เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าต่างตกตะลึงอย่างมาก
แม้ว่าในสังคมปัจจุบัน ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการเคารพ
แต่ในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าใครก็ล้วนเป็นอัจฉริยะระดับสุดยอดเมื่อออกไปสู่โลกภายนอก
เมื่อพวกเขาเจอกับรุ่นพี่ทำเนียบนักศึกษาอาวุโส หรือแม้แต่ยอดฝีมือในเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาก็แค่ชื่นชม แต่ไม่มีทางที่จะสนับสนุนใครสักคนเหมือนกับการเทิดทูนดั่งราชา
บางคนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว มองไปยังกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดที่ทยอยลงมาจากรถแท็กซี่ด้วยสายตาที่สมเพช
“พวกจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดนี่มันเข้าขั้นหลงผิดไปแล้ว สูญเสียความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของนักสู้ไปจนหมดสิ้น
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดถึงรั้งท้ายมาตลอด ทัศนคติของมหาวิทยาลัยเป็นแบบนี้ คงไม่มีทางสร้างสุดยอดฝีมือขึ้นมาได้...”
“ใช่แล้ว ถึงจะเป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องรุมล้อมขนาดนี้หรอกมั้ง?”
นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดบางคนที่เพิ่งลงจากรถแท็กซี่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย
“พวกนายจะไปรู้อะไร”
“...อันดับหนึ่งของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์มีให้เห็นทุกปี แต่ลู่เซิ่งน่ะ มีแค่คนเดียวเท่านั้น!”
เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าถึงกับชะงัก
วินาทีต่อมา พวกเขาเห็นร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามาหาพวกเขาอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาคลั่งไคล้ของเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ด
ดวงตาของเหล่านักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าหดเล็กลง
ในขณะที่มองเห็นรูปร่างของคนผู้นั้นชัดเจน พวกเขาเหมือนเห็นภูเขาไฟ กองไฟ หรือเงาที่ใหญ่โตมโหฬารและหนักอึ้ง ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหาพวกเขา
ดวงตาที่สงบนิ่งบนใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้น จ้องมองมาที่พวกเขา
ราวกับดวงอาทิตย์อันเจิดจ้าที่สาดส่องลงมาจากหลังเมฆดำทะมึน ร้อนแรงและบาดตา จนแทบอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาป้อง
ผู้คนค่อยๆ แยกออก เปิดทางให้โดยอัตโนมัติ
ลู่เซิ่งเดินเข้ามาอย่างใจเย็น สายตาสงบนิ่ง
ในเวลานั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆดำทะมึนจำนวนมากกำลังก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของเขา
ราวกับเคลื่อนที่ตามการเดินของเขา
เงาแห่งจอมปีศาจ!
ภาพตรงหน้าช่างน่าตกตะลึง เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าหลายคนถึงกับยืนงง มองค้างไป ไม่รู้ตัวว่าถอยหลังไปแล้ว
ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว
สิ่งที่คนจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดพูดเมื่อครู่นี้ที่ว่า อันดับหนึ่งของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์มีให้เห็นทุกปี แต่ลู่เซิ่งของพวกเขาน่ะ มีแค่คนเดียว หมายความว่าอย่างไร
น่ากลัวเกินไป!
แค่ดูจากรังสีก็ชวนตกตะลึงแล้ว ยิ่งรวมกับวีรกรรมที่ลู่เซิ่งสร้างไว้ มันยิ่งทำให้...
ขนลุกซู่
หลินจิ่งอวี๋ อันดับหนึ่งของทำเนียบนักศึกษาอาวุโสของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้ารู้สึกขนลุกซู่จริงๆ ในเวลานี้
คนที่อยู่ข้างๆ เขาต่างถอยหลังไปหมด เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยืนอยู่ข้างหน้าสุดของเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้า
โดดเด่นเป็นสง่า
สายตาของลู่เซิ่งจึงจับจ้องมาที่เขาโดยอัติโนมัติ
เมื่อถูกลู่เซิ่งจ้องมอง หลินจิ่งอวี๋รู้สึกเหมือนถูกสัตว์ประหลาดระดับหกสิบกว่าตัวจ้องมองพร้อมๆ กัน
หวาดผวา ขนทุกเส้นบนร่างกายลุกชัน
“ไม่แปลกใจเลย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเหมียวเหรินสยงถึงโดนซ้อมซะยับขนาดนั้น...ไอ้บ้านี่มันมังกรข้ามแม่น้ำมาจากไหนวะเนี่ย!”
ก่อนที่ลู่เซิ่งจะมา เขาได้กวาดสายตาดูข้อมูลของทำเนียบนักศึกษาอาวุโสของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าอย่างคร่าวๆ ทำให้เขาสามารถระบุตัวตนของหลินจิ่งอวี๋ได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นจึงเดินเข้าไปแล้วพูดอย่างใจเย็น “รู้ใช่ไหมว่าฉันมาทำอะไร?”
หลินจิ่งอวี๋พยักหน้า “รู้”
ไร้สาระ ใครๆ ในทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ก็รู้ว่านายอยากทำอะไร
“ถ้างั้นก็พาไป เตรียมตัวเฝ้าหอคอยซะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เซิ่ง หลินจิ่งอวี๋ก็กัดฟัน ก้าวไปข้างหน้าอย่างเสียไม่ได้
กระซิบแผนการที่เขาคิดไว้ในใจอย่างรวดเร็วด้วยเสียงที่เขาและลู่เซิ่งเท่านั้นที่จะได้ยิน
หลังจากพูดจบ หลินจิ่งอวี๋ก็จ้องมองลู่เซิ่งเขม็งด้วยสายตาที่ทั้งประหม่าและกังวล
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ลู่เซิ่งตอบตกลงอย่างง่ายดาย “ก็ได้”
หลินจิ่งอวี๋ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที สีหน้าก็ผ่อนคลายลง
“ก็ดีแล้ว...ก็ดีแล้ว...เชิญทางนี้”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่เซิ่งก็ออกจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้า
เหมือนเดิม ทำลายสถิติของหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ห้าจนหมดสิ้น บุกขึ้นไปถึงชั้นที่ยี่สิบแปด
เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดต่างสบถพึมพำ ตามออกไปอย่างกระชั้นชิด
ส่วนหลินจิ่งอวี๋...
ก็กลายเป็น “วีรบุรุษ” ในสายตาของเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าไปโดยปริยาย!
“นายมันสุดยอดจริงๆ! คิดวิธีนี้ออกมาได้ยังไงเนี่ย!”
“สมแล้วที่เป็นอันดับหนึ่งของทำเนียบนักศึกษาอาวุโส หัวไวสุดๆ ไปเลย!”
“หลินจิ่งอวี๋โคตรเจ๋ง!”
“เฮ้อ ก็แค่โดนบีบเอาน่ะ เป็นวิธีที่ไม่มีทางเลือก...”
หลินจิ่งอวี๋ทำหน้าเจื่อนๆ พูดจาถ่อมตัว แต่หางตากลับแอบซ่อนความภาคภูมิใจไว้
จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ทำอะไรเลย
แม้แต่เข้าไปในหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่ได้เข้าไป
เขาแค่หน้าด้านไปปรึกษาลู่เซิ่งว่า ให้เขาเข้าไปบุกหอคอยคนเดียวได้ไหม ส่วนคนอื่นๆ รออยู่ข้างนอก
แล้ว...ลู่เซิ่งก็ตอบตกลง
นี่คือวิธีที่หลินจิ่งอวี๋คิดได้ ที่จะรักษาสถานะของที่มหาวิทยาลัยแห่งที่ห้าเอาไว้ได้มากที่สุดแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่เห็นด้วยตาตัวเองมันก็น้อยกว่านี่นะ
...
หลังจากออกมาจากมหาวิทยาลัยแห่งที่ห้า ลู่เซิ่งก็รีบรุดหน้าไปยังมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สามต่อ
ยังคงทำลายสถิติอย่างราบเรียบ
เก็บเกี่ยวความตกตะลึงและความ “แค้น” จากเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสามไปอีกระลอก
ลู่เซิ่งไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาถึงขั้นกินมื้อเที่ยงที่มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สามด้วยซ้ำ
บัตรนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ดแห่งสามารถใช้ได้ในทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลู่เซิ่งพอใจมาก
แถมรสชาติอาหารของโรงอาหารที่มหาวิทยาลัยสามก็ยังอร่อยใช้ได้ ดีกว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดเยอะ
ก็แค่ตอนตักอาหารเกิดเรื่องเล็กน้อยขึ้น
จำนวนคนที่มาทานอาหารเยอะกว่าปกติมากเกินไป ทำให้เกิดเรื่องชกต่อยกันระหว่างนักศึกษาจากที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดและแห่งที่สาม เรื่องมันเริ่มมาจากการเข้าคิวตักอาหารนี่แหละ
ลู่เซิ่งไม่ได้สนใจมากนัก ระหว่างกินข้าวก็ตั้งใจย่อยสิ่งที่ได้จากการบุกหอคอยสองครั้งในช่วงเช้า
“หลังจากที่ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ก้าวเข้าสู่รูปแบบที่สอง ความคืบหน้าก็ช้าลงไปมาก
ไม่ใช่แค่ความยากในการก้าวข้ามที่สูงขึ้น การสั่งสมของฉันก็ยังไม่พอด้วย...”
แม้ว่าลู่เซิ่งจะดูดซับความทรงจำด้านศิลปะการต่อสู้จำนวนมหาศาลในพื้นที่แห่งความฝัน แต่กว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของความทรงจำเหล่านั้นก็มาจากนักสู้ที่ต่ำกว่าระดับเจ็ด
ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ในรูปแบบที่สามต้องมีทักษะการต่อสู้ทั้งหมดเข้าสู่ระดับหัตถากำกับก่อน
ระดับหัตถากำกับ
สำหรับนักสู้ที่ต่ำกว่าระดับเจ็ดแล้ว ข้อกำหนดนี้สูงเกินไปจริงๆ
“หลังจากนี้ต้องพยายามเก็บเกี่ยวนักสู้ระดับหกขึ้นไปให้ได้มากที่สุด การสร้างร่างศิลาทองสาดแสงคือสิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกฝนของฉันในตอนนี้
แต่ถ้าความคิดของฉันเป็นไปได้ แม้ว่าร่างศิลาทองสาดแสงจะยังไม่สมบูรณ์ ฉันก็ยังน่าจะสามารถรองรับเจตจำนงแห่งวิถีของปรมาจารย์ได้มากขึ้น...
ถ้าไม่ได้ผล...”
ลู่เซิ่งยกซุปที่กินเป็นประจำขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ ดวงตาเป็นประกาย
“งั้นก็แค่ดูดซับความทรงจำแบบธรรมดาในระดับปรมาจารย์ไปก่อน ช่างเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ไปก่อนก็แล้วกัน...”
ขณะที่ลู่เซิ่งออกจากบ้านในช่วงเช้า ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ไปถึงรูปแบบที่สอง เขาก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัวแล้ว
หลังจากบุกหอคอยสองครั้ง ได้ปะทะกับภาพฉายเจตจำนงแห่งวิถีของปรมาจารย์
ความคิดนี้ก็ค่อยๆ ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จริงๆ แล้ว วิธีแก้ไขที่ลู่เซิ่งคิดออกมานั้นง่ายมาก นั่นก็คือ
รวบรวมเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับสิบเอ็ด ที่อยู่เหนือปรมาจารย์ทุกคน
เพื่อที่จะควบคุมวิถีของปรมาจารย์ทั้งหมด
ลู่เซิ่งตั้งชื่อวิถีนี้ว่า “ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์” โดยตรง
“ฉันคือที่หนึ่งในทุกแดน สยบหมดไร้ผู้ต้าน
สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไม่มีข้อบกพร่อง
ครอบคลุมทุกสิ่ง ไม่ว่าอะไรก็ยอมรับได้ ไร้ซึ่งจุดอ่อน...
สุดยอดแห่งศิลปะการต่อสู้ที่แท้จริง”
หากทำได้อย่างนั้นจริงๆ หากลู่เซิ่งสามารถรวบรวมวิถีของปรมาจารย์นี้ออกมาได้
แล้วเรื่องความแข็งแกร่ง ความสมดุล ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
เพราะไม่ว่าจะเป็นเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของหวังเหอ ผู้แข็งแกร่งระดับสิบเอ็ด หรือเจตจำนงแห่งปรมาจารย์ของสือเว่ยและจ้าวเหลิ่งเสวียน ก็ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตของศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์
เหมือนถังไม้
ต่อให้แผ่นไม้ที่ประกอบเป็นถังจะสั้นบ้างยาวบ้าง มันก็ไม่ได้มีผลต่อการใช้งานของถัง
และก็เพราะมีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่นี้
ลู่เซิ่งถึงได้แสดงออกอย่างโอ้อวด อยากที่จะสยบทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์
เขาไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นดู
แต่เขาอยากทำเพื่อตัวเองดู
เขาอยากที่จะเพาะบ่มความฮึกเหิมที่เหนือมนุษย์ ไร้เทียมทาน เด็ดเดี่ยว และแน่วแน่ ผ่านการเอาชนะปรมาจารย์รุ่นเดียวกันทีละคน
ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเกินจริง แต่จริงๆ แล้วมันก็คือเรื่องจริง
แนวคิดศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์ที่ลู่เซิ่งเสนอนั้นมันสูงส่งเกินไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้
ดังนั้นเขาจึงอยากที่จะเพิ่มความมั่นใจของตัวเองด้วยการสยบแบบราบคาบ
เมื่อความมั่นใจนี้สะสมจนถึงขีดสุด
บางทีอาจจะเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ก็ได้
“ดังนั้น...”
ลู่เซิ่งวางตะเกียบลงข้างจานอย่างเบามือ ดวงตาเป็นประกายและเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะโอ้อวด แต่มีบางอย่าง...บีบให้ฉันต้องโอ้อวดจริงๆ”
หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็ไปต่อที่สถานีต่อไป มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สอง!
สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ ครั้งนี้ลู่เซิ่งกลับต้องเผชิญกับ “อุปสรรค” บางอย่าง
ที่เชิงหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สอง เหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองจำนวนมากยืนอัดกันแน่น ปิดกั้นทางเข้าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์เอาไว้
เมื่อเห็นลู่เซิ่งมาถึง พวกเขาก็เหมือนเจอกับศัตรูตัวฉกาจ
คนที่ยืนหัวแถวของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองคือชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ
ไว้ผมยาวประบ่า ดวงตากลับเป็นสีฟ้าน้ำแข็งที่ดูแปลกประหลาด ทำให้รู้สึกเหมือนภูตผีปีศาจ
ชายหนุ่มถือดาบยาวสีดำเอาไว้ในมือ ดาบถูกชักออกจากฝักแล้ว
“จอมปีศาจลู่เซิ่งจากที่มหาวิทยาลัยแห่งที่เจ็ดใช่ไหม”
ชายหนุ่มจ้องมองลู่เซิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก สายตาเย็นชา
“นายรู้ไหมว่าที่นี่มันที่ไหน?”
ลู่เซิ่งมองไปยังหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ยิ่งใหญ่ ตระการตา และเก่าแก่กว่าหอคอยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้าที่เขาเคยผ่านมา แล้วสายตาก็กลับมาอยู่ที่ชายหนุ่ม
“ฉันมาที่นี่เพื่อบุกหอคอย นายคิดว่าฉันจะไม่รู้เหรอ?”
สีหน้าของชายหนุ่มบิดเบี้ยว
“ฉันว่านายไม่รู้อะไรเลยสักนิด
ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่หนึ่งและสอง คือนักสู้มหาศักดิ์สิทธิ์สองคนแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนหลงกั๋วของเรา
ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือรากฐาน
ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งทีหลังอย่างพวกนายจะเทียบได้
นายอยากที่จะสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วหล้า ไม่มีใครขวางนาย
แต่ถ้าอยากจะเหยียบหน้าของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่หนึ่งและที่สองขึ้นไป นายถามดาบในมือฉันก่อนไหมว่ามันจะยอมหรือเปล่า?!”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็ปล่อยรังสีอันทรงพลังออกมา มีลมเย็นยะเยือกพัดผ่านใบหน้า รอบๆ ตัวเขามีผลึกน้ำแข็งและหิมะเล็กๆ เกิดขึ้น
“ถ้าอยากจะเข้าหอคอย ก็เหยียบร่างของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองเข้าไปซะ”
ชายหนุ่มมีสีหน้าเย็นชา กำดาบไว้ด้วยสองมือ ค่อยๆ ยกขึ้นเหนือศีรษะ
“ลืมแนะนำตัวเองไป ฉันชื่อไป๋เหิงชวน อันดับสองของทำเนียบเจ็ดมหาศักดิ์สิทธิ์
ได้ยินว่านายเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งศิลปะการต่อสู้ในปีนี้ บังเอิญจริงๆ ฉันแก่กว่านายสองปี และก็เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งศิลปะการต่อสู้ในปีนั้นเหมือนกัน”
ในชั่วพริบตา สายตาทั้งหมดในสนามก็พุ่งเป้ามาที่ลู่เซิ่ง
สีหน้าของลู่เซิ่งยังคงสงบนิ่ง
เขาก้าวเท้าเดินไปยังไป๋เหิงชวนทีละก้าว รังสีที่น่าสะพรึงกลัวเกินคำบรรยายก็แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ไม่บังเอิญเลยสักนิด”
ลู่เซิ่งพูดอย่างเรียบง่าย “ถ้านายร่วมรุ่นเดียวกับฉัน...นายก็ได้แค่เป็นรอง”
เมื่อพูดจบ ลู่เซิ่งก็ยื่นมือขวาออกไปหาไป๋เหิงชวนอย่างราบเรียบ