ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 10 บทสดสอบสิบฉายา ปะทะเทพกระบี่

            “ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่เจ้าแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าวพร้อมกับมองไปยังจอมยุทธ์ชุดเขียวที่กำลังทำหน้าเคร่งเครียด  เพราะว่านอกจากพวกมันไม่อาจวางกับดักใส่เซี่ยชิงเอ๋อร์ ยังสูญเสียสหายที่มีพลังระดับราชัน อาศัยเพียงจอมยุทธ์ขั้นกลางย่อมไม่สามารถรอดไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน

            “จะคอยขัดขวางแผนการของเราไปถึงไหน!!” อสุรกายโลหิตในร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียวได้กล่าวออกมาอย่างหัวเสีย ชื่อของอูหลินเฟิงคือหนึ่งในรายชื่อของรายชื่อเฝ้าระวังพิเศษ รายของบุคคลที่แดนจันทราโลหิตได้หมายหัวเอาไว้ อูหลินเฟิงที่คอยขัดขวางแผนการขององค์ชาย เสวี้ยเจ๋อ ระดับของอูหลินเฟิงในรายชื่อเฝ้าระวังนั้นสูงกว่าจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์บางคนเสียอีก

            “พวกเจ้าพลาดเองที่บังอาจมาเพ่งเล็งตระกูลของข้าตั้งแต่แรก หากพวกเจ้าไม่ได้คิดจะทำลายตระกูลของข้า บางทีแผนการของเจ้าอาจจะยังดำเนินต่อไปได้โดยที่ข้าก็ไม่อาจรับรู้” อูหลินเฟิงกล่าว เรียกว่าได้หากในตอนแรกหากแดนจันทราโลหิตไม่ได้วางแผนสังหารล้างตระกูลอู เขาก็อาจจะไม่ได้ขัดขว้างพวกมันถึงขนาดนี้ก็ได้ แต่ว่าผู้ที่หันปลายดาบมาก่อน ก็คือแดนจันทราโลหิต

            “วันนี้ข้าจะสังหารเจ้าให้ได้” จอมยุทธ์ชุดเขียวกล่าว พร้อมๆ กับประสานลมปราณวายุไปยังกระบี่ ฟาดฟันคลื่นกระบี่วายุที่รวดเร็วและรุนแรงไปยังอูหลินเฟิง

    อูหลินเฟิง ที่เห็นคลื่นกระบี่วายุ ตรงเข้ามากลับไม่ได้คิดจะหลบเลยแม้แต่น้อย เขานำกระบี่ของตัวเองกลับเข้าฝักกระบี่ ตั้งท่ากระบี่ที่ไม่ว่าใครในนี้เห็นต่างรู้ได้ทันทีว่าเป็นท่ากระบี่ของใคร เพราะมันคือการตั้งท่าแบบเดียวกับ เทพกระบี่คงหมิง กระบวนท่าที่ทำลายกระบี่สองธาตุ ที่พวกเขาได้เห็นมาก่อนหน้านี้

    ตั้งแต่ที่อูหลินเฟิงหลอมรวมวิญญาณกับเรนและลุค เขาได้รับอิทธิพลนิสัยบางส่วนมาจากทั้งสอง เขาได้นิสัยขี้ระแวงมาจาก ลุค ทำให้เขาชอบต่อสู้โดยการซ่อนพลังของตนเอง แต่นิสัยโดยส่วนลึกของเขากลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เขากลับต้องการแสดงพลังของตนเองมากกว่าที่เขาจะรู้ตัว เพราะว่าเมื่อเขาสามารถใช้พลังลมปราณได้ กลับคิดรูปแบบลมปราณสายอาณาเขตที่ใช้ยากและต้องอาศัยพลังลมปราณมหาศาลในร่างกาย

            อาณาเขตปราณไร้ธาตุของอูหลินเฟิง ไม่เหมือนกับของจงหมิ่น อูหลินเฟิงจะสามารถสะกดข่มพลังธาตุได้เฉพาะผู้ที่มีระดับลมปราณเท่ากันเท่านั้น ไม่เหมือนกับจงหมิ่นที่สามารถใช้อาณาเขตปราณไร้ธาตุสะกดข่มพลังธาตุ ได้แม้กระทั่งผู้ที่มีระดับพลังสูงกว่าเนื่องจากมีลมปราณที่มหาศาลและหนาแน่นกว่าคนในระดับเดียวกันอย่างมหาศาล

            อูหลินเฟิงที่ไม่ได้มีอาจารย์สอนวิชากระบี่ มีเพียงเจี้ยนฝูที่สอนเพลงกระบี่ระดับต่ำที่ไม่อาจสอนการใช้ลมปราณธาตุ จึงไม่เคยคิดจะนำลมปราณธาตุมารวมไว้กับเพลงกระบี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเขาได้เห็นเพลงกระบี่ของเทพกระบี่คงหมิง ที่รวมลมปราณไร้ธาตุประสานเพลงกระบี่สร้างเป็นคลื่นกระบี่ไร้ธาตุ ที่สามารถตัดพลังปราณธาตุของผู้อื่นได้

            “การตั้งกระบวนท่าแบบนั้น กระบวนท่าของเทพกระบี่คงหมิง!” เสียงของจอมยุทธ์ที่เห็นการตั้งท่าของอูหลินเฟิง เผลอพูดออกมาอย่างตกใจ จะบอกว่าอีกฝ่ายเห็นการใช้กระบวนท่าของเทพกระบี่คงหมิงเพียงสองครั้งก็สามารถใช้เพลงกระบี่ตามได้แล้วอย่างนั้นหรือ

            เพลงกระบี่ไร้ธาตุ หนึ่งตัดสรรพธาตุ อูหลินเฟิง ชักดาบออกจากฝักกระบี่ พร้อมกับส่งคลื่นกระบี่ไร้ธาตุโจมตีไปยังคลื่นกระบี่วายุ แม้คลื่นกระบี่วายุจะถูกส่งออกมาจากชนชั้นจอมยุทธ์ที่มีระดับลมปราณเหนือกว่า แต่คลื่นกระบี่ไร้ธาตุกับสามารถฟันคลื่นกระบี่วายุออกเป็นสองส่วนได้ คลื่นกระบี่วายุจึงโดนผ่าออกจากกัน ไม่อาจตรงเข้าเล่นงานร่างของอูหลินเฟิง

            “เขาทำได้ เหมือนพลังของเทพกระบี่คงหมิง” เสียงของผู้คนกล่าวออกมาอย่างตกใจ เพลงกระบี่ของอูหลินเฟิงช่างเหมือนกับของเทพกระบี่คงหมิง สามารถตัดคลื่นกระบี่ของผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าเพลงกระบี่ของอูหลินเฟิงจะมีพลังที่อ่อนแอและยังไม่ความเฉียบคมเท่ากับร่างเสมือนของเทพกระบี่คงหมิง แต่ว่าก็สามารถทำให้คนที่พบเห็นตื่นตะลึงได้อยู่ดี คลื่นกระบี่ไร้ธาตุของอูหลินเฟิง ยังคงพุ่งตรงเข้าหาร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียว

            “อะไรกัน!!” จอมยุทธ์ชุดเขียวรีบใช้ท่าเท้าของตนเองเพื่อหลบคลื่นกระบี่ แต่ว่า

            ทักษะจิตประสานวิญญาณ เยือกแข็งจิตวิญญาณ ทั้งร่างกายและความคิดของจอมยุทธ์สุดเขียวเชื่องช้าลงไม่อาจหลบกระบี่ได้ดั่งใจ โดนคลื่นกระบี่ไร้ธาตุฟันเข้าที่กลางลำตัวอย่างจัง ไม่ใช่แค่โดนที่กลางลำตัวเท่านั้น แต่คลื่นกระบี่นั้นยังตัดไปโดนแก่นโลหิตอันเป็นจุดอ่อนของอสุรกายโลหิตอีกด้วย

    ร่างของจอมยุทธ์ชุดเขียวค่อยๆ สลายกลายเป็นเพียงกองโลหิตเท่านั้น เหลือไว้เพียงเสื้อผ้า กระบี่และสร้อยคอรูปนกกระเรียนสีขาวเท่านั้น

            “เขาสามารถจัดการอสุรกายตัวนั้นได้ง่ายเพียงนี้??” จอมยุทธ์หลายคนที่เคยเข้าปะทะ กันกับอสุรกายโลหิตแต่ก็ไม่อาจชนะได้กล่าวออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา อูหลินเฟิงสามารถชนะได้ด้วยเพลงกระบี่เดียวเท่านั้น

            “อสุรกายพวกนี้จะมีจุดอ่อน คือแก่นโลหิตภายในร่างกาย หากสามารถโจมตีโดน พวกท่านก็จะสามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่ว่าพวกมันเองก็สามารถย้ายแก่นโลหิตไปได้ทั่วร่าง ในตอนที่มันสู้กับพวกท่านมันก็คอยควบคุมแก่นโลหิต หลบการโจมตีของพวกท่าน แต่ข้าเพียงสามารถทำให้มันคิดช้าลงจนไม่อาจเคลื่อนย้ายแก่นโลหิตได้ก็เพียงเท่านั้น” อูหลินเฟิงอธิบาย การกระทำของเขานั้นฟังดูเหมือนง่ายแต่ว่า อย่างแรกคือจะต้องมองเห็นแก่นโลหิตของอีกฝ่าย อย่างที่สอง คือจะต้องมีพลัง ในการชะลอความนึกคิดของอีกฝ่ายที่จะเคลื่อนย้ายแก่นโลหิต ไม่อย่างนั้นย่อมไม่อาจสังหารอสุรกายโลหิตได้อย่างง่ายดายเช่นนี้

            เมื่อการสังหารอสุรกายโลหิตจบลง การประลองบนเวทีเองก็จบลงแล้วเช่นกัน จอมยุทธ์ทั้งสามที่ขึ้นไปยังสนามประลองไม่อาจต้านทานเพลงกระบี่ที่รุนแรงของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาได้ จอมยุทธ์ร่างผอมถึงกับโดนทะลวงร่างกาย สิ้นใจภายในสนามประลอง ส่วนอีกสองคนบาดเจ็บสาหัส

    ทำให้คนทั้งหลายในที่นี้รู้ว่า การประลองกับเทพกระบี่นั้น จำเป็นจะต้องเตรียมใจที่จะตายก่อนจะขึ้นไป นับว่าราชันคนแรกโชคดีนัก ที่ไม่บาดเจ็บและตายในการประลอง เขาโดนเพียงผลักออกมาจากสนามประลองเท่านั้น

            เมื่อการประลองขอสามจอมยุทธ์จบลงกลับ ไม่ได้มีใครกล้าขึ้นไปบนเวที ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขากลัวที่จะตายแต่ว่า พวกเขายังกลัวว่าจะมีอสุรกายโลหิตหลงเหลืออยู่ แล้วคอยเล่นงานพวกเขาทีเผลอ อูหลินเฟิงที่สามารถสัมผัสถึงความหวาดระแวง ของผู้คนใน ห้องโถงแห่งนี้กลับไม่ได้พูดอะไร เขาปล่อย ให้ความระแวงนี้ยังอยู่ในใจของผู้คนภายในห้องโถงต่อไป คนที่รู้ว่าไม่มีอสุรกายเหลืออยู่มีเพียง อูหลินเฟิง อูหมินจิง ไป๋หลันฮวา และ เซี่ยชิงเอ๋อร์เท่านั้น

            “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่” ไป๋หลันฮวา ได้ถามสหายของตนหลังจากที่เห็นว่าเซี่ยชิงเอ๋อร์ ลุกขึ้นมาได้แล้ว

            “ข้าไม่เป็นไร จริงๆ แล้วก็ไม่ได้บาดเจ็บตั้งแต่แรกแต่ว่านี่คือแผนการที่จะโจมตีสวนกลับคนที่คิดจะจากการข้า ตอนที่บาดเจ็บ ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าเป็นห่วง” เซี่ยชิงเอ๋อร์ กล่าวขอโทษสหายของตน อูหลินเฟิงเองก็ได้เดินกลับเข้ามายังกลุ่มเช่นกัน

            “แผนแบบนี้ แผนของเจ้างั้นสินะ” ไป๋หลันฮวาถาม เมื่อเห็นว่าอีกอูหลินเฟิงเดินกลับมา นางจ้องเขม็งไปยังอูหลินเฟิงราวกับกำลังโมโหอีกฝ่ายอยู่ที่กล้าหลอกนางอีกแล้ว

            “ต้องขออภัยด้วย คุณหนูไป๋ แต่การจะหลอกศัตรูให้ได้ก็ต้องหลอกมิตรให้ได้ก่อน” อูหลินเฟิงกล่าว

            “ชิ ช่างมันอย่างน้อยก็สามารถกำจัดอสุรกายโลหิตภายในสุสานแห่งนี้ได้จนหมดแล้ว” ไป๋หลันฮวากล่าว นางเองก็ได้รับรู้ถึงจำนวนของอสุรกายโลหิตจากสหายของตน เท่านี้ก็เหลือเพียงแค่ระวังตัวจากความโลภของผู้อื่นก็พอ

            “คุณหนูไป๋ใจกว้างยิ่งนัก คุณหนูเซี่ยท่านคิดจะขึ้นประลอง..ใช่หรือไม่" อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่เขาเห็นว่าไป๋หลันฮวา ไม่ได้ติดใจเอาความ ก็หันไปถามเซี่ยชิงเอ๋อร์ ที่กำลังจ้องมองไปยังร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา

            “ใช่” เซี่ยชิงเอ๋อร์ตอบเพียงเท่านั้นจากนั้นกระโดดขึ้นไปยังลานประลองทันที “ข้าขอประลองกับเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา” ร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา ได้กระโดดลงมายังลานประลองตามคำเรียกร้องของเซี่ยชิงเอ๋อร์ ระดับพลังของร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยาได้กลายเป็นระดับหกขั้นกลางแบบเดียวกับเซี่ยชิงเอ๋อร์

            “เจ้าคิดว่ายังมีบททดสอบอื่นอีกหรือไม่” ไป๋หลันฮวาถามอูหลินเฟิง นางคิดว่าคนที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ภายในสุสานได้ดีที่สุดคือชายตรงหน้า

            “ข้าคิดว่านี่คงเป็นบททดสอบสุดท้ายแล้ว บททดสอบแรก คือการคัดเลือกคนที่รู้จักประวัติและคาดเดาช่วงเวลาและวิธีการเข้าสุสานของเทพกระบี่คงหมิง บททดสอบที่สองแม้จะมีแตกต่างกันแต่มีจุดร่วมคือต้องการให้รับรู้ความยากลำบากที่เทพกระบี่คงหมิงเคยได้รับสมัยเยาว์วัย ส่วนบททดสอบนี้คงเป็นบททดสอบช่วงที่สามเป็นบททดสอบที่จะให้รับรู้ว่าผู้ที่ได้รับนามเทพกระบี่แข็งแกร่งเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเทพกระบี่คงหมิงหรือเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา” อูหลินเฟิงบอก เขาพูดเพียงเท่านั้นจากนั้นทั้งตัวเขา อูหมินจิงและไป๋หลันฮวา ต่างมองขึ้นไปยังบนลานประลอง ไม่ใช่เพียงแค่เขาสองคนเท่านั้นแต่ว่าทุกสายตาของผู้ที่ยังเหลืออยู่ในสุสานแห่งนี้ต่างมองไปยังลานประลองตรงหน้าทั้งสิ้น

            เพราะว่า เซี่ยชิงเอ๋อร์ คืออัจฉริยะด้านกระบี่อันดับหนึ่งของทวีป และยังได้รับการขนานนามว่าเป็นเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยากลับชาติมาเกิด ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปคือการประลองของสุดยอดมือกระบี่จากทั้งสองยุค ไม่มีใครในที่นี้ที่กล้าแม้แต่จะกะพริบตาเลยแม้แต่คนเดียว คนทั้งหมดต่างจ้องไปยังร่างทั้งสองบนเวที

            ทั้งเซี่ยชิงเอ๋อร์และร่างเสมือนของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา ไม่มีใครที่ชักกระบี่ออกมา ทั้งสองกับยืนจ้องหน้ากันอยู่เฉยๆ จากนั้นที่ใจกลางระหว่างทั้งสอง เกิดแต่แรงปะทะของจิตคุกคามที่ถูกส่งมาจากทั้งสองคน การปะทะกันของจิตคุกคามทั้งสอง ราวกับการปะทะของกระบี่ที่มองไม่เห็นอันแหลมคม แรงปะทะของจิตคุกคามจากทั้งสองนั้นรุนแรงจนกระทั่งสนามประลองเกิดรอยร้าว

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน