ในจังหวะที่เจคพุ่งเข้ามาเออร์วินกลับยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับรากแก้วที่ฝังลึกอยู่ในดิน เจคเงื้อหมัดชกใส่แต่เขาเบี่ยงตัวออกข้างแล้วใช้มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของเจคเอาไว้แน่น ในเวลาเดียวกันก็ใช้มืออีกข้างดันไหล่ของเจคเพื่อช่วยให้เจคเสียสมดุลและเอนตัวไปข้างหน้า เออร์วินอาศัยจังหวะนี้สอดขาเข้าไปที่หว่างขาของเจคอย่างรวดเร็วแล้วออกแรงดึงคอเสื้อของเจคลงมาอย่างแรงพร้อมกับใช้ขาที่สอดอยู่เกี่ยวกับขาของเจคแล้วออกแรงงัดขึ้น แรงที่รวมกันทำให้เจคเสียหลักลอยขึ้นจากพื้นแล้วถูกทุ่มลงพื้นอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนที่เออร์วินจะปล่อยมือและถอยออกมา
การกระทำล้วนมีขั้นตอนลำดับก่อนหลังแต่แท้จริงทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนหลายคนในที่นี้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“บุกเข้ามาเหมือนวัวบ้าพลังไม่ประเมินข้อได้เปรียบเสียเปรียบ”
เจคลุกขึ้นมาพูดว่า “หนวกหู” ก่อนชกเข้าที่หน้าของเออร์วินแต่ถูกเขาเบี่ยงหลบได้อย่างฉิวเฉียดก่อนจะก้าวเข้าไปซัดโคนฝ่ามือใส่ลิ้นปี่ของเจคเข้าอย่างจังจนเขาเซถอยไปหลายก้าว
“ไร้แบบแผนเคลื่อนไหวทุกอย่างตามสัญชาตญาณ”
เจคฝืนทนความรู้สึกจุกที่ลิ้นปี่พุ่งเข้าหาเออร์วินอีกรอบพร้อมเงื้อหมัดใส่ แต่เออร์วินกลับอาศัยการก้าวถอยหลังเพียงครึ่งก้าวในการหลบหมัดได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนแย็บหมัดซ้ายเข้าที่หน้าของเจค แต่เจคกลับยกมือกันทว่าเออร์วินกลับชักหมัดซ้ายกลับพร้อมสวนหมัดขวาเข้าที่หน้าของเจคจนเขาเซไปสองก้าว
“ดูถูกศักยภาพมนุษย์ของตนเองจนไม่ได้พัฒนาอะไรเลย”
เออร์วินพูดขณะเดินเข้าไปหาเจคขณะที่เขายังอยู่ในอาการมึนงง เออร์วินทำการเตะเจาะยางเข้าที่ขาซ้ายหนึ่งทีจนเขาต้องคุกเข่าข้างนั้นลง
“รู้ทั้งรู้ว่าถ้าอิงตามระดับพลังเวทแล้วตนแทบสู้ใครไม่ได้เลยแต่ก็ไม่คิดจะขวนขวายพลังอื่นมาทดแทน”
อาศัยที่เจคคุกเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งเตะก้านคอแล้วก็เตะเข้าที่ศีรษะจนเจคลงไปนอนคว่ำหมดสติกับพื้น
เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะทว่าตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยได้รับความรักจากคนในครอบครัว สายตาที่บิดามองมาก็มีแต่ความเย็นชาไม่เห็นค่าและความคาดหวังในตัวเขา เขาไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรผิดได้แต่หวังว่าสักวันบิดาจะหันมามองเขาด้วยความรักสักครั้ง ส่วนแม่เขาแม้ว่าเธอจะยังคงมีความห่วงใยแต่ก็กลัวสามีจนไม่กล้าแสดงมันออกมา จนเมื่อวันหนึ่งมาถึงพ่อของเขาได้บอกว่าจะเดินทางไปค้าขายจะพาเขาไปด้วย ตอนนั้นเขาดีใจมากคิดว่าในที่สุดพ่อก็เห็นเขาในสายตาแล้ว แต่ในคืนก่อนออกเดินทางแม่ของเขาเข้ามากอดเขาทั้งน้ำตาแล้วพูดว่าแม่ขอโทษซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด
ในวันนั้นเขายังไม่เข้าใจว่าแม่จะขอโทษทำไมจนในที่สุดเขาก็ได้รู้เมื่อเขาติดตามพ่อค้าขายมาถึงเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่สุดขอบทวีปที่ชื่อว่าไพร์ล็อก เขาถูกพ่อของเขาทิ้งไว้ที่นี่วันนั้นเขาก็ได้รู้ว่าในสายตาพ่อตัวเขามันก็แค่เศษขยะและสิ่งที่พ่อทำก็คือทิ้งขยะ วันนั้นหลังจากที่เขาได้แต่มองตามหลังรถม้าของพ่อที่วิ่งจนลับตาไป เขาก็รู้สึกเศร้า สับสน หวาดกลัว ทำอะไรไม่ถูกก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังว่า
“อ้าว นี่แกก็ถูกทิ้งมาเหมือนกันเหรอเจ้าหนู”
เจคสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงเขารู้สึกระบมไปหมดทั้งใบหน้า คอ ศีรษะ ลิ้นปี่และน่องซ้าย เขาพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ล่าสุดจำได้ว่าตนเองโมโหจนวิ่งเข้าไปซัดเออร์วินแต่กลับโดนอีกฝ่ายซัดมาท่าเดียวจนหมดสติไป เหลือบตามองพบว่าขณะนี้เขาอยู่บนเตียงในบ้านตัวเอง
กวาดมองภายในห้องพบว่าเออร์วินกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะมองเนียเขียนอะไรบางอย่างบนสมุดเรเวนยืนอยู่นิ่ง ๆ ข้างเออร์วิน ส่วนอันนากำลังทำอาหารอยู่ ก่อนที่เจคจะได้ทำอะไรเออร์วินก็พูดขึ้นมาว่า
“ตื่นแล้วเหรอครับคุณเจคเป็นไงบ้างครับหลับสบายมั้ย”
คำพูดของเออร์วินทำให้ทุกคนหันมามองเจคเป็นตาเดียว อันนากับเนียคนหนึ่งรีบวางงานในครัวอีกคนหนึ่งรีบวางดินสอต่างพากันเข้ามาหาเจคด้วยความห่วงใย
“เจคเป็นยังไงบ้าง?” อันนาถามพลางใช้มือจับใบหน้าเจค
“พี่เจคเป็นยังไงบ้างคะ?” เนียถามขณะที่หยุดยืนข้างเตียง
เจคยิ้มให้ทั้งสองคนก่อนอย่างอ่อนโยนก่อนจะตอบว่า
“ขอบคุณนะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” เขาจับมือของอันนาออกจากใบหน้าของตนอย่างแผ่วเบาแล้วถามในสิ่งที่เขาสงสัยว่า “ใครเป็นคนพาฉันมาที่นี่เหรอ”
ก่อนที่อันนาจะตอบเออร์วินกลับเหลียวหน้ามามองแล้วตอบว่า
“เป็นคนตัวใหญ่ ๆ ที่รู้สึกจะชื่อเดนิสน่ะครับตอนแรกพวกลูกน้องคุณไม่ยอมให้ผมเข้ามาในบ้านด้วยซ้ำพวกเขากลัวว่าผมจะทำอะไรคุณ แต่คนที่ชื่อรอนกลับช่วยยืนยันว่าผมไม่ทำอะไรหรอก ไม่นึกเลยนะครับว่าในพวกคุณยังมีคนที่มีหัวคิด”
เจคจ้องเออร์วินก่อนจะลงจากเตียงเดินไปที่โต๊ะแล้วนั่งลงถามคำถามว่า
“แกต้องการอะไรกันแน่?”
เออร์วินยิ้มให้เขาแล้วตอบว่า
“มาคอยระวังไม่ให้คุณฆ่าตัวตายหลังจากที่แพ้แล้วแพ้เล่าในวันนี้น่ะครับ”
เจคสะกดความรู้สึกอยากจะกระโดดเข้างับหัวเด็กชาย เขาหันไปมองรูโหว่บนกำแพงพบว่าตอนนี้มีแผ่นไม้ติดเต็มไปหมด พูดอย่างไม่พอใจว่า
“ฉันหมายถึงที่แกมายุ่งกับพวกเราต่างหาก”
เนียจะกลับมานั่งที่โต๊ะแต่กลับถูกอันนาลากให้ไปช่วยเธอทำอาหาร โดยที่เนียจะคอยกวาดสายตามองมาที่โต๊ะเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าไอ้ปีศาจไม่ได้ทำร้ายพี่เจคของเธอ เออร์วินตอบพลางหยิบสมุดของเนียขึ้นมาดูเล่น
“ผมก็บอกไปแล้วนี่ครับว่าผมต้องการให้คุณกับพรรคพวกมาเป็นทหารของผม” เขาละสายตาจากสมุดของเนียขึ้นมามองหน้าเจคก่อนจะถามกลับว่า “หรือคุณคิดว่ายังมีเป้าหมายอื่นอีกล่ะครับ?”
เจคเงียบไปพักหนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า
“ทหาร? แกก็ได้เห็นแล้วนี่ว่าพวกเราทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง กับคนที่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดแล้วจะให้พวกเราเป็นทหารให้แกได้ยังไง”
เออร์วินกลับยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า
“เวทมนตร์ไม่ใช่ทุกสิ่งหรอกนะครับ”
เจคจ้องหน้าเขาก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบไปว่า
“ผิดแล้วล่ะเวทมนตร์น่ะคือทุกสิ่งมันเป็นตัวกำหนดทุกอย่างทั้งฐานะและคุณค่าของตัวเรา และสิ่งที่มันกำหนดก็จะติดตัวเราตั้งแต่เกิดจนวันตาย”
“น่าสมเพชจังเลยนะครับ”
เจคหันขวับมามองเออร์วิน
“ว่าไงนะ”
เออร์วินจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างท้าทาย
“ก็บอกว่าน่าสมเพชไงครับ ทั้งที่ในใจก็อยากหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่แต่ก็ยังอ้างนั่นอ้างนี่ ทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่ตอกย้ำให้ชีวิตตัวเองอยู่ในสภาพแบบนี้เป็นอะไร ก็ยึดติดอยู่กับมันไม่กล้าก้าวออกจากมันแล้วแสวงหาพลังอื่นมาแทน ถ้าไม่ให้พูดว่าน่าสมเพชจะพูดว่าอะไรครับ”
เจคลุกขึ้นตบโต๊ะดัง ปัง!!! อันนากับเนียที่ถูกลากมาช่วยเตรียมอาหารสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“หุบปากซะเด็กอย่างพวกแกจะไปเข้าใจอะไร อย่างแกมันก็ดีแต่อยู่ในปราสาทมีผู้คนห้อมล้อมแล้วก็ฝันเฟื่องถึงชีวิตที่ประสบความสำเร็จของตน อย่างแกมันไม่มีทางรู้หรอกว่าความรู้สึกของการถูกเขี่ยทิ้งโดยคนที่เป็นพ่อแม่มันเป็นยังไง แกไม่รู้หรอกว่าการมีชีวิตอยู่โดยปรารถนาให้แต่ละวันผ่านพ้นไปได้ด้วยดีก็นับเป็นเรื่องที่วิเศษแล้วมันเป็นยังไง แกเคยได้มาเห็นคนถูกทำเหมือนเป็นของเล่นของคนอื่นแล้วคนรอบข้างได้แต่มองด้วยความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะเข้ามาช่วยบ้างมั้ย อย่างแกมันก็ดีแต่ฝันเฟื่องสวยหรูโดยที่ไม่รู้เลยโลกนอกปราสาทมันเป็นยังไง จะบอกอะไรให้นะทุกคนในเมืองนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าตัวแกถ้าไม่ได้มีฐานะล่ะก็ แกมันก็ไม่มีอะไรเลยแกมันก็แค่ขยะที่เดินเกิดถูกที่ก็เท่านั้น”
เจคคล้ายเหมือนได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจใส่อีกฝ่ายในขณะที่เออร์วินก็ยังคงนั่งฟังอย่างสงบ เกี่ยวกับสิ่งที่เจคพูดเขาเข้าใจแจ่มแจ้งดีเลยต่างหาก ในชาติก่อนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ของตนเป็นใครเพราะนับแต่จำความได้ตัวเขาก็มาอยู่ในห้องทดลองนี่แล้ว ทุก ๆ วันต้องเผชิญกับการทดลองต่าง ๆ นานาจนการที่อยู่ให้ผ่านพ้นในแต่ละวันสำหรับเขาแล้วก็เป็นเหมือนนรก และที่หนักที่สุดก็คือไม่ว่าเขาจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานยังไง ทุกคนในแล็บทดลองก็เอาแต่เฝ้ามองอย่างสนอกสนใจพร้อมกับบันทึกทุกอย่างลงไป ทุกสิ่งที่เขาแสดงออกมาล้วนจะถูกตีค่าเป็นตัวเลขทั้งสิ้นจนกระทั่งเธอคนนั้นได้ปรากฏตัวขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้เขากลับคร้านจะกล่าวออกไปเพราะถึงยังไงก็คงไม่มีใครเชื่อ
เออร์วินไม่ได้แย้งในสิ่งที่เจคพูดเขาเพียงแต่มองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะพูดสั้น ๆ ว่า
“แต่ขยะที่เกิดผิดที่คนนั้นก็ชนะคุณได้โดยที่ไม่ใช้เวทมนตร์”
“อึก...” เจคพูดไม่ออกทันที
“แล้วขยะชิ้นนี้ยังฆ่ากอริลลาที่เล่นงานพวกคุณซะยับได้ด้วยตัวคนเดียว”
เจครีบเถียงออกไปในทันที
“นั่นเป็นเพราะอาร์ติแฟกต์ในมือแกต่างหาก”
“สมกับเป็นหมาขี้แพ้เลยนะครับ อ้างนั่นอ้างนี่โทษทุกอย่างยกเว้นโทษตัวเอง ผมจะบอกอะไรให้อย่างนะครับว่าต่อให้ไม่มีอาร์ติแฟกต์นั่นแล้วสิ่งที่อยู่ในมือเป็นเรเปียร์อันเดียวกับที่ผมใช้บดขยี้พวกคุณในวันนั้น ผลลัพธ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดีถึงแม้อาจจะใช้เวลามากไปบ้างก็ตามที”
ขณะที่เจคจ้องหน้าเออร์วินพร้อมกำหมัดแน่นแต่อีกฝ่ายก็พูดต่อไปว่า
“ผมจะแนะนำอะไรง่าย ๆ ให้นะครับคุณเจค เลิกหาข้ออ้างซะ”
เจคไม่พูดอะไร
“พลังเวทไม่ใช่ทุกสิ่งและมันก็ไม่ใช่ต้นตอของความโชคร้ายของคุณด้วย เพียงแค่คุณเลิกอ้างนั่นอ้างนี่แล้วมองความเป็นจริงคุณจะพบว่าทั้งหมดที่คุณเป็นอยู่นี้มันเป็นเพราะคุณไม่ทำอะไรเลย”
เจคแค่นหัวเราะใส่เออร์วิน
“อย่างกับว่าการทำแบบนั้นแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
“อย่างน้อยคุณก็จะเลิกวิ่งหนีและมองความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นนะครับ”
เจคเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะนึกถึงคนคนหนึ่งเจคพบว่าคนคนนั้นเป็นคนที่ต่างจากเขาจริง ๆ เขาคนนั้นเป็นคนที่พร้อมลุยทุกอย่างโดยไม่สนว่าพลังเวทของตนจะเป็นยังไง เป็นคนที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะไม่โทษนั่นโทษนี่แต่กลับพุ่งตรงไปข้างหน้า คนที่ตัดสินใจไปจากเมืองนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าเพราะต้องการพลังที่เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองและพวกพ้องในเมืองนี้ได้ คำสัญญาที่ให้ไว้กับคน ๆ นั้นยังดังก้องในหัวคำสัญญาที่ว่าจะรอคน ๆ นั้นกลับมา แต่ที่ผ่านมาเขาได้ทำอะไรบ้างเขาได้ทำอะไรเพื่อรักษาบ้านให้คน ๆ นั้นกลับมาบ้าง เจคกำหมัดแน่นเขารู้แล้วว่าที่ผ่านมาเขาก็เอาแต่อ้างนั่นอ้างนี่จริง ๆ เขาตัดสินใจถามว่า
“ฉันจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริง ๆ เหรอ?”
เออร์วินกลับส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“เรื่องนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับคุณครับ”
“ขึ้นอยู่กับฉัน?”
“คุณเจคครับอันดับแรกคุณต้องเข้าใจก่อนครับว่าคุณนั้นอยู่ระดับล่างสุดแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นพลังเวทอันน้อยนิดที่คุณมีก็ใช่ว่าจะเริ่มจากศูนย์ซะทีเดียว แต่หากคุณต้องการจะแสวงหาพลังใหม่ก็หมายความว่าต้องเริ่มจากศูนย์อย่างแท้จริง และการจะทำเช่นนั้นได้คุณต้องทั้งตั้งใจมุ่งมั่นและเต็มที่กับมัน ไม่สิไม่ใช่แค่นั้นต้องเรียกว่าพยายามจนเลือดตาแทบกระเด็นเลยต่างหาก สรุปก็คือมันไม่ใช่สิ่งที่คนที่ทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ จะทำได้หรอกนะครับ”
เจคทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้คิดไปมาเขายังไม่เชื่อถืออีกฝ่ายเสียทีเดียวเพราะถึงยังไงก็เป็นแค่เด็กสิบขวบที่โตในวังก่อนจะถามไปว่า
“แล้วฉันจะพัฒนาตนเองตามที่แกบอกได้ยังไง?”
เออร์วินกลับยิ้มให้เขาก่อนจะถามว่า
“ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่าคุณรู้มั้ยครับว่าทำไมพวกคนที่เกิดมาพร้อมกับพลังเวทที่อ่อนด้อยถึงสู้คนที่มีพลังเวทที่สูงกว่าไม่ได้”
“เรื่องนั้นมันก็แน่นอนอยู่แล้วก็เพราะความต่างของพลังเวทน่ะสิ”
“ผิดครับ”
“เอ๊ะ?”
เจคอุทานออกมา ในขณะที่เรเวนซึ่งเอาแต่ยืนเงียบมาโดยตลอดยังต้องหันมามองเขาด้วยความสงสัย
“ถ้ามองเพียงผิวเผินก็เหมือนจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่หากมองให้ลึกจริง ๆ จะพบว่าเพราะเราสู้ในเกมที่พวกเขาเป็นฝ่ายได้เปรียบครับ”
ทั้งเจคและเรเวนต่างขมวดคิ้วพร้อมกัน
“ลองคิดอย่างนี้ดูสิครับว่าถ้าพลังเวทที่เขาใช้คืออาวุธแล้วเราต้องสู้ด้วยอาวุธชนิดเดียวกันแต่ประสิทธิภาพด้อยกว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง”
ทั้งคู่ต่างมีสีหน้าเข้าใจในทันที
“ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือสร้างตัวแปรขึ้นมาเพื่อลดความแตกต่างในเรื่องพลังเวทครับ ทักษะและศิลปะการต่อสู้ พื้นฐานร่างกาย ประสาทสัมผัสและปฏิกิริยาการตอบสนอง อุปนิสัยความเคยชินและจุดอ่อนของอีกฝ่าย การโกหกหลอกลวง ความรู้และทักษะการคิดวิเคราะห์ที่สั่งสมมา สิ่งที่เรียนรู้ได้จากประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรด้วยกันทั้งสิ้น”
เจคเหมือนจะคิดอะไรได้หัวใจเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เจคลองนึกภาพตามแล้วจึงพบว่าที่ผ่านมาเขาให้ความสำคัญกับพลังเวทจริง ๆ ทั้งที่มันเป็นจุดด้อยของเขาด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากเป็นไปตามที่เออร์วินพูดก็หมายความว่าเขาอาจมีทางอื่นที่จะพัฒนาตนเองได้อยู่ เจคพยายามกุมมือที่สั่นเทาด้วยความตื่นเต้นถามว่า
“สามารถพิสูจน์ได้ไหมว่าที่พูดเป็นความจริงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อที่แต่งขึ้น”
เออร์วินยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะอธิบาย
“พวกผู้ใช้เวทจำแลงอสูรมักจะมีความสามารถที่สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้คู่ต่อสู้ก็คือความสามารถเยียวยาบาดแผลด้วยตนเอง เพียงแต่ความสามารถนี้อาจจะดูเหมือนไร้เทียมทานแต่แท้จริงแล้วมันใช้วิธีการจ่ายมานาในการรักษาบาดแผล ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าหากเผชิญหน้ากับผู้ใช้เวทจำแลงอสูร วิธีรับมือที่ดีที่สุดคือรักษาระยะห่างแล้วเน้นสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายจากระยะไกลเพื่อล่อให้ผลาญพลังมานาจนหมดไปกับการรักษาบาดแผลจนในที่สุดก็คลายการแปลงร่างแล้วจึงค่อยปิดเกม เพียงแต่ว่าวิธีนี้อาจฟังดูเหมือนง่ายแต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะความสามารถในการรักษาบาดแผลตนเองเป็นเพียงแค่ส่วนเสริมเท่านั้น แต่ความน่ากลัวที่แท้จริงกลับเป็นศักยภาพที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดต่างหาก ทั้งความเร็วและพละกำลังซึ่งต่อให้ถอยออกมาเพื่อรักษาระยะห่างก็สามารถถูกเข้าประชิดและปิดเกมได้อย่างง่ายดาย”
เออร์วินเว้นไปพักหนึ่งก่อนจะพูดอีกว่า
“ผมประเมินได้จากท่าทีที่กอริลลาตัวนั้นคล้ายไม่เห็นผมในสายตาก็เดาได้ว่าเป็นพวกเย่อหยิ่งยโสทั้งยังโอหังลำพอง จึงทำการยั่วยุให้เขาโมโหจนเขากวาดแขนมั่วซั่วทำให้ผมสามารถหลบได้อย่างง่ายดายจนผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คุณเห็น ทั้งทักษะการก้าวเท้าที่ใช้ในการหลบการตัดสินใจว่าควรเคลื่อนไหวยังไงล้วนเป็นสิ่งที่ได้มาจากการฝึกฝนทั้งสิ้น และนี่คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องจำไว้นะครับ ความโกรธมันอาจดูเหมือนทำให้คุณมีพลังแต่แท้จริงแล้วมันกลับตรงกันข้าม มันไม่เพียงแต่บั่นทอนความสามารถคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจก็จะทื่อด้านลืมเลือนได้แม้แต่สิ่งที่ควรปกป้องนั่นคือสิ่งที่คุณต้องระวังให้ดี”
เจคมองหน้าเขาแล้วถามว่า
“สรุปคือห้ามโกรธสินะ?”
เออร์วินส่ายหน้า
“คุณเป็นมนุษย์คุณไม่สามารถควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธได้หรอกครับสิ่งที่คุณต้องทำจริง ๆ ก็คือควบคุมไม่ให้ความโกรธมันอยู่เหนือเหตุผลก็พอ”
เรเวนนึกย้อนไปยังเหตุการณ์ในอดีตอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไร เจคถามอีกว่า
“แล้วคุณจะช่วยฝึกผมได้ไหมให้ผมแกร่งเหมือนคุณ”
คำพูดของเจคดูสุภาพอย่างเห็นได้ชัดเขามองมายังเออร์วินด้วยสายตาคาดหวัง เออร์วินตอบกลับไปว่า
“เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้วครับเพราะพวกคุณเป็นทหารของผมนี่ครับ เดิมทีที่ให้พวกคุณตื่นมาวิ่งวิดพื้นและเรียนหนังสือก็เพื่อปูพื้นฐานสำหรับการฝึกทักษะต่าง ๆ ในอนาคตครับ”
พออีกฝ่ายพูดถึงเรื่องให้ตนมาเป็นทหารเจคก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง เพราะหากสิ่งที่เด็กชายพูดเป็นความจริงการต้องการให้ตนเป็นทหารส่วนตัวให้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เช่นนั้นอีกฝ่ายต้องมีเป้าหมายอยู่เป็นแน่
“ขอถามหน่อยได้ไหมครับคุณคิดจะทำอะไรกันแน่”
เออร์วินตอบสั้น ๆ ว่า
“ปฏิรูปเมืองนี้”
เจคหรี่ตาทันทีที่ได้ยินเขาพูด แต่เรเวนกลับหรี่ตามองเขาตอนที่เขาพูดต่ออีกว่า
“นี่คือแผนขั้นแรก”
เรเวนคิดในใจว่า
‘ว่าแล้ว’
เรเวนพอเดาได้แต่แรกว่าเออร์วินไม่มีทางหยุดแค่การปฏิรูปเมืองนี้แน่ซึ่งเธอก็เดาถูก แต่เธอกลับแทบลืมหยุดหายใจเมื่อเออร์วินพูดว่า
“ส่วนเป้าหมายที่แท้จริงก็คือการเปลี่ยนแปลงกฎของโลก รื้อระบบเจ็ดอาณาจักรใหญ่ และเปลี่ยนไพร์ล็อกให้กลายเป็นมหาอำนาจที่ไม่ว่าใครก็ยำเกรง”
“ “จะบ้าเหรอ” ”
เรเวนกับเจคพูดพร้อมกันด้วยเสียงลั่นบ้านจนอันนากับเนียตกใจแล้วพากันหันมามองเป็นตาเดียว เจคกับเรเวนต่างคิดแบบเดียวกันก็คือ ‘นี่เป็นความคิดที่เสียสติชัด ๆ’ เจ็ดอาณาจักรใหญ่ครองความยิ่งใหญ่มานับพันปีมันไม่ใช่สิ่งที่คนซึ่งเกิดมาพร้อมกับข้อบกพร่องในพลังเวทอย่างเออร์วินบอกว่าจะรื้อก็รื้อได้
“คุณรู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา”
เจคถามออกมาแต่เออร์วินกลับเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า
“ในการปฏิรูปเมืองนี้ตอนนี้แผนขั้นแรกกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เพื่อให้เป้าหมายของผมลุล่วงผมจึงต้องการกำลังส่วนตัวที่พร้อมจะรับคำสั่งจากผมน่ะครับ”
“เธอยังไม่ได้ตอบคำถามเขาเลยนะ”
เรเวนถามขึ้นส่วนเจคก็จ้องหน้าเออร์วินคล้ายต้องการทราบว่าเขาจะตอบยังไง
“ผมก็แค่คิดเล่น ๆ น่ะครับ”
“ “คิดเล่น ๆ?” ”
เจคกับเรเวนอุทานพร้อมกันเออร์วินเพียงยิ้มให้ทั้งคู่ก่อนจะตอบว่า
“ผมก็แค่พูดเผื่อไว้น่ะครับว่าบางทีเป้าหมายในการปฏิรูปและพัฒนาเมืองนี้ของผมอาจมีอุปสรรคเป็นโลกใบนี้ก็ได้”
เออร์วินพูดจบอันนากก็เดินเข้ามาพร้อมยกหม้อที่มีควันร้อนลอยกรุ่นออกมาวางบนโต๊ะ เออร์วินสูดควันที่ลอยมาพร้อมบอกว่า
“เป็นสตูไก่ที่หอมมากเลยครับ”
“ขอบคุณค่ะ แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณคุณเออร์วินนะคะที่แนะนำวิธีปรุงอาหารอร่อย ๆ ให้”
“ด้วยความยินดีครับ”
“แล้ว” อันนาเหลือบมองเจคกับเรเวนที่มีสีหน้าพิกล “พวกเขาเป็นอะไรกันคะ”
เออร์วินยิ้มให้อันนาก่อนจะตอบว่า
“สงสัยโรคลมบ้าหมูกำเริบน่ะครับ”
“ “ใครเป็นโรคลมบ้าหมูกันครับ, ย่ะ” ”
เจคกับเรเวนพูดพร้อมกันอีกครั้งในขณะที่อันนาก็ได้แต่สงสัย ส่วนเนียถือจานเดินมาที่โต๊ะก่อนจะพูดว่า
“พิลึกคน”