามหัวลงได้อย่างสบาย

            แต่ทว่า เรื่องมันยังไม่จบอยู่แค่นั้น เมื่อเจ้าหัวอสูรอายาคาชิทั้งสามหัวที่อยู่ตรงหน้าบนกลางท้องฟ้านั้นก็ได้ทำการรวมร่างเข้าด้วยกัน จนได้กลายมาเป็นเจ้าหัวอสูรสามหัวที่มีนามว่าไมคุบิ-อายาคาชิขึ้นมา มันมีพลังปีศาจอันเต็มเปี่ยมที่มากขึ้นกว่า เดิมอย่างเห็นได้หัด ไมคุบิ-อายาคาชินั้นได้ทำการพ่นกระสุนเวทย์ธาตุต่างๆ ทั้ง 7 ธาตุออกมา แต่โทโมเอะนั้นก็สามารถสร้างแผงบาเรียขึ้นในลักษณะเป็นทรงกลมที่อยู่ล้อมรอบตัวเธอ เพื่อใช้ในการป้องกันการโจมตีของอีกฝ่ายได้

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน