[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 195 ฉันคือที่หนึ่งในทุกแดน สยบหมดไร้ผู้ต้าน หากร่วมรุ่นกัน นายได้แค่เป็นรอง (3)

        เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าต่างตกตะลึงอย่างมาก

        แม้ว่าในสังคมปัจจุบัน ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเคารพ

        แต่ในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าใครก็ล้วนเป็นอัจฉริยะระดับสุดยอดเมื่อออกไปสู่โลกภายนอก

        เมื่อพวกเขาเจอกับรุ่นพี่ทำเนียบนักศึกษาอาวุโส หรือแม้แต่ยอดฝีมือในเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาก็แค่ชื่นชม แต่ไม่มีทางที่จะสนับสนุนใครสักคนเหมือนกับการเทิดทูนดั่งราชา

        บางคนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว มองไปยังกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดที่ทยอยลงมาจากรถแท็กซี่ด้วยสายตาที่สมเพช

        “พวกจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดนี่มันเข้าขั้นหลงผิดไปแล้ว สูญเสียความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของนักสู้ไปจนหมดสิ้น

        ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดถึงรั้งท้ายมาตลอด ทัศนคติของมหาวิทยาลัยเป็นแบบนี้ คงไม่มีทางสร้างสุดยอดฝีมือขึ้นมาได้...”

        “ใช่แล้ว ถึงจะเป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องรุมล้อมขนาดนี้หรอกมั้ง?”

        นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดบางคนที่เพิ่งลงจากรถแท็กซี่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย

        “พวกนายจะไปรู้อะไร”

        “...อันดับหนึ่งของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์มีให้เห็นทุกปี แต่ลู่เซิ่งน่ะ มีแค่คนเดียวเท่านั้น!”

        เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าถึงกับชะงัก

        วินาทีต่อมา พวกเขาเห็นร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาคลั่งไคล้ของเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด

        ดวงตาของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าหดเล็กลง

        ในขณะที่มองเห็นรูปร่างของคนผู้นั้นชัดเจน พวกเขาเหมือนเห็นภูเขาไฟ กองไฟ หรือเงาที่ใหญ่โตมโหฬารและหนักอึ้ง ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหาพวกเขา

        ดวงตาที่สงบนิ่งบนใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้น จ้องมองมาที่พวกเขา

        ราวกับดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าที่สาดส่องลงมาจากหลังเมฆดำทะมึน ร้อนแรงและบาดตา จนแทบอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาป้อง

        ผู้คนค่อยๆ แยกออก เปิดทางให้โดยอัตโนมัติ

        ลู่เซิ่งเดินเข้ามาอย่างใจเย็น สายตาสงบนิ่ง

        ในเวลานั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำทะมึนจำนวนมากกำลังก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขา

        ราวกับเคลื่อนที่ตามการเดินของเขา

        เงาแห่งจอมปีศาจ!

        ภาพตรงหน้าช่างน่าตกตะลึง เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าหลายคนถึงกับยืนงง มองค้างไป ไม่รู้ตัวว่าถอยหลังไปแล้ว

        ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว

        สิ่งที่คนจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดพูดเมื่อครู่นี้ที่ว่า อันดับหนึ่งของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์มีให้เห็นทุกปี แต่ลู่เซิ่งของพวกเขาน่ะ มีแค่คนเดียว หมายความว่าอย่างไร

        น่ากลัวเกินไป!

        แค่ดูจากรังสีก็ชวนตกตะลึงแล้ว ยิ่งรวมกับวีรกรรมที่ลู่เซิ่งสร้างไว้ มันยิ่งทำให้...

        ขนลุกซู่

        หลินจิ่งอวี๋ อันดับหนึ่งของทำเนียบนักศึกษาอาวุโสของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้ารู้สึกขนลุกซู่จริงๆ ในเวลานี้

        คนที่อยู่ข้างๆ เขาต่างถอยหลังไปหมด เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดของเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้า

        โดดเด่นเป็นสง่า

        สายตาของลู่เซิ่งจึงจับจ้องมาที่เขาโดยอัติโนมัติ

        เมื่อถูกลู่เซิ่งจ้องมอง หลินจิ่งอวี๋รู้สึกเหมือนถูกสัตว์ประหลาดระดับหกสิบกว่าตัวจ้องมองพร้อมๆ กัน

        หวาดผวา ขนทุกเส้นบนร่างกายลุกชัน

        “ไม่แปลกใจเลย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหมียวเหรินสยงถึงโดนซ้อมซะยับขนาดนั้น...ไอ้บ้านี่มันมังกรข้ามแม่น้ำมาจากไหนวะเนี่ย!”

        ก่อนที่ลู่เซิ่งจะมา เขาได้กวาดสายตาดูข้อมูลของทำเนียบนักศึกษาอาวุโสของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าอย่างคร่าวๆ ทำให้เขาสามารถระบุตัวตนของหลินจิ่งอวี๋ได้อย่างง่ายดาย

        ดังนั้นจึงเดินเข้าไปแล้วพูดอย่างใจเย็น “รู้ใช่ไหมว่าฉันมาทำอะไร?”

        หลินจิ่งอวี๋พยักหน้า “รู้”

        ไร้สาระ ใครๆ ในทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ก็รู้ว่านายอยากทำอะไร

        “ถ้างั้นก็พาไป เตรียมตัวเฝ้าหอคอยซะ”

        เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เซิ่ง หลินจิ่งอวี๋ก็กัดฟัน ก้าวไปข้างหน้าอย่างเสียไม่ได้

        กระซิบแผนการที่เขาคิดไว้ในใจอย่างรวดเร็วด้วยเสียงที่เขาและลู่เซิ่งเท่านั้นที่จะได้ยิน

        หลังจากพูดจบ หลินจิ่งอวี๋ก็จ้องมองลู่เซิ่งเขม็งด้วยสายตาที่ทั้งประหม่าและกังวล

        แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ลู่เซิ่งตอบตกลงอย่างง่ายดาย “ก็ได้”

        หลินจิ่งอวี๋ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที สีหน้าก็ผ่อนคลายลง

        “ก็ดีแล้ว...ก็ดีแล้ว...เชิญทางนี้”

        ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่เซิ่งก็ออกจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้า

        เหมือนเดิม ทำลายสถิติของหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าจนหมดสิ้น บุกขึ้นไปถึงชั้นที่ยี่สิบแปด

        เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดต่างสบถพึมพำ ตามออกไปอย่างกระชั้นชิด

        ส่วนหลินจิ่งอวี๋...

        ก็กลายเป็น “วีรบุรุษ” ในสายตาของเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าไปโดยปริยาย!

        “นายมันสุดยอดจริงๆ! คิดวิธีนี้ออกมาได้ยังไงเนี่ย!”

        “สมแล้วที่เป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบนักศึกษาอาวุโส หัวไวสุดๆ ไปเลย!”

        “หลินจิ่งอวี๋โคตรเจ๋ง!”

        “เฮ้อ ก็แค่โดนบีบเอาน่ะ เป็นวิธีที่ไม่มีทางเลือก...”

        หลินจิ่งอวี๋ทำหน้าเจื่อนๆ พูดจาถ่อมตัว แต่หางตากลับแอบซ่อนความภาคภูมิใจไว้

        จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ทำอะไรเลย

        แม้แต่เข้าไปในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่ได้เข้าไป

        เขาแค่หน้าด้านไปปรึกษาลู่เซิ่งว่า ให้เขาเข้าไปบุกหอคอยคนเดียวได้ไหม ส่วนคนอื่นๆ รออยู่ข้างนอก

        แล้ว...ลู่เซิ่งก็ตอบตกลง

        นี่คือวิธีที่หลินจิ่งอวี๋คิดได้ ที่จะรักษาสถานะของที่มหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าเอาไว้ได้มากที่สุดแล้ว

        ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เห็นด้วยตาตัวเองมันก็น้อยกว่านี่นะ

        ...

        หลังจากออกมาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้า ลู่เซิ่งก็รีบรุดหน้าไปยังมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สามต่อ

        ยังคงทำลายสถิติอย่างราบเรียบ

        เก็บเกี่ยวความตกตะลึงและความ “แค้น” จากเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสามไปอีกระลอก

        ลู่เซิ่งไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาถึงขั้นกินมื้อเที่ยงที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สามด้วยซ้ำ

        บัตรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่งสามารถใช้ได้ในทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งพอใจมาก

        แถมรสชาติอาหารของโรงอาหารที่มหาวิทยาลัยสามก็ยังอร่อยใช้ได้ ดีกว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดเยอะ

        ก็แค่ตอนตักอาหารเกิดเรื่องเล็กน้อยขึ้น

        จำนวนคนที่มาทานอาหารเยอะกว่าปกติมากเกินไป ทำให้เกิดเรื่องชกต่อยกันระหว่างนักศึกษาจากที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดและแห่งที่สาม เรื่องมันเริ่มมาจากการเข้าคิวตักอาหารนี่แหละ

        ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจมากนัก ระหว่างกินข้าวก็ตั้งใจย่อยสิ่งที่ได้จากการบุกหอคอยสองครั้งในช่วงเช้า

        “หลังจากที่ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ก้าวเข้าสู่รูปแบบที่สอง ความคืบหน้าก็ช้าลงไปมาก

        ไม่ใช่แค่ความยากในการก้าวข้ามที่สูงขึ้น การสั่งสมของฉันก็ยังไม่พอด้วย...”

        แม้ว่าลู่เซิ่งจะดูดซับความทรงจำด้านศิลปะการต่อสู้จำนวนมหาศาลในพื้นที่แห่งความฝัน แต่กว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของความทรงจำเหล่านั้นก็มาจากนักสู้ที่ต่ำกว่าระดับเจ็ด

        ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ในรูปแบบที่สามต้องมีทักษะการต่อสู้ทั้งหมดเข้าสู่ระดับหัตถากำกับก่อน

        ระดับหัตถากำกับ

        สำหรับนักสู้ที่ต่ำกว่าระดับเจ็ดแล้ว ข้อกำหนดนี้สูงเกินไปจริงๆ

        “หลังจากนี้ต้องพยายามเก็บเกี่ยวนักสู้ระดับหกขึ้นไปให้ได้มากที่สุด การสร้างร่างศิลาทองสาดแสงคือสิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกฝนของฉันในตอนนี้

        แต่ถ้าความคิดของฉันเป็นไปได้ แม้ว่าร่างศิลาทองสาดแสงจะยังไม่สมบูรณ์ ฉันก็ยังน่าจะสามารถรองรับเจตจำนงแห่งวิถีของปรมาจารย์ได้มากขึ้น...

        ถ้าไม่ได้ผล...”

        ลู่เซิ่งยกซุปที่กินเป็นประจำขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ ดวงตาเป็นประกาย

        “งั้นก็แค่ดูดซับความทรงจำแบบธรรมดาในระดับปรมาจารย์ไปก่อน ช่างเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ไปก่อนก็แล้วกัน...”

        ขณะที่ลู่เซิ่งออกจากบ้านในช่วงเช้า ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ไปถึงรูปแบบที่สอง เขาก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัวแล้ว

        หลังจากบุกหอคอยสองครั้ง ได้ปะทะกับภาพฉายเจตจำนงแห่งวิถีของปรมาจารย์

        ความคิดนี้ก็ค่อยๆ ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

        จริงๆ แล้ว วิธีแก้ไขที่ลู่เซิ่งคิดออกมานั้นง่ายมาก นั่นก็คือ

        รวบรวมเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับสิบเอ็ด ที่อยู่เหนือปรมาจารย์ทุกคน

        เพื่อที่จะควบคุมวิถีของปรมาจารย์ทั้งหมด

        ลู่เซิ่งตั้งชื่อวิถีนี้ว่า “ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์” โดยตรง

        “ฉันคือที่หนึ่งในทุกแดน สยบหมดไร้ผู้ต้าน

        สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่มีข้อบกพร่อง

        ครอบคลุมทุกสิ่ง ไม่ว่าอะไรก็ยอมรับได้ ไร้ซึ่งจุดอ่อน...

        สุดยอดแห่งศิลปะการต่อสู้ที่แท้จริง”

        หากทำได้อย่างนั้นจริงๆ หากลู่เซิ่งสามารถรวบรวมวิถีของปรมาจารย์นี้ออกมาได้

        แล้วเรื่องความแข็งแกร่ง ความสมดุล ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

        เพราะไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของหวังเหอ ผู้แข็งแกร่งระดับสิบเอ็ด หรือเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของสือเว่ยและจ้าวเหลิ่งเสวียน ก็ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตของศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์

        เหมือนถังไม้

        ต่อให้แผ่นไม้ที่ประกอบเป็นถังจะสั้นบ้างยาวบ้าง มันก็ไม่ได้มีผลต่อการใช้งานของถัง

        และก็เพราะมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่นี้

        ลู่เซิ่งถึงได้แสดงออกอย่างโอ้อวด อยากที่จะสยบทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์

        เขาไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นดู

        แต่เขาอยากทำเพื่อตัวเองดู

        เขาอยากที่จะเพาะบ่มความฮึกเหิมที่เหนือมนุษย์ ไร้เทียมทาน เด็ดเดี่ยว และแน่วแน่ ผ่านการเอาชนะปรมาจารย์รุ่นเดียวกันทีละคน

        ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเกินจริง แต่จริงๆ แล้วมันก็คือเรื่องจริง

        แนวคิดศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ที่ลู่เซิ่งเสนอนั้นมันสูงส่งเกินไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้

        ดังนั้นเขาจึงอยากที่จะเพิ่มความมั่นใจของตัวเองด้วยการสยบแบบราบคาบ

        เมื่อความมั่นใจนี้สะสมจนถึงขีดสุด

        บางทีอาจจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ก็ได้

        “ดังนั้น...”

        ลู่เซิ่งวางตะเกียบลงข้างจานอย่างเบามือ ดวงตาเป็นประกายและเต็มไปด้วยความแน่วแน่

        “ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะโอ้อวด แต่มีบางอย่าง...บีบให้ฉันต้องโอ้อวดจริงๆ”

        หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ไปต่อที่สถานีต่อไป มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สอง!

        สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ ครั้งนี้ลู่เซิ่งกลับต้องเผชิญกับ “อุปสรรค” บางอย่าง

        ที่เชิงหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สอง เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองจำนวนมากยืนอัดกันแน่น ปิดกั้นทางเข้าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์เอาไว้

        เมื่อเห็นลู่เซิ่งมาถึง พวกเขาก็เหมือนเจอกับศัตรูตัวฉกาจ

        คนที่ยืนหัวแถวของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองคือชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ

        ไว้ผมยาวประบ่า ดวงตากลับเป็นสีฟ้าน้ำแข็งที่ดูแปลกประหลาด ทำให้รู้สึกเหมือนภูตผีปีศาจ

        ชายหนุ่มถือดาบยาวสีดำเอาไว้ในมือ ดาบถูกชักออกจากฝักแล้ว

        “จอมปีศาจลู่เซิ่งจากที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดใช่ไหม”

        ชายหนุ่มจ้องมองลู่เซิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก สายตาเย็นชา

        “นายรู้ไหมว่าที่นี่มันที่ไหน?”

        ลู่เซิ่งมองไปยังหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา และเก่าแก่กว่าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าที่เขาเคยผ่านมา แล้วสายตาก็กลับมาอยู่ที่ชายหนุ่ม

        “ฉันมาที่นี่เพื่อบุกหอคอย นายคิดว่าฉันจะไม่รู้เหรอ?”

        สีหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยว

        “ฉันว่านายไม่รู้อะไรเลยสักนิด

        ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่หนึ่งและสอง คือนักสู้มหาศักดิ์สิทธิ์สองคนแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนหลงกั๋วของเรา

        ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือรากฐาน

        ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งทีหลังอย่างพวกนายจะเทียบได้

        นายอยากที่จะสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วหล้า ไม่มีใครขวางนาย

        แต่ถ้าอยากจะเหยียบหน้าของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่หนึ่งและที่สองขึ้นไป นายถามดาบในมือฉันก่อนไหมว่ามันจะยอมหรือเปล่า?!”

        เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็ปล่อยรังสีอันทรงพลังออกมา มีลมเย็นยะเยือกพัดผ่านใบหน้า รอบๆ ตัวเขามีผลึกน้ำแข็งและหิมะเล็กๆ เกิดขึ้น

        “ถ้าอยากจะเข้าหอคอย ก็เหยียบร่างของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองเข้าไปซะ”

        ชายหนุ่มมีสีหน้าเย็นชา กำดาบไว้ด้วยสองมือ ค่อยๆ ยกขึ้นเหนือศีรษะ

        “ลืมแนะนำตัวเองไป ฉันชื่อไป๋เหิงชวน อันดับสองของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์

        ได้ยินว่านายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งศิลปะการต่อสู้ในปีนี้ บังเอิญจริงๆ ฉันแก่กว่านายสองปี และก็เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งศิลปะการต่อสู้ในปีนั้นเหมือนกัน”

        ในชั่วพริบตา สายตาทั้งหมดในสนามก็พุ่งเป้ามาที่ลู่เซิ่ง

        สีหน้าของลู่เซิ่งยังคงสงบนิ่ง

        เขาก้าวเท้าเดินไปยังไป๋เหิงชวนทีละก้าว รังสีที่น่าสะพรึงกลัวเกินคำบรรยายก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา

        “ไม่บังเอิญเลยสักนิด”

        ลู่เซิ่งพูดอย่างเรียบง่าย “ถ้านายร่วมรุ่นเดียวกับฉัน...นายก็ได้แค่เป็นรอง”

        เมื่อพูดจบ ลู่เซิ่งก็ยื่นมือขวาออกไปหาไป๋เหิงชวนอย่างราบเรียบ

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน