ตอนที่ 8 ความกังวลของพี่ใหญ่ (1)
มู่ชิงชะงักชั่วประเดี๋ยว แล้วรีบหมุนตัวกลับมา เขาเห็นผู้ชายอายุราวสามสิบกว่าคนหนึ่งกำลังยืนอ้าปากน้อยๆ อยู่ไกลๆ ในแววตาของเขายังแฝงไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจที่ยังไม่จางหาย
จางอี้คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะพบกับมู่ชิงที่นี่
ตอนที่อายุยังน้อยเขาเคยมีความฝันว่าจะเป็นักแสดงมาก่อน แต่หน้าตาเขาธรรมดาเกินไป ดังนั้นเมื่อเป็มาได้ระยะหนึ่งก็ผันตัวเองมาเป็ผู้กำกับเวทีแทน แม้จะเรียนหนังสือมาไม่มากนัก แต่เขาก็มีนิสัยเปิดเผยและมีความยุติธรรมต่อทุกคน เวลาทำอะไรไม่เพียงจะขยันขันแข็ง เขายังมีไหวพริบปฏิภาณ หลายปีที่ทำงานมาในสายอาชีพนี้ทำให้เขาสะสมชื่อเสียงได้ไม่น้อย ผู้กำกับหลายคนต่างก็ยินดีที่จะให้เขามาทำงานในกองถ่ายของตนเอง
เขาเคยอยู่ในกองถ่ายทำละครเื่หนึ่งของหลี่อวิ๋น อีกฝ่ายมีความรู้สึกที่ไม่เลวต่อเขา ดังนั้นพอตั้งกองถ่ายทำละครเื่บทลงโทษของปีศาจแล้ว จึงได้แนะนำให้เขาเข้าไปรับผิดชอบงานด้วยทันที
ถ้าพูดถึงความเป็มาของมู่ชิงกับจางอี้ ความจริงแล้วไม่ต่างกับละครนัก
หลายเดือนนี้จางอี้ได้พบมู่ชิงในกองถ่ายมาหลายเื่ พูดตามตรงจากนิสัยคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว เขาไม่ชอบผู้ชายประเภท ‘หน้าละอ่อน’ แบบมู่ชิงเลยจริงๆ แต่เมื่อได้รู้จักกันมากขึ้น เขาจึงรู้สึกถูกชะตากับเด็กหนุ่ม...
แม้อีกฝ่ายจะหน้าตาดีแต่กลับไม่ได้มีความหยิ่งทะนงประเภท ‘ไอดอลหน้าใส’ พวกนั้นเลย นิสัยนิ่งขรึมจริงจัง ทำอะไรก็ขยันขันแข็งและไม่กลัวความยากลำบาก มีหลายส่วนที่คล้ายเขาตอนยังอายุน้อย
ทว่าต่อให้ประทับใจ แต่ในใจของจางอี้นั้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ยังนับว่าเป็คนคุ้นเคยไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่บังเอิญว่ากลับเกิดเื่ขึ้นระหว่างที่ได้ร่วมงานกันครั้งที่แล้วเข้าพอดี
คืนวันนั้นกองถ่ายเร่งทำเวลา ทำงานกันจนถึงตีสามกว่า มู่ชิงเองก็ถูกกองถ่ายขอให้อยู่เพื่อแสดงด้วยจนจบงานถึงได้กลับ ใครจะรู้ว่าพนักงานภาคสนามที่มาใหม่คนหนึ่งอาจจะง่วงเกินไป ตอนกำลังเอาของใส่รถดันทำกล่องใส่อุปกรณ์ถ่ายทำตกลงมา และตอนนั้นศีรษะของจางอี้ก็บังเอิญอยู่ใต้กล่องพอดี
หลังจากนั้น ทุกครั้งที่คิดถึงเื่นี้ขึ้นมาจางอี้ก็ยังกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก ตอนนั้นทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ใกันหมด มองกล่องใบนั้นเอียงตกลงมาตาค้าง ยังดีว่ามู่ชิงที่อยู่ข้างๆ พุ่งเข้าไป ใช้มือข้างหนึ่งรับกล่องนั่นไว้อย่างรวดเร็ว แลกมาด้วยอาการข้อมือบวมไปกว่าครึ่งเดือน แต่ก็ทำให้ศีรษะของจางอี้ไม่ต้องแตกได้
เื่นี้ สำหรับคนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจางอี้แล้วถือได้ว่าเป็บุญคุณที่ช่วยชีวิต ประกอบกับเดิมทีแล้วเขาก็มีความรู้สึกดีๆ ต่อมู่ชิงไม่น้อย ทำให้นอกจากจะรู้สึกขอบคุณแล้ว เขายังรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับมู่ชิงจากใจจริง
จางอี้รู้สึกว่า ทั้งชาตินี้สำหรับเขาแล้ว ความฝันการเป็นักแสดงก็เป็ได้แค่ความฝัน แต่กับมู่ชิงนั้นไม่ใช่ เขาเคยแอบเห็นท่าทีที่มู่ชิงจ้องมองนักแสดงที่กำลังถ่ายทำเพื่อเรียนรู้เทคนิคมาก่อน และยังมักจะพบมู่ชิงหลบอยู่ตามมุมเพื่อซ้อมบทของตนเองเงียบๆ อยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าทักษะการแสดงของอีกฝ่ายจะไม่ได้นับว่าดีมาก แต่กระทั่งเขาที่ไม่ได้เป็ผู้เชี่ยวชาญยังมองออกว่ามู่ชิงหมั่นพัฒนาอยู่ตลอด
ความจริงเื่เบาะแว้งระหว่างมู่ชิงและหลี่ว์ซิ่งผู้จัดการของเ้าตัวนั้น จางอี้เองก็พอจะรู้อยู่บ้าง หลายปีนี้เขาเห็นศิลปินจำนวนมากที่ทำทุกวิธีเพื่อให้ตนเองได้ออกกล้อง ในใจเขารู้สึกชื่นชมความแน่วแน่และความรักในศักดิ์ศรีของมู่ชิงมาก ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกว่าต้นกล้าชั้นดีอย่างอีกฝ่ายไม่ควรที่จะต้องถูกกลบฝังไปแบบนี้เลย
ดังนั้น ตอนที่รู้ว่าในกองถ่ายยังมีบทบาทเล็กๆ ที่หานักแสดงไม่ได้ เขาจึงแนะนำมู่ชิงไป แต่กลับคิดไม่ถึงว่าตัวละครนั้นจะถูกหลี่ว์ซิ่งชิงไปได้เสียก่อน
เขาหอบเอาความคิด ‘น้องเล็กทุกข์ยาก พี่ใหญ่ต้องช่วยเหลือ’ ไว้ แล้วแอบไปหาหลี่อวิ๋นเพื่อจะช่วยให้มู่ชิงได้เจอกับอีกฝ่ายแบบส่วนตัว แต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะออกประตูมาเพื่อไปทำธุระข้างนอก กลับมาเจอแผ่นหลังที่คล้ายคลึงกับมู่ชิงขนาดนี้เสียได้
ตอนแรกเขาคิดว่าตนมองผิดไป จึงลองเรียกดูเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงว่าพออีกฝ่ายหันกลับมาเขาถึงกับนิ่งค้างไปเลย