เช้าวันต่อมา ภณตื่นขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม เขาส่องกระจกและเห็นรอยแดงจาง ๆ ที่คอจากเมื่อคืน หัวใจของเขาเต้นแรงเมื่อนึกถึงััของธนัช เขาตั้งใจว่าจะไม่ผลักดันมากเกินไป แต่ก็หวังว่าธนัชจะเริ่มยอมรับความรู้สึกนี้มากขึ้น
แต่เมื่อถึงโรงพยาบาล ธนัชกลับเ็าอีกครั้ง เขาทำงานกับภณเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืน ภณพยายามหาโอกาสคุย แต่ธนัชตัดบททุกครั้งด้วยเื่งาน “ดูข้อมูลคนไข้ให้เรียบร้อย” “ไปเตรียมเครื่องมือมา” คำสั่งสั้น ๆ ที่ไม่มีช่องให้ภณได้เข้าใกล้
ภณเริ่มรู้สึกสับสน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมธนัชถึงถอยกลับไปเ็าอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อคืนเขาเห็นความอ่อนโยนในตัวธนัชชัดเจน เขาตัดสินใจถามตรง ๆ หลังจากเคสผ่าตัดตอนบ่ายเสร็จ
“หมอครับ” ภณเรียกขณะทั้งคู่เก็บของในห้องผ่าตัด “เมื่อคืนมันไม่มีความหมายกับหมอเลยเหรอครับ”
ธนัชหยุดมือ หันมามองภณด้วยสายตาที่เย็นลง “ฉันบอกแล้วว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น” เขาตอบ “นายอย่าคิดอะไรมาก”
“ผมไม่เชื่อ” ภณสวนกลับ “ถ้ามันไม่มีอะไรจริง ๆ หมอจะกล้าจูบผมเหรอ”
ธนัชกำหมัดแน่น “ฉันเสียสติไปชั่วขณะ” เขาพูด “มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
ภณน้ำตาคลอ “หมอโกหกเก่งนะครับ” เขาพูดเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ธนัชยืนนิ่งด้วยความรู้สึกผิดที่เขาไม่ยอมรับ
ในขณะที่ความสัมพันธ์ของธนัชและภณยังคลุมเครือ นายแพทย์กรณ์ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น กรณ์สังเกตเห็นความผิดปกติของภณ และพยายามเข้าไปปลอบ “นายดูไม่ค่อยดีเลยนะ่นี้ มีอะไรเล่าให้ฉันฟังได้” เขาพูดขณะทั้งคู่ยืนดื่มกาแฟที่ห้องพักแพทย์
ภณยิ้มฝืด ๆ “ไม่มีอะไรครับ แค่เหนื่อย”
“ถ้าเกี่ยวกับหมอธัน นายไม่ต้องกลัวบอกฉัน” กรณ์พูดต่อ “ฉันรู้จักเขามานาน เขาเป็คนปิดตัวเอง แต่เขาไม่ใช่คนใจร้าย”
ภณเงียบไปครู่หนึ่ง “หมอกรณ์เคยเห็นหมอธันชอบใครบ้างไหมครับ” เขาถาม
กรณ์นิ่งไป “ไม่เคย” เขาตอบ “แต่ฉันรู้ว่าเขามีปมบางอย่าง เขาไม่เคยพูด แต่ฉันเดาว่ามันเกี่ยวกับครอบครัวเขา”
คำพูดนั้นทำให้ภณยิ่งอยากเข้าไปในใจของธนัชมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มรู้สึกกลัวว่าธนัชอาจจะไม่มีวันยอมรับเขา
ส่วน ฟาง ก็เริ่มเข้ามายุ่งกับภณมากขึ้น เขาสังเกตเห็นรอยแดงที่คอของภณั้แ่เช้า และแซวด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “รอยอะไรที่คอนายเนี่ย ไปเจอใครมาเหรอ”
ภณหน้าแดง “ไม่มีอะไร” เขารีบปัด “ยุงกัด”
“ยุงตัวใหญ่จัง” ฟางหัวเราะ แต่สายตาของเขามีแววสงสัย เขาเริ่มสงสัยว่าภณอาจมีอะไรกับใครบางคนในโรงพยาบาล และคนที่น่าสงสัยที่สุดในใจเขาคือธนัช
โรงพยาบาลคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายตามปกติ ภณเดินผ่านโถงทางเดินด้วยใบหน้าที่ซ่อนความสับสน เขายังคงรู้สึกถึงรอยััของธนัชจากคืนก่อน การจูบที่ร้อนแรงแต่จบลงด้วยความเ็า ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เหมือนเส้นด้ายที่ตึงจนใกล้ขาด และภณไม่รู้ว่าควรดึงต่อหรือปล่อยไป
ในขณะเดียวกัน ภัทรฟาง หรือที่ทุกคนเรียกว่า หมอฟาง แพทย์หญิงฝึกหัดวัย 24 ปี เพื่อนสนิทของภณั้แ่สมัยเรียนแพทย์ ก็เริ่มเข้ามาใกล้ชิดเขามากขึ้น ฟางเป็ผู้หญิงที่สวยคม ผมยาวสีดำสนิทที่มักมัดสูง ดวงตาคู่คมมองทุกอย่างด้วยความเฉลียวฉลาด เธอฝึกเป็แพทย์ประจำบ้านในแผนกศัลยกรรมทั่วไป ฉลาด ใจเย็น และมีไหวพริบสูง เธอสังเกตเห็นความผิดปกติของภณมานานแล้ว โดยเฉพาะรอยแดงที่คอ สายตาที่มองธนัชบ่อยเกินปกติ และอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่แทนที่จะถามตรง ๆ เธอเลือกที่จะเงียบ และเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ในใจ รอวันที่ทุกอย่างจะเปิดเผยออกมาเอง
เช้าวันนั้นที่โรงอาหาร ฟางนั่งลงตรงข้ามภณด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เธอวางถาดอาหารลงเบา ๆ มือเรียวยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ “นายดูไม่ค่อยดีเลยนะ่นี้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงนุ่ม ๆ แต่แฝงด้วยความหมาย
“เหนื่อยงานน่ะ” ภณตอบสั้น ๆ เขาก้มหน้ากินข้าว หลบสายตาของฟาง
ฟางยกคิ้ว มองไปที่คอของภณ ซึ่งตอนนี้รอยแดงจางไปแล้ว แต่เธอจำได้ดี “จริงเหรอ” เธอถามต่อ “ฉันว่ามันมากกว่านั้นนะ”
ภณชะงัก “หมายถึงอะไร” เขาถามกลับ สายตาเริ่มหวั่นไหว
ฟางยิ้มกว้างขึ้น “เปล่า แค่เป็ห่วงนายเฉย ๆ” เธอพูดแล้วตักข้าวเข้าปาก สายตาของเธอจับจ้องภณอย่างเงียบ ๆ เธอเห็นทุกอย่าง ทั้งท่าทางประหม่า มือที่สั่นเล็กน้อย และสายตาที่เผลอมองไปทางโต๊ะของธนัชที่อยู่ไกล ๆ แต่เธอไม่พูดอะไรต่อ เธอรู้ว่าภณกำลังซ่อนอะไร และเธอเดาได้ว่าเกี่ยวข้องกับธนัชแน่นอน ฟางไม่ใช่คนโง่ เธอสังเกตเห็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือของภณและธนัชั้แ่แรก เธอเคยเห็นทั้งคู่ยืนใกล้กันเกินไปที่มุมตึกเมื่อสองวันก่อน แม้จะมืดเกินกว่าจะเห็นชัด แต่เงาของทั้งคู่บอกอะไรเธอมากพอ เธอรู้ว่ารอยที่คอของภณไม่ใช่แค่ “ยุงกัด” อย่างที่เขาอ้าง และเธอรู้ว่าธนัชมีส่วนในเื่นี้ แต่แทนที่จะเผชิญหน้าหรือถามออกไป เธอเลือกที่จะรอวันที่ภณจะยอมพูดเอง หรือวันที่ธนัชจะเผลอทำอะไรที่เธอจับได้คาหนังคาเขา
“นายเคยบอกฉันนะ ว่าหมอธันเป็ไอดอลของนาย” ฟางพูดขึ้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง “ยังคิดแบบนั้นอยู่ไหม”
ภณสะดุ้งเล็กน้อย “อือ…ก็ใช่” เขาตอบ “หมอเก่งมาก ฉันอยากเป็แบบเขา”
ฟางพยักหน้า “เก่งจริง แต่คนเก่ง ๆ แบบนั้นมักมีอะไรซ่อนอยู่เสมอ นายว่าไหม” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะหยั่งเชิง
ภณหลบตา “ฉันไม่รู้” เขาตอบเบา ๆ
ฟางยิ้มมุมปาก “ไม่เป็ไร วันหนึ่งนายอาจจะรู้เอง” เธอลุกขึ้นจากโต๊ะ “ไปก่อนนะ มีเคสต้องดู” เธอเดินจากไป ทิ้งให้ภณรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุ
หลังจากวันนั้น ธนัชยังคงรักษาระยะห่างจากภณ เขาทำงานกับภณเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน ภณรู้สึกเ็ปแต่พยายามไม่แสดงออก เขาทุ่มเทกับงานมากขึ้น หวังว่าการพิสูจน์ตัวเองในฐานะแพทย์จะทำให้ธนัชหันมามองเขาบ้าง
วันหนึ่ง มีเคสฉุกเฉินเข้ามา ชายวัย 40 ปี ขาหักและมีเืออกในช่องท้องจากการถูกรถชน ธนัชต้องลงผ่าตัดด่วน และภณถูกเรียกตัวมาช่วย ในห้องผ่าตัด ทั้งคู่ทำงานร่วมกันอย่างเงียบ ๆ ธนัชสั่งการด้วยความแม่นยำ ขณะที่ภณตามทุกขั้นตอนได้อย่างดี มีจังหวะหนึ่งที่ธนัชต้องใช้มือกดหลอดเืเพื่อหยุดเืไหล มือของภณเผลอไปทับมือธนัช ทั้งคู่ชะงักไปวินาทีหนึ่ง แต่ไม่มีเวลาคิดอะไร พวกเขาทำงานต่อจนคนไข้รอด
หลังผ่าตัด ภณตัดสินใจตามธนัชไปที่ห้องพักแพทย์ เขาต้องเคลียร์ความรู้สึกนี้ให้ชัดเจน “หมอครับ” เขาเรียกขณะธนัชกำลังล้างมือ “ผมขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
ธนัชหันมามอง “มีอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“เื่เมื่อคืน…” ภณเริ่ม “มันไม่มีความหมายกับหมอเลยเหรอครับ”
ธนัชหยุดมือ เขาเช็ดมือช้า ๆ ก่อนตอบ “ฉันบอกนายแล้วว่ามันไม่ควรเกิดขึ้น”
“แต่หมอเริ่มก่อน” ภณพูดต่อ “ถ้ามันไม่มีอะไร ทำไมหมอถึงทำแบบนั้น”
ธนัชกำหมัดแน่น “ฉันเสียสติไปชั่วขณะ” เขาพูด “มันจะไม่เกิดขึ้นอีก”
ภณน้ำตาคลอ “ผมไม่เชื่อ” เขาพูดเบา ๆ “หมอรู้สึกอะไรกับผม ผมรู้”
ธนัชหันมามองตาภณ “นายอย่าคิดอะไรไปเอง” เขาตอบ “ไปพักเถอะ” เขาเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ภณยืนนิ่งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง