บทที่ 53 เปลี่ยนเป็นสองให้ข้าหน่อย
หลังจากได้รับการโน้มน้าวใจจากหานเหนียง ทัศนคติของท่านหมอฟางที่มีต่อหน่วนเป่าพลันเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมา
หลังจากได้พักผ่อนมาสักระยะ จางซื่อก็สามารถลุกจากเตียงได้
“ตั้นน้า น้องชายตัวน้อยในท้องของตั้นเป็นอย่างไรบ้าง” หน่วนเป่าที่ถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของฉีสือเยี่ยนเอามือเท้าคางพลางถามออกมา
จางซื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มออกมาพลางพยักหน้า “ตอนนี้ลูกในท้องของข้าเป็นเด็กดียิ่ง หน่วนเป่าเองก็เป็นเด็กดีเช่นกัน”
เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยได้ที่รับคำชมเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“หน่วนเป่า เจ้าคิดว่าในท้องนี้เป็นน้องชายจริง ๆ หรือ”
จางซื่อที่จำได้จึงถามถึงสิ่งที่หน่วนเป่าพูดเอาไว้
หมอในเมืองหลวงแต่ละคนที่นางเจอต่างบอกกันว่าครรภ์นี้เป็นลูกสาว เพราะด้วยเหตุนั้น แม่สามีมักจะกล่าววาจาถากถางนางอยู่ปล่อยครั้ง
หน่วนเป่ายกนิ้วขึ้นมาดูและรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงหันไปกล่าวกับฉีสือเยี่ยนว่า “พี่สือเยี่ยนทำให้มันเป็นสองที”
ฉีสือเยี่ยนกลั้นเสียงหัวเราะของเขาเอาไว้ ก่อนจะดึงนิ้วมือของเจ้าก้อนแป้งออกมาเพิ่มอีกหนึ่งนิ้ว
จากนั้นหน่วนเป่าจึงยื่นมือออกไปอีกครั้งเพื่อแสดงให้จางซื่อเห็น “น้องชายสองคน”
เมื่อท่านหมอฟางที่อยู่ไม่ไกลได้ยินดังนั้น จึงรีบลุกขึ้นและเดินไปหาจางซื่อ “ฮูหยิน ล่วงเกินแล้ว”
ขณะที่พูดท่านหมอฟางก็เริ่มลงมือตรวจชีพจรจางซื่อทันที ระหว่างนั้นก็ลูบเคราตนเองไปมา “เป็นบุตรชายจริง ๆ แล้วยังมีถึงสองคนด้วย!”
เขามองหน่วนเป่าด้วยสายตาฉงนสงสัย นางไม่แม้แต่ตรวจชีพจรด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถกล่าวออกมาได้อย่างชัดเจน
นี่มันน่าอัศจรรย์จริง ๆ!
ตอนที่จางซื่อได้ยิน นางก็อยากจะแสดงความขอบคุณต่อพวกเขา แต่น่าเสียดายที่ร่างกายนี้ไม่แข็งแรงเท่าหน่วนเป่า ทำให้ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้
หน่วนเป่ายิ้มออกมาอย่างไร้ซึ่งความขัดเขิน นางยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกรักใครเอ็นดูมากขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานก็รู้สึกอ่อนเพลียขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าขอกลับไปนอนสักพัก”
“ตั้นน้า อย่าเพิ่งนอนนะ”
หลินซื่อมองนางอย่างโกรธเคือง เหนื่อยล้าขนาดนี้แล้วเหตุใดถึงจะนอนพักไม่ได้
หน่วนเป่าหันไปมองทางประตูเป็นครั้งคราว “ทำไมถึงยังไม่มาอีกนะ”
“หน่วนเป่า นี่เจ้ารอผู้ใดอยู่งั้นหรือ” ฉีสือเยี่ยนที่สังเกตเห็นหน่วนเป่าดูเหม่อลอยอยู่เล็กน้อยจึงเอ่ยถามขึ้น
“ข้า...มาแล้ว” ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นหลังจากที่นางกล่าวจบ
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกใจเมื่อเห็นหลีซู่เดินเข้ามา “เจ้าถูกใครดักปล้นมาหรืออย่างไร”
หน่วนเป่ามองไปยังหลีซู่ที่มีดวงตาแดงก่ำ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง
“ในที่สุดมารดาของข้าก็มาถึงในเมืองแล้ว เดิมทีการได้กลับมาพบกันนับว่าเป็นเรื่องดี แต่ข้าไม่คิดว่ามารดาของข้าจะกล่าวว่า...”
หลีซู่สะอื้นไห้จนแทบจะพูดไม่ออก “นางกล่าวว่าภรรยาของข้าไม่อยู่แล้ว ลูก ๆ ของข้าก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน ฮึก ฮึก...ครอบครัวของข้าไม่เหลือแล้ว”
หน่วนเป่ามองหลีซู่ที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยดวงตาเบิกกว้าง ในใจของนางแทบจะอยากเตะหน้าเขาสักที “ร้องไห้เสร็จแล้วใช่หรือไม่ ข้ามีเรื่องประหลาดใจมามอบให้กับตั้นด้วยนะ”
หลีซู่เช็ดถูใบหน้าของเขาอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าทำให้ท่านต้องหัวเราะเยาะเสียแล้ว”
เซียวหยวนหลางอยากกล่าวว่า หยุดเช็ดเถอะ หลังร้องไห้อีกรอบค่อยเช็ดทีหลังก็ยังไม่สาย
หน่วนเป่าลากเขาเข้าไปยังห้องที่จางซื่อพักอยู่ ก่อนจะเปิดประตูและผลักเขาเข้าไป
“รีบเข้าไปดูเร็ว นี่ไงเรื่องประหลาดใจที่ข้าว่า”
หลีซู่รู้สึกขุ่นเคืองใจเล็กน้อย นี่อยากให้เขาแต่งงานกับผู้อื่นทั้งที่กระดูกภรรยาของเขายังไม่ทันเย็นหรือกระไร?
จิตใจช่างโหดร้ายยิ่งนัก!
แต่เมื่อหลีซู่เหลือบไปเห็นสตรีที่นอนอยู่บนเตียง กับปิ่นปักผมที่นางปักอยู่บนศีรษะ มันช่างดูคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เหมือนกับปิ่นปักผมที่เขาเคยมอบให้ภรรยาด้วยมือของเขาเอง
เขาก้าวเข้าไปยืนข้างเตียงอย่างระมัดระวัง สตรีผู้นั้นมิใช่ภรรยาที่ ‘ล่วงลับไปแล้ว’ ของเขาหรอกหรือ?
หลีซู่รีบหันกลับไปมองหน่วนเป่า “นี่คืออวี่เหมิง”
หน่วนเป่าที่ได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน นางไม่ได้บอกชื่อของนางให้ข้ารู้ นี่ตั้นยังมัวแต่ยืนงงอะไร เรียกให้นางลุกขึ้นมาสิ”
จางซื่อถูกเสียงที่ดังอยู่ในห้องรบกวนทำให้ตื่นขึ้นมา นางหันศีรษะไปมองอย่างงุนงง ก่อนจะเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่ดูคล้ายกับผู้เป็นสามีของนาง
“ท่านพี่”
“อวี่เหมิง”
หน่วนเป่ายังไม่ทันเห็นฉากที่ทั้งสองร้องไห้พลางประคองกอดกันอย่างอบอุ่นใจ เนื่องจากนางถูกพี่ใหญ่ดึงตัวออกไปเสียก่อน
หลังจากออกมาข้างนอก หน่วนเป่าก็ยืดตัวขึ้นอย่างโอ้อวด “เห็นหรือไม่ว่าวันนี้ข้าทำความดีไปหนึ่งอย่างแล้ว”
ต้าไป๋คิดกับตัวเองว่า ช่างมันเถอะ เจ้ามันก็แค่แมวตาบอดที่เจอหนูตาย*[1]
เจ้าก้อนแป้งน้อยรู้สึกได้ว่าต้าไป๋ไม่สนใจตนเอง จึงหันกายไปหาหลินซื่อแทน “ตั้นแม่ นี่ใช่การพบปะสหายเก่าที่ต่างแดนหรือไม่”
หลินซื่อครุ่นคิดเล็กน้อย “คงนับว่าใช่กระมัง”
“ภัยแล้งในครั้งนี้ช่างยาวนานเสียจริง...อ่ะ อย่าห่อปากเช่นนั้นสิหน่วนเป่า”
หลินซื่ออุ้มหน่วนเป่าขึ้นมาส่งให้เซียวหยวนหลาง “ขอเจ้าล่ะ ช่วยสอนหนังสือให้กับนางด้วย”
เซียวหยวนหลางกอดเจ้าก้อนแป้งน้อยที่ถูกส่งมาแล้วถามว่า “ว่าอย่างไร ในอนาคตหน่วนเป่าอยากเป็นสตรีที่ดีมีการศึกษาหรือไม่”
หน่วนเป่าพยักหน้าอย่างจริงจัง “แม้ว่าการอ่านหนังสือมันออกที่จะลำบากไปสักหน่อย แต่ก็ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ”
“หากผู้ใดไม่เชื่อฟัง หน่วนเป่าจะทุบตีจนกว่าคนผู้นั้นจะทำตัวดี ใช่หรือไม่พี่ใหญ่”
เซียวหยวนหลางชะงัก
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าความทรงจำที่เกี่ยวพันสองสายของเขาไม่ได้วุ่นวายดั่งเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้
หมาป่าขาวที่เห็นดังนั้นอดไม่ได้ที่จะยกหางขึ้นมาปิดตา นี่คือคนที่ข้าต้องรับใช้อย่างนั้นหรือ?
คู่พ่อลูกที่กำลังเดินหมากกันอยู่ ก็ลืมไปว่าผู้ใดควรจะเป็นคนต่อไปในครู่หนึ่ง
ในตอนนั้น เซียวหย่งฝูก็นึกถึงสิ่งที่อาจารย์ใหญ่เหยียนกล่าวขึ้นมาได้ ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สตรีจะโต้เถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระ อย่างน้อยในแง่ของ ‘การโต้แย้ง’ บุตรสาวของเขาจะต้องชนะอย่างแน่นอน แม้ว่ามันจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่นางก็สามารถทำให้ชนะได้
หลังจากนั้นไม่นาน หลีซู่ก็เดินออกมาจากห้องด้วยดวงตาแดงก่ำ แต่ไม่ได้ดูทรุดโทรมเหมือนกับตอนที่เพิ่งเข้าไปอีกแล้ว
“ข้าน้อยหลีซู่ ขอขอบคุณทุกท่านที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วย”
เขาเพิ่งได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง และก็ได้รู้ว่าเป็นหน่วนเป่าที่ช่วยชีวิตภรรยาและบุตรชายของตนเองเอาไว้
เขารู้ว่ามารดาของเขาคัดค้านเรื่องจางซื่อ แต่ตอนที่อยู่ในเมืองหลวงมีครอบครัวของภรรยาดูแลอยู่ ทำให้ลู่ซื่อไม่กล้าทำอะไรมากนัก แม้ว่าจางซื่อจะไม่เคยตั้งครรภ์เลยก็ตาม
ไม่คิดเลยว่าในตอนที่เขาไปจากเมืองหลวง ภรรยาของเขาจะตั้งครรภ์แล้ว แต่มารดาของเขากลับกระทำเรื่องเลวร้ายหลายสิ่ง และนั่นก็เกือบจะทำให้ต้องเสียภรรยาและลูก ๆ ไป
หลีซู่ตัดสินใจแล้วว่าในตอนที่กลับไป เขาจะส่งลู่ซื่อกลับไปยังบ้านเกิด แม้ว่าตอนนี้เขาจะยังไม่ได้เป็นผู้นำตระกูลหลี แต่เขาก็ถือว่าเป็นผู้นำคนต่อไป ดังนั้นเขาจึงมีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้ได้
เขากับจางซื่อรักใคร่กันมาเนิ่นนานหลายปี แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีบุตรด้วยกัน แต่หลีซู่ก็ยังอดทนต่อแรงกดดันและไม่รับอนุเลยสักคน เขามีจางซื่อเพียงแค่คนเดียว
สิ่งที่มารดาของเขา ลู่ซื่อ กำลังทำอยู่ในตอนนี้ คือการสร้างความแตกแยกให้ครอบครัวของเขา และแยกเขากับภรรยาออกจากกัน นั่นเป็นสิ่งที่หลีซื่อไม่อาจยอมรับได้
“หน่วนเป่า เมื่อถึงเวลาที่อวี่เหมิงคลอดแล้ว ข้าขอมอบอั่งเปากับไข่สีแดงสองตะกร้าให้กับท่านได้หรือไม่” หน่วนเป่าไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตเขา แต่นางยังช่วยชีวิตทั้งครอบครัวของเขาอีกด้วย
บางสิ่งไม่จำเป็นต้องพูดออกมาอย่างชัดเจน แต่หลังจากนี้ต่อไป ชีวิตของเขาหลีซู่ตกเป็นของแม่นางหน่วนเป่าไปแล้ว
“ได้เลย”
ข้ายังไม่เคยกินไข่สีแดงเลย
หลี่เจิ้งได้ขอให้หลิวเกิ่นเซิงมาเรียกพวกเขา คนในหมู่บ้านที่เหลือเองก็มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา
พวกเขาวางแผนที่จะออกเดินทางตอนเที่ยงคืน จึงไปบ้านสกุลเซียวเพื่อไปหาเซียวหย่งฝูและเซียวหยวนหลาง
ก่อนออกเดินทาง หน่วนเป่าได้แอบไปพบหลินซื่อเงียบ ๆ “ตั้นแม่ หน่วนเป่าอยากไปด้วย”
นางก้มศีรษะลงราวกับตระหนักได้ว่าทำอะไรบางอย่างผิดไป ทำให้หลินซื่อที่เห็นรู้สึกเป็นทุกข์ “หน่วนเป่า เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาไปทำอะไร”
หน่วยเป่าพยักหน้า “หน่วนเป่ารู้ หน่วนเป่าเป็นคนบอกฤกษ์ให้กับพวกเขาเอง”
หลินซื่อที่ได้ยินดังนั้นรู้สึกเสียใจ “บอกแม่มาว่าเหตุใดเจ้าถึงอยากไป ใช่เพราะอยากไปเพื่อชื่นชมความสนุกหรือไม่”
หน่วนเป่าส่ายศีรษะ “หน่วนเป่าเพียงแค่รู้สึกว่าต้องไปเท่านั้น”
นางเองก็อธิบายออกมาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่มีเสียงเสียงหนึ่งในใจของนางบอกว่า นางต้องไป
ไม่ใช่ว่าหลินซื่อไม่รู้ถึงความสามารถของบุตรสาว แม้ว่านางจะไม่เห็นด้วย แต่นางก็กลัวว่าหน่วนเป่าอาจจะแอบหนีออกไปในตอนที่คนอื่นหลับไปแล้วก็ได้
สำหรับเด็กตัวเล็กแค่นี้ จำเป็นต้องไปในสถานที่เช่นนั้นด้วยหรือ?
หลังจากที่ใคร่ครวญอยู่นาน หลินซื่อก็ยังคิดว่าเป็นเพราะพวกนางอ่อนแอเกินไป
หากไม่มีเงินทองหรืออำนาจ ก็ทำได้เพียงแค่เป็นผู้ที่ถูกรังแกอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น
หน่วนเป่ามีความสามารถถึงเพียงนี้ หากพวกเขายังคงอ่อนแอ ในอนาคตคงไม่อาจปกป้องเด็กคนนี้ได้
ความยากจนอาจจำกัดจินตนาการของนาง แต่นางรู้ว่าสำหรับคนเลวเหล่านั้น ไม่มีขีดจำกัดอยู่แน่นอน
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถอะ ระวังเรื่องความปลอดภัย แล้วก็ฝากดูแลพ่อกับพี่ชายของเจ้าด้วย” หลินซื่ออุ้มหน่วนเป่าขึ้นมาและจูบลงไปบนหน้าผากของบุตรสาวตัวน้อย ส่งคำอวยพรที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจของผู้เป็นแม่ออกไป
[1] เปรียบเทียบว่าโชคเข้าข้าง
……………………………………………………………………………………………………………
พิเศษ อ่านที่ www.bookfet.com คุ้มกว่าแค่ 99.-
อ่านเหมาได้เกือบทุกเรื่องของ Onlybook