ลูกกวาดวิญญาณลูกนี้ไป๋เสียได้ผสมส่วนผสมพิเศษลงไประหว่างหลอม ทำให้อิทธิฤทธิ์ของลูกกวาดเปลี่ยนแปลงไปชนิดพลิกฟ้าคว่ำพสุธา
เพียงแค่กินลูกกวาดวิญญาณที่มีลวดลายม่วงดำวิญญาณก็จะถูกดูดออกไป กลายเป็นร่างไร้วิญญาณไร้ความคิดทันที
‘ตัวตน’ จะไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างจะทำตามคำสั่งของไป๋เสีย
“ข้าบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรืออิทธิฤทธิ์ลูกกวาดวิญญาณน่ะ!” ไป๋เสียเอ่ยด้วยความโกรธ
“ก็เพราะรู้อย่างไรเล่าถึงไม่อยากให้เจ้าใช้ส่งเดชเช่นนี้!”
อย่างไรเสียร่างกายนี้ก็เป็นของเขาลู่เต้าจึงได้เปรียบในการช่วงชิงควบคุมร่าง มือที่กำลังจะป้อนลูกกวาดพลันสั่นเทา และค่อยๆเลื่อนลงทีละนิด
“อย่าแม้แต่จะคิด!”เมื่อเห็นดังนั้น ไป๋เสียจึงคิดจะใช้พลังวิญญาณในร่างกายเพื่อหยุดเขา
ด้วยพลังฝึกวิชาของไป๋เสียเรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องง่ายๆ ด้วยซ้ำ
ส่วนหงฮวาที่หลงใหลเสน่ห์ของลู่เต้าหมดหัวใจก็หลับตารอคอยอยู่นานแต่เขากลับไร้ซึ่งท่าทีใดๆ นางที่อดใจรอไม่ไหวก็ลืมตาขึ้นเพื่อจะดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อนางลืมตามา ก็เห็นลู่เต้าที่ใบหน้าแดงก่ำพยายามสู้กับแขนตัวเองอยู่
เห็นเพียงว่าเขาใช้มือขวากุมมือซ้ายไว้แน่นดวงตาจ้องมองลูกกวาดสีม่วงดำในมือไม่วางตา ทั่วร่างสั่นเทิ้มด้วยแรงที่เค้นออกมา
“มือเป็นตะคริวหรือเจ้าคะ”หงฮวาผู้ซื่อใสเอ่ยขึ้นโดยไม่ลังเล ก่อนจะหยิบลูกกวาดวิญญาณในมือลู่เต้าใส่เข้าไปในปากเขา
ลู่เต้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจตอนนั้นเขากับไป๋เสียกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนลืมหงฮวาไปเสียสนิทการกระทำที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นนี้ ทำให้ทั้งคนทั้งวิญญาณต่างก็ตกใจ ลู่เต้ารีบพ่นลูกกวาดวิญญาณที่ยังไม่ทันละลายลงพื้นทันที
จากนั้นเขาก็รีบเอานิ้วล้วงคอหมายจะอาเจียนออกมา ด้วยความกลัวว่าลูกกวาดวิญญาณจะละลายในปากกลืนลงท้องไปแล้ว
“โอ้? ที่แท้ลูกกวาดวิญญาณก็ใช้แบบนี้ได้ด้วย” ไป๋เสียปรากฏตัวขึ้นในห้องมองหงฮวาด้วยแววตาครุ่นคิด “แม่หนูนี่ทำให้ข้านึกอะไรออกแล้ว”
“พูดถึงคนที่ควรกินลูกกวาดวิญญาณ...”ไป๋เสียเหลือบมองลู่เต้าที่พยายามล้วงคอจนจะอ้วกออกมา พลางเอ่ยเสียงเบา “ดูเหมือนจะมีคนผู้หนึ่งที่มีความสำคัญมากกว่าแม่หนูนี่อีกนะ”
“ที่แท้คนที่ควรจะกินลูกกวาดที่สุดก็คือข้าอย่างนั้นหรือ!?” ลู่เต้าที่พูดไม่ออกได้แต่พยายามข่มกลั้นอาการคลื่นเหียนจนน้ำตาแทบไหล
“มีขโมยขึ้นห้องคุณหนู!!!!”
ในที่สุดเสียงโวยวายของลู่เต้าก็ทำให้คนรับใช้ในจวนตระกูลหงสังเกตเห็นทั่วทั้งจวนสว่างไสวไปด้วยแสงไฟอีกครั้ง ทุกคนที่ยังไม่หลับต่างก็วิ่งตรงไปที่ห้องหอของหงฮวาเสียงฝีเท้ามากมายดังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว!
“แย่แล้ว!”ลู่เต้าเห็นความวุ่นวายที่ตัวเองก่อขึ้น ก็กลัวว่าหากไม่รีบไปจะยิ่งทำให้เข้าใจผิดจึงรีบพูดทิ้งท้ายว่า “ไว้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่” แล้วก็ปีนออกไปทางหน้าต่างเดิมที่แอบเข้ามา
เขายังไม่ทันจะจากไปประตูห้องก็ถูกพวกคนรับใช้ที่ถือกระบองไม้พังเข้ามาพวกเขาเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างหวาดระแวง มองไปรอบๆ เพื่อหาตัวหัวขโมย
“คุณหนู!ท่านปลอดภัยดีหรือไม่!!!!” สาวใช้คนหนึ่งวิ่งไปหาหงฮวา ก่อนจะตรวจดูอย่างกังวลเกรงว่าคุณหนูของตนจะถูกขโมยทำร้าย
“ข้าไม่เป็นไร” หงฮวายิ้มบางๆ
เมื่อเห็นว่าคุณหนูของตนเองปกติดีสาวใช้ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อตั้งสติได้แล้ว นางก็หันไปมองหน้าต่างที่ลู่เต้าปีนหนีออกไป“ดูเหมือนช่วงนี้ต้องเพิ่มการตรวจตราให้เข้มงวดขึ้นแล้ว”
หงฮวามองหน้าต่างตามสายตาสาวใช้ก่อนจะเอ่ยรับคำด้วยสีหน้าลำบากใจ “อืม...”
“เขา...ไปแล้วหรือ”
ยัง
ลู่เต้าที่กำลังกระโดดออกไปนอกหน้าต่างพลาดท่าเข้าไปเกี่ยวกับขอบหน้าต่างจนสุดท้ายคางกระแทกพื้น
หากเป็นคนธรรมดาคงตาเหลือกหมดสติไปแล้วแต่โชคดีที่ร่างกายของลู่เต้าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปการกระแทกที่รุนแรงถึงชีวิตเช่นนี้ทำแค่ให้เขาตกใจเท่านั้นเหมือนกับตอนที่คนทั่วไปเดินลงบันไดแล้วพลาดเหยียบพลาดไปหนึ่งขั้นนั่นละ
บนพื้นสวนปลูกผักผลไม้ไว้มากมายยิ่งไปกว่านั้นบนพื้นยังมีกรวดทรายจำนวนมากหากเขาขยับตัวเพียงเล็กน้อยก็จะเกิดเสียงดังกรอบแกรบตอนนี้ในห้องของหงฮวามีคนอยู่เต็มไปหมด ขยับนิดเดียวก็จะทำให้พวกคนรับใช้สังเกตเห็นได้
ถึงแม้เขาจะยอมอยู่ในท่าทางน่าสงสัยเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ได้หมายความว่าพวกบ่าวไพร่จะไม่ตรวจดูใต้ขอบหน้าต่าง
ไม่สิ...ไม่ว่ายังไงก็ต้องตรวจสอบอยู่แล้ว!
“นี่!เจ้าพาข้ามาเดือดร้อนแท้ๆ! แล้วตอนนี้จะทำยังไงดี?!” ลู่เต้าโอดครวญ
“นี่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกตนเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดด้วยตัวเองเสียบ้าง พวกเขาเห็นเจ้าเป็นแขกผู้มีเกียรติคงไม่ทำอะไรเจ้ากระมัง” ไป๋เสียหัวเราะเยาะก่อนจะลอยหายเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจลู่เต้า “เตียงยกให้ข้าพักผ่อนเจ้าไปหาที่นอนข้างนอกเอาเองก็แล้วกัน ฉิวหมัว พวกเรากลับไปพักผ่อนกันเถอะ”
กระบี่อสูรสะบัดพู่อย่างยินดีก่อนจะติดตามวิญญาณของนายตนไป
“จะ...เจ้านี่แก้แค้นเรื่องเช้าวันนี้หรืออย่างไรกัน?!” ลู่เต้ามองด้วยสีหน้านิ่งอึ้ง “ใจแคบชะมัด!”
“ข้าเป็นคนมีบุญคุณต้องทดแทนมีแค้นต้องชำระ!” วิญญาณกับกระบี่หายวับไป เหลือไว้เพียงเสียงสะท้อนก้องในอากาศธาตุ
“บ้าน่า!เจ้านี่มันสารเลวชัดๆ!” ลู่เต้ายังไม่ทันจะคิดหาวิธีแก้ปัญหาเสียงทุ้มห้าวก็ดังขึ้นในห้อง “พวกเจ้า! ไปตรวจสอบตรงขอบหน้าต่าง!แล้วส่งคนไปเฝ้าคุ้มกันคุณหนูข้างนอกอีกสองคน!”
“ขอรับ!”บ่าวไพร่ขานรับพร้อมเพรียง
ลู่เต้าพลันใจหายเขากัดฟันแน่น “ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจาก...”
ทันใดนั้นก็มีรองเท้าคู่หนึ่งเหยียบลงบนพื้นทรายส่งเสียงดังปรากฏขึ้นตรงหน้าลู่เต้าเขามองตามรองเท้าขึ้นไปด้วยความตกใจ ก็พบกับใบหน้ากลมที่คุ้นเคย
หงฝูเอ่ยด้วยความประหลาดใจ“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านสบายดีหรือไม่? ทะ...ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่าขอรับ”
ลู่เต้าแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ได้ยินว่ามีจอมโจรล่องหนบินได้เข้ามา ข้าเลยมาดูว่าพอจะจับมันได้หรือไม่”
หงฝูที่ซาบซึ้งใจยิ่งนักเอ่ยอย่างตื้นตัน“ไม่ทราบว่าชาติก่อนข้าทำบุญกุศลอันใดไว้ชาตินี้ถึงได้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากท่านผู้มีพระคุณถึงเพียงนี้”
“เอ๊ะ? เช่นนี้ถือว่าได้แล้วหรือ” ลู่เต้าจึงเอ่ยต่อ “แค่เรื่องเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง”
“แต่ท่านผู้มีพีคุณข้ายังมีเรื่องสงสัย”เสียงของหงฝูเอ่ยขึ้นพลางจ้องมองท่าทางแปลกประหลาดของลู่เต้าอย่างพิจารณาขาทั้งสองข้างนั้นพาดอยู่บนขอบหน้าต่าง ลำตัวท่อนบนแนบราบไปกับพื้น
ลู่เต้าถึงกับมึนงงไปชั่วขณะสมองว่างเปล่า เขาค่อยๆ เอาหูแนบพื้น และพยายามหาข้ออ้าง“ข้ากำลังฟังเสียงฝีเท้าอยู่น่ะ”
หงฝูถึงบางอ้อ“อ้อ! ว่าแต่ได้ยินอะไรบ้างหรือไม่”
‘เจ้ามีคำถามมากมายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน’ลู่เต้าร้องโวยวายในใจ
เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหาข้ออ้างต่อไป “ไม่...ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลย”
“อะไรนะ”หงฝูตกตะลึง “เช่นนั้นขโมยผู้นั้นทำเช่นไรกัน”
“กะ...ก็คงเป็นเพราะเขาบินได้กระมังมิเช่นนั้นเหตุใดจึงเรียกว่าจอมโจรล่องหน” ลู่เต้าไม่กล้าสบตากับอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิดกลัวว่าจะถูกซักไซ้ต่อ
หงฝูเดินวนไปมาครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะร้องอ้อออกมาด้วยรอยยิ้ม “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เองเพราะบินได้! จึงได้ชื่อว่าจอมโจรล่องหน!”
“แต่ว่าทำไม...”
“อ๊ะ!”ทันใดนั้นลู่เต้าก็ลุกขึ้นยืน ชี้ไปที่เงาไม้ด้านนอกจวนของหงฝู แล้วร้องลั่น“มีเงาคนกำลังบินอยู่!”
“ตรงไหนหรือ!”หงฝูมองไปตามทางที่ลู่เต้าชี้
ที่นั่นช่างมืดมิดราวกับน้ำหมึกแม้ว่าหงฝูจะหรี่ตามองก็ยังคงมองไม่เห็นอะไรยิ่งไม่ต้องพูดถึงเงาร่างที่ลู่เต้าเอ่ยถึง
ทว่าลู่เต้ากลับตะโกนไล่ตามไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลมก่อนจะปีนข้ามกำแพงออกจากจวนตระกูลหง และไม่ลืมหันกลับมาเอ่ยเตือน
“ข้าว่าเจ้าคนนี้คงจะเก่งกาจน่าดู!พวกเจ้าอย่าตามมาเชียวเล่า!”
ว่าจบก็กระโดดข้ามกำแพงหายวับไปกับตา
หงฝูยืนร้องไห้น้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งอยู่ในสวนเขารีบแก้เข็มขัดออก แล้วรดน้ำปุ๋ยลงบนพื้นที่ลู่เต้าเพิ่งนอนไปเมื่อครู่
หลังจากลู่เต้าปีนข้ามกำแพงไปแล้วเขาก็วิ่งต่อไปอีกพักใหญ่ ครั้นมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครตามมาก็ลดฝีเท้าลง
แน่นอนว่าไม่มีเงาคนอยู่จริง ลู่เต้าอยากจะนอนค้างคืนข้างนอกสักที่จากนั้นพรุ่งนี้เช้าค่อยกุเรื่องว่าไล่ตามไม่ทัน หงฝูคงจะไม่สงสัยสิ่งใด
ลู่เต้าจึงเดินเล่นอยู่ในเมืองมังกรทมิฬเพียงลำพังบนท้องถนนยามค่ำคืนเวิ้งว้างไร้ผู้คน ร้านค้าต่างๆ ต่างปิดประตูร้าน
หลังจากเดินไปมาหลายรอบเขาก็รู้สึกเบื่อหน่าย ลู่เต้าจึงคิดจะไปที่ทะเลสาบมังกรทมิฬเพื่อหาที่เย็นๆ สบายๆเอาอัมพรมาห่มคลุม เอาพสุธามาเป็นตั่งนอน
ทว่าระหว่างทางเขากลับพบเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งนั่งอยู่บนบันไดข้างถนน เด็กคนนี้หาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นเด็กคนเดียวกับที่หลอกเขาเมื่อตอนหัวค่ำ
ลู่เต้าที่รู้สึกแปลกคิดในใจ‘ดึกดื่นป่านนี้แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านอีกเล่า’
ดวงตาของเด็กชายแดงก่ำสะอื้นไห้ไม่หยุดเห็นได้ชัดว่าถูกทำโทษจนต้องหนีออกจากบ้าน
ลู่เต้านั่งยองๆหน้าเด็กชายแล้วถามว่า “เจ้าหนู เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“อ๊ะ!เจ้าคนใจร้าย!” เด็กชายมองลู่เต้าแล้วเอ่ยด้วยความโกรธ “ไปให้พ้น! ทั้งหมดมันเป็นเพราะเจ้า!ทำให้ข้าโดนท่านพ่อตี!”
“นี่ๆก็เจ้าเติมแต่งเรื่องราวเองไม่ใช่หรือ...” เดิมทีลู่เต้าคิดจะโต้แย้งแต่ก็รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วสงบสติอารมณ์ลง “ช่างเถอะ อย่าไปถือสาเด็กเลย”
“เอาเถิด!เป็นความผิดของข้า ข้าขอโทษเจ้าก็แล้วกัน! ค่ำมืดแล้ว รีบกลับบ้านเถอะ”
ทว่าเด็กน้อยยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อนพร้อมเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ข้าเดินไม่ไหวแล้ว อุ้มข้าไปหน่อย”
ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กเหลือขอ