เจียงอี่โหลวทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ผ่านไปพักใหญ่จึงพูดว่า “เื่นี้แม่ขอคิดดูก่อน ต้องรอพ่อของแกกลับมาแล้วค่อยปรึกษากัน บ้านตระกูลจิ่งซับซ้อนเกินไป ไม่เหมาะที่จะเป็ญาติเกี่ยวดอง แล้วก็จิ่งเยี่ยนกุยคนนั้นนิสัยอ่อนแอเกินไป ไม่มีทางรับมือเื่ใหญ่ได้ ถ้าลูกแต่งงานกับเธอ ต่อไปพวกคนบ้านตระกูลจิ่งคงมารบกวนลูกทุกวันแน่ๆ!”
ฟางเสียนจือพูดเสียงเรียบว่า “แม่ครับ แม่คิดจริงๆ เหรอว่าคนนิสัยอ่อนแอจะรอดพ้นจากเื่ในวันนี้มาได้โดยไม่เป็อะไรเลย?”
เจียงอี่โหลวชะงักไปเล็กน้อย ฟางเสียนจือจึงพูดต่อ “แม่ลองคิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้สิ เธอดูเหมือนอ่อนแอ แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเธอ ต่อให้ผมไม่ออกไปช่วยในวันนี้ เธอก็เปิดโปงคำโกหกของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยได้ ชี้ให้คนทั้งหมู่บ้านมองเห็นว่าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยเป็คนโเี้อำมหิตและชอบพูดโกหกอยู่ดี”
“วันนี้ตอนที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยจะถีบเธอลงไป ผมเห็นชัดเจนว่าเธอจงใจหลบ ไม่ใช่แค่พลิกตัวเพราะหลับอยู่”
เจียงอี่โหลวได้ยินเขาพูดดังนั้นก็เข้าใจว่าเื่เป็เช่นนั้นจริงๆ เธอพลันตบต้นขาตัวเองด้วยความขุ่นเคืองอยู่บ้าง “งั้นวันนี้ฉันก็ถูกจิ่งเยี่ยนกุยหลอกใช้เป็เครื่องมือเหรอเนี่ย?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ” ฟางเสียนจือพูดทั้งรอยยิ้ม “เธอฉลาดมาก วันนี้ต่อให้แม่ไม่ออกไปช่วย เธอก็ปกป้องตัวเองได้อยู่ดี แต่แม่แค่บังเอิญเข้าไปช่วยเท่านั้นเอง”
เขามองออกถึงแผนการของจิ่งเยี่ยนกุย และรู้ว่าเธอไม่ได้มีชีวิตที่ดีในบ้านตระกูลจิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจเป็จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้ออกไปจากบ้านตระกูลจิ่ง เขาแค่อยากเผชิญหน้ากับเื่เหล่านี้ไปพร้อมกับเธอ จึงประกาศต่อหน้าทุกคนว่าจะแต่งงานกับเธอ
เขายังรู้สึกว่านี่เป็โอกาสที่ดีที่สุดที่เขาจะได้ใกล้ชิดกับเธออย่างถูกต้อง ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป พวกเขาก็อาจจะต้องคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย
เขาอยากทำให้ชีวิตในภายภาคหน้าของเธอเกี่ยวดองกับเขา ทำให้เธอไปจากเขาไม่ได้ตลอดชีวิต!
เจียงอี่โหลวมองฟางเสียนจือด้วยสายตาประหลาดใจ “ลูก การแต่งงานเป็เื่ใหญ่ของชีวิต ลูกต้องคิดให้ดีนะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้ว่าแม่ลูกบ้านตระกูลฟางกำลังหารือกันเื่ของเธอ หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เธอก็กลับไปยังห้องที่ทั้งมืดและอับชื้นของเธอ
บ้านตระกูลจิ่งเป็บ้านดินสองชั้น ชั้นล่างมีสี่ห้อง ส่วนชั้นบนมีสามห้อง
ชั้นล่างตรงกลางเป็ห้องโถง และมีห้องเล็กๆ ขนาบข้างสองห้อง ส่วนห้องที่อยู่นอกสุดเป็ห้องเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคา ภายในแบ่งเป็สามส่วน ส่วนหนึ่งเป็เล้าไก่ ส่วนหนึ่งเป็คอกหมู และส่วนในสุดเป็ห้องนอนของจิ่งเยี่ยนกุย
ทันทีที่จิ่งเยี่ยนกุยเดินเข้าไป ก็ได้กลิ่นเหม็นคละเคล้าของมูลหมูและมูลไก่ ชวนให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกอยากอาเจียน
กลิ่นแบบนี้ ั้แ่หลิวชุนฮวาหลอกให้เธอไปทำงานทางใต้ เธอก็ไม่ได้กลิ่นแบบนี้อีกเลย ตอนนี้เมื่อได้กลิ่นอีกครั้ง ในหัวของเธอก็มีแต่คำว่า “สูตรเดิม กลิ่นเดิมที่คุ้นเคย” จากนั้นเธอจึงเอามือลูบหน้าอกของตัวเอง และพยายามระงับอาการคลื่นไส้
จิ่งเยี่ยนกุยเดินผ่านเล้าไก่และคอกหมูไปตามความทรงจำ จนมาถึงหน้าประตูผุพังที่อยู่ด้านในสุด รู้สึกว่าตัวเธอในชีวิตครั้งก่อนโง่จริงๆ เชื่อไปได้ยังไงว่าเธอเป็ลูกแท้ๆ ของหลิวชุนฮวาและจิ่งเจี้ยนกั๋ว
สภาพห้องแบบนี้ไม่ใช่ที่อยู่ของคนเลย มันเป็ที่อยู่ของสัตว์ต่างหาก ในใจของพวกเขา คงไม่เคยมองเธอเป็คนเลยสักครั้ง เป็แค่สัตว์ที่พวกเขาเลี้ยงไว้เท่านั้น
ตอนเด็กก็ให้ข้าวให้น้ำ พอโตขึ้นมาก็เกาะเธอกิน คอยดูดเืดูดเนื้อจนแห้งเหือดแล้วก็ขายเธอทิ้ง
ชีวิตครั้งก่อนเธอกลับเชื่อจริงๆ ว่าพวกเขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับลูกๆ อีกสามคน เธอยังจำได้ว่าตอนที่หลิวชุนฮวาให้เธอมาอยู่คนเดียวข้างคอกหมู หลิวชุนฮวาพูดว่า “บ้านเราห้องน้อย ไม่พออยู่ แกเป็พี่สาว ต้องดูแลน้องๆ เพราะงั้นแกก็มาอยู่ที่นี่แล้วกัน!”
ตอนนั้นเธอไม่อยากอยู่ที่นี่ หลิวชุนฮวาก็ยังแหวใส่ “ทำไมแกถึงไม่รู้ความแบบนี้ ถ้าไม่อยู่ที่นี่ จะให้น้องๆ ของแกมาอยู่เหรอ?”
เธอจึงยอมประนีประนอม แล้วหลังจากนั้นชีวิตของเธอในบ้านตระกูลจิ่งก็มีแต่การจำยอมครั้งแล้วครั้งเล่า การกดขี่ข่มเหงก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แค่เธอแสดงท่าทีต่อต้านเล็กน้อย หลิวชุนฮวาก็จะตีอกชกหัวบอกว่า เธอไม่รู้จักโต
แววตาของจิ่งเยี่ยนกุยเ็าลง เธอเอื้อมมือไปผลักประตูไม้
ประตูของห้องเป็ประตูไม้เก่าผุพังที่ไม่รู้ว่าไปเอามาจากที่ไหน ตอนเปิดประตูก็มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด หากจิ่งเยี่ยนกุยออกแรงผลักมากไปหน่อย ประตูนั้นอาจจะพังลงเลยก็ได้
ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีม้านั่งสองตัววางแผ่นไม้เก่าๆ ทำเป็เตียงของเธอ ้าของแผ่นไม้รองด้วยฟางข้าวที่ตากแห้งหลังการเก็บเกี่ยว และบนฟางข้าวนั้นมีเสื่อหญ้าที่ทำมาจากหญ้าเติงซิน [1] เก่าๆ ผืนหนึ่งปูทับอีกชั้น
บนเตียงไม่มีผ้านวม มีเพียงพรมสีแดงขาดวิ่นเป็รูหลายรูผืนหนึ่ง
นอกจากนี้ ที่มุมห้องยังมีตู้เสื้อผ้าไม่มีประตู เก่าผุพังขาหักไปข้างหนึ่งจนต้องใช้ก้อนอิฐรองไว้ ข้างในวางเสื้อผ้าที่มีอยู่น้อยนิดเอาไว้สำหรับใส่ในแต่ละฤดู โดยมีเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงสองชุด ฤดูหนาวสองชุด และชุดฤดูร้อนอีกสองชุด
เสื้อผ้าเหล่านี้เต็มไปด้วยรอยปะชุน ส่วนใหญ่เป็เสื้อผ้าเก่าๆ ที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยไม่ใส่แล้ว
ถึงแม้เสื้อผ้าจะเก่า แต่ก็ซักจนสะอาดและพับไว้อย่างเรียบร้อย
จิ่งเยี่ยนกุยมองดูสิ่งเหล่านี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะการถูกกดขี่ทางวัตถุและความยากจน เทียบไม่ได้กับการถูกทารุณกรรมทางจิตใจ สำหรับเธอแล้วมันแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย
เธอผ่านประสบการณ์มาสองชาติ ได้เห็นถึงความเ็าและโหดร้ายของคนตระกูลจิ่ง เธอจะไม่ยอมให้พวกเขามีโอกาสรังแกเธออีก ชาตินี้เธอจะอยู่เพื่อตัวเอง!
สภาพแวดล้อมตรงหน้านี้ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว ตอนนี้เธอต้องพักผ่อนให้เต็มที่ หลังจากนั้นถึงจะมีเรี่ยวแรงรับมือกับคนบ้านนี้
ในขณะที่เธอนั่งลงบนเตียงก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่ในกระเป๋ากางเกง เธอจึงล้วงมือเข้าไปัั แล้วพบว่าเป็ดอกกุหลาบขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำมาจากทองแดง
เธอพลันนึกขึ้นได้ว่า นี่คือสิ่งที่เธอคว้าไว้ได้ตอนที่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยผลักเธอตกหน้าผาในวันนี้ แต่ตอนที่กลิ้งลงมาไม่รู้ว่ามันเข้าไปอยู่ในกระเป๋ากางเกงได้ยังไง
เธอหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียด แต่ก็ดูไม่ออกว่าทำมาจากวัสดุอะไร จึงเตรียมจะโยนมันเข้าไปในตู้ แต่นิ้วชี้ข้างซ้ายดันไปโดนหนามที่อยู่ใต้ดอกกุหลาบทิ่มโดยบังเอิญ จนมีเืสดๆ ไหลออกมาเปื้อนดอกกุหลาบ
จากนั้นเื่ที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น เธอเห็นเืสีสดไหลเข้าไปในดอกกุหลาบอย่างไม่ขาดสาย ดอกกุหลาบที่เดิมทีมีสีทองอ่อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดงสดอย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น
เธอรู้สึกเจ็บแปลบที่นิ้วของเธอ จึงพยายามจะสะบัดดอกกุหลาบทิ้ง แต่กลับต้องใเมื่อพบว่าดอกกุหลาบนั้นแทรกเข้าไปในนิ้วชี้ข้างซ้าย ไม่ว่าจะสะบัดยังไงก็ไม่ยอมออก
“ผีหลอกแล้ว!” จิ่งเยี่ยนกุยสบถเสียงเบา เื่นี้มันน่าเหลือเชื่อจนยากจะอธิบาย
เดิมทีเธอก็มีาแอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเสียเือีก จึงรู้สึกว่าร่างกายเริ่มทนไม่ไหว จนอดสบถในใจไม่ได้ เธอคงไม่มาตายเพราะของประหลาดแบบนี้ทั้งที่เพิ่งย้อนกลับมาเกิดใหม่หรอกมั้ง?
เธอสะลึมสะลือจนผล็อยหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ไม่เห็นดอกกุหลาบนั้นอีกแล้ว เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะบนเสื่อก็ไม่มีรอยเืสักหยด เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็เพียงภาพลวงตาของเธอเท่านั้น
เชิงอรรถ
[1] หญ้าเติงซิน (灯芯草) รู้จักกันในชื่อหญ้าปล้องจีน เป็ไม้ยืนต้นที่มีลักษณะเป็กอคล้ายหญ้า พบในธรรมชาติตามตลิ่งแม่น้ำและหนองน้ำ เมื่อทำให้ส่วนด้านในของลำต้นชุ่มน้ำมันจะสามารถติดไฟได้เป็เวลานาน ในสมัยโบราณ นอกจากใช้เป็โคมไฟ ยังใช้ต้มดื่มบำรุงร่างกายได้อีกด้วย