ตอนที่ 60 แรงบันดาลใจ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมอร์ลินยังคงใช้ชีวิตแต่ละวันไปกับหนังสือที่เขาพลิกอ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งภาพของเด็กน้อยกลายเป็นที่ชินตาของผู้คน
ทักษะในการอ่านหนังสือของเขานั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้านี้เขาเคยอ่านหนังสือไม่กี่สิบเล่มต่อวัน ต่อมาก็เพิ่มเป็นหลายร้อยเล่ม จนตอนนี้มันเพิ่มขึ้นในหลักพันเล่ม
นิ้วมือที่พลิกอ่านหนังสือแม้จะรวดเร็วก็จริง แต่มันยังไม่เท่าการใช้เวทมนตร์ในการพลิกอ่าน
ตอนนี้เมอร์ลินไม่ได้ขยับนิ้วมือพลิกอ่านอีกต่อไปแล้ว แต่เขาใช้เวทแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นบทเวทเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีมาใช้ประโยชน์ในการอ่านหนังสือ
โชคดีที่เวทแรงโน้มถ่วงเป็นบทเวทที่ได้รับการยกเว้นจากห้องสมุดนี้ เพราะห้องโถงกว้างแห่งนี้มีชั้นหนังสือที่สูงใหญ่เทียบเท่ากับตึกสิบชั้น ดังนั้นพวกเขาคงจะไม่ใช้บันไดในการปีนป่าย
เหล่าบรรณารักษ์ทุกคนต่างใช้เวทแรงโน้มถ่วงนี้ในการจัดวางหนังสือ หรือหยิบหนังสือออกมาเพื่อบริการผู้คน
ดังนั้นการใช้เวทแรงโน้มถ่วงของเมอร์ลินจึงไม่ได้ทำผิดแต่อย่างใด
มาร์เทลที่มีหน้าที่ติดตามเมอร์ลินจ้องมองภาพนี้อย่างประหลาดใจ
“ไม่ใช่ว่าคุณชายน้อยผู้นี้เป็นเพียงแค่นักเวทฝึกหัดหรอกหรือ ทำไมเขาถึงสามารถใช้พลังเวทได้นานขนาดนี้” เขานั้นอดที่จะเอ่ยพึมพำออกมาไม่ได้
การใช้เวทแรงโน้มถ่วงสำหรับนักเวทแล้วไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเขาเองก็สามารถใช้ได้เช่นกันเพราะมันเป็นเวทพื้นฐานที่ใช้อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่นักเวทฝึกหัดเป็นเพียงนักเวทหนึ่งวงเวท พวกเขาเหล่านี้ีมีพลังเวทจำนวนจำกัด สามารถใช้พลังเวทได้เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น
สำหรับนักเวทฝึกหัดทั่วไป เกรงว่าจะใช้งานได้หนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้นก่อนจะหมดแรงที่พลังเวทหมดไป
แต่นายน้อยพริสตันผู้นี้กลับใช้มันอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปจนเกือบจะครึ่งวันแล้วเขายังเห็นนายน้อยผู้นี้ใช้เวทแรงโน้มถ่วงพลิกหน้าหนังสืออย่างรวดเร็วอย่างไม่หยุดหย่อน นั่นจึงทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
เมอร์ลินเหลือบมองมาร์เทลครู่หนึ่งแล้วยิ้มมุมปาก
‘ชายคนนี้คงสงสัยการใช้เวทของฉัน เขาคงไม่รู้ว่าฉันต้องพยายามสร้างมันขึ้นมานานแค่ไหน’ เมอร์ลินคิดก่อนจะมองไปที่แหวนสีทองแดงอันเกลื้องเกลาซึ่งฝังผลึกเวทสีเหลืองชิ้นหนึ่งในมือ
นี่เป็นแหวนเวทที่เมอร์ลินขอให้ศาสตราจารย์ออสตินทำขึ้น
แน่นอนว่ามันไม่ได้โดดเด่นสะดุดตา และเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไหร่ เพราะผลึกเวทที่ฝังไว้มีชิ้นเล็กมากเกินไป อีกทั้งมันยังไม่ใช่ผนึกเวทที่ทรงพลัง
โดยปกติแล้วไม่ใช่ว่าจะไม่มีอุปกรณ์เวทที่ใช้เวทแรงโน้มถ่วง แต่อุปกรณ์เวทเหล่านั้นจะถูกผลิตเป็นคทาขนาดใหญ่มากกว่า เพราะสามารถฝังผนึกเวทขนาดใหญ่ลงไปได้ ทำให้มีพลังเวทที่เพียงพอจะยกสิ่งของขนาดใหญ่ได้
ใช่แล้ว แหวนเวทชิ้นนี้ไม่มีอำนาจมากพอที่จะยกของหนักหรือของที่มีขนาดใหญ่ ไม่เช่นนั้นแล้วผลึกเวทอาจเกิดความเสียหายและกลายเป็นของไร้ค่าที่ใช้ได้แค่ครั้งเดียว
แน่นอนว่าเมอร์ลินไม่ได้ใช้มันทำอะไรอย่างนั้น เขาแค่ใช้มันในการพลิกหน้าหนังสือเท่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่
สองพ่อลูกคงไม่จำเป็นต้องรายงานมาร์เทลทุกเรื่อง เขาจึงไม่รู้ว่าเมอร์ลินมีอุปกรณ์เวทเช่นนี้ติดตัว นั่นจึงทำให้เขาสงสัยว่าเมอร์ลินสามารถใช้เวทแรงโน้มถ่วงตลอดเวลาแบบนี้ได้อย่างไร
ซึ่งเมอร์ลินเองก็ไม่คิดที่จะปริปากบอกเช่นกัน
หากมาร์เทลมีการบ่มเพาะที่มากพอเขาคงจะสามารถสังเกตถึงการทำงานของแหวนเวทวงนี้ได้
แต่มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาที่จะสืบเรื่องละเอียดขนาดนั้น
เมอร์ลินหาได้สนใจสายตาที่มองเข้ามา เขามีความสุขกับการอ่านหนังสือนับพันเล่มในแต่ละวัน
“เวลาสามเดือนที่ออสตินสัญญาเอาไว้ ฉันสามารถอ่านหนังสือทั้งหอสมุดแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน” เขาเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มุ่งมั่นแค่การอ่านหนังสือเท่านั้น ในเวลาว่างหรือตอนที่กลับโรงเรียนเขายังคงหมั่นฝึกทำสมาธิตามเคล็ดวิชาของออสตินอยู่เสมอ
นั่นทำให้พลังเวทของเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คิดที่จะสลักเวทใหม่ๆ เพิ่มเติม
ตรงกันข้ามเขาได้รู้จักใช้เวทแรงโน้มถ่วงได้อย่างเชี่ยวชาญ แม้จะเป็นการควบคุมผ่านแหวนเวทแต่มันก็ยังทำให้การควบคุมคาถาเวทบทนี้มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การใช้เวทแรงโน้มถ่วงพลิกเปิดหนังสือนับพันเล่มในแต่ละวันไม่ใช่สิ่งที่เด็กน้อยวัยสิบเอ็ดขวบทั่วไปจะทำได้ มันทั้งต้องใช้แรงใจและความอดทนอย่างมหาศาล
ผลลัพธ์ที่พลิกหน้าหนังสืออย่างรวดเร็วและไม่ทำให้หนังสือเสียหาย นี่เป็นการลับคมในการใช้เวทแรงโน้มถ่วงให้กับเมอร์ลินมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการควบคุมแรงของมนุษย์ไม่ใช่การยกน้ำหนัก แต่เป็นการควบคุมมือที่กำลังจับมีดฝ่าตัดหรือควบคุมเข็มที่กำลังเย็บแผลมากกว่า
การพลิกหน้าหนังสือก็เช่นกัน เมอร์ลินได้ทำการฝึกฝนการควบคุมเวทแรงโน้มถ่วงให้กับตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
ในขณะเดียวกันเวลากลางคืนเขาก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินอย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้เขารับรู้ว่าการฝึกฝนนี้ทำให้เขามีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูของร่างกายมากกว่าการนอนหลับเสียอีก
เนื่องจากร่างกายได้ซึมซับพลังเวทที่ถูกดูดเข้าไปอยู่ตลอดเวลา
ร่างกายของเมอร์ลินก็เหมือนตระแกรงอันหนึ่งที่ไม่สามารถกักเก็บพลังเวทได้ แต่ถึงอย่างนั้นตระแกรงนี้ก็ยังสัมผัสพลังเวทเมื่อมีพลังเวทเคลื่อนผ่านเข้ามา การโคจรพลังเวทจึงเหมือนกับร่างกายนี้ได้ดูดซับพลังเวททีละน้อยอยู่ตลอดเวลา
นี่จึงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่นักเวทสามารถเพิ่มอายุขัยให้กับตัวเองได้โดยที่ร่างกายไม่เสื่อมสลายตามกาลเวลา
ความจริงเรื่องนี้เคยถูกตีพิมพ์เป็นรายงานทางวิชาการมาครั้งหนึ่งแล้วโดยนักเวทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง แต่น่าเสียดายเรื่องนี้กลับไม่ได้เป็นที่สนใจมากนัก ชื่อเสียงของมันจึงไม่ได้รับความนิยม
คนอื่นๆ ที่ฝึกฝนพลังเวทแบบนี้ย่อมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ธรรมดาอยู่แล้ว เหมือนกับเรื่องที่คนเราสูดอากาศเข้าไปแล้วระบายมันออกมา
คนอื่นมองไม่เห็น แต่ทว่าเด็กน้อยวัยสิบเอ็ดปีคนนี้กลับมองเห็น!
“บางทีฉันอาจสามารถสร้างการฝึกฝนพลังเวทแนวใหม่ขึ้นมาได้” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้น ขณะที่เขากำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาพลังสมาธิบนเตียง
เขารีบนำสมุดบนหัวเตียงมาจดบนทึกเรื่องนี้เอาไว้
ต้องรู้ไว้ว่าสมุดเล่มนี้มักจะถูกจดบันทึกเรื่องที่เมอร์ลินสนใจเอาไว้ ไม่เพียงแค่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ แต่ยังมีเรื่องต่างๆ ขณะที่เขาได้ทำการอ่านหนังสือหลายเล่มที่อยู่ในห้องสมุด
เพราะความคิดที่แล่นออกมา เขานั้นรู้ว่ามันคือสิ่งที่เรียกว่า “แรงบันดาลใจ”
แรงบันดาลใจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ มันต้องอาศัยจังหวะเวลาและพลังจินตนาการที่ยิ่งยวด ซึ่งสิ่งนี้บางทีจะเกิดขึ้นภายในพริบตาเดียวเท่านั้น และสามารถลืมมันไปได้ง่ายๆ
ดังนั้นเหล่านักเวทยาศาสตร์เมื่อเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาจึงต้องรีบจดสิ่งนั้นเอาไว้ เพราะถ้าหากเขาคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา บางทีเรื่องที่เขาคิดอาจจะเปลี่ยนไปและหมดความสนใจอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นแรงบันดาลใจจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนใฝ่หา ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นกับเมอร์ลินในตอนนี้