ตอนที่ 10
เพียงแค่หลิงหรงโผล่มายังที่ประจำของตนได้ไม่กี่อึดใจคนทั้งสามก็ออกมาจากเรือนหลังเก่าให้เห็นทันที ทั้งสามคนเดินมายังด้านหลังเรือนที่เป็ชายป่าก็พบเข้ากับที่พักชั่วคราวที่พวกหลิงหรงสร้างไว้พักผ่อน ซึ่งมันเป็เพียงเปลเถาวัลย์สามอันเท่านั้นที่ถูกผูกมัดติดไว้กับต้นไม้ขนาดกลางๆแต่ต้นของมันก็มีใบมากพอที่จะให้ร่มเงาบังแดดและฝนได้สบายๆเลยทีเดียว
ตึก ตึก ตึก
“ขออนุญาตคุณชาย พอดีคนทั้งสองคนมีเื่จะพูดคุยกับท่านสักเล็กน้อย”จิ่นคังยังคังเอ่ยเรียกหาเช่นเดิมดังก่อนหน้านี้
“ในเมื่อท่านก็รับรู้แล้วว่าข้าเป็ใครก็อย่าได้มากพิธีไปเลย อย่างไรแล้วท่านก็เป็พี่ชายแท้ๆของมารดาข้า จะให้ท่านมามีพิธีรีตองคงเป็เื่ผิดบาปแล้วกระมัง ข้ารู้ว่าพวกท่านเป็ใครไม่ต้องมากพิธีจะกล่าวสิ่งใดก็เข้าไปคุยกันในเรือนเถิดตรงนี้คงไม่สะดวกนัก และที่สำคัญข้าว่าพวกท่านทั้งสองควรที่จะหาสิ่งใดทานก่อนดีหรือไม่ ถึงแม้โอสถฟื้นฟูจะดีเพียงใดแต่การปล่อยให้ร่างกายขาดสารอาหารนานๆคงมิดีนัก”หลิงหรงกล่าวนิ่งๆ
“เช่นนั้นก็ได้”เทียนหรงเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เดินเข้าด้านในเรือนอีกครั้ง
.
.
.
ผ่านไป 2 เค่อ(30นาที)เทียนหรงและหลี่หรงก็กินข้าวต้มที่มี่อิงได้ทำทิ้งไว้ั้แ่เช้าจนหมด เมื่อทั้งสองได้กินสิ่งใดลงไปแล้วก็ทำให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว ที่ว่ารู้สึกดีมิใช่เพียงเพราะได้กินข้าวต้มแต่เป็เพราะการได้มีสิ่งใดลงท้องลงไปนอกจากน้ำข้าวมันย่อมดีกว่าเป็ไหนๆจึงทำให้ได้รู้สึกดีขึ้นจากแต่ก่อนเท่านั้น
“เอาล่ะในเมื่อพวกท่านอิ่มกันแล้วก็กินยาบำรุงนี่ไปก่อนก็แล้วกัน แล้วค่อยมาคุยกัน”ทั้งสองที่เห็นหลิงหรงที่นั่งนิ่งเงียบมานานเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งยืนเม็ดยาลูกกลอนมาให้คนละเม็ดก็หยิบเข้าปากแล้วกลืนลงคอทันทีโดยไม่เอ่ยถามสักนิด
“หึ”หลิงหรงที่เห็นปฏิกิริยาของทั้งสองนางก็เข้าใจดี เพราะนางรู้อยู่แล้วว่าทั้งสองกำลังพยายามเอาใจนางอยู่
“พวกเ้า้าความเป็ส่วนตัวหรือไม่ เพราะมันอาจมีเื่ที่ข้าไม่ควรจะรับรู้ก็ได้”จิ่นคังเอ่ยขึ้นเมื่อนึกขึ้นมาได้
“มิเป็ไรขอรับศิษย์พี่ อย่างไรแล้วยามนี้พวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าคงต้องขอบคุณท่านและครอบครัวมากๆที่คอยดูแลพวกเรามาเสมอทั้งๆที่บ้านท่านก็ไม่ได้มีฐานะที่ดีนักยังยอมรับตัวภาระเช่นข้าไว้ดูแลอย่างดีชาตินี้ทั้งชาติข้าคงตอบแทนบุญคุณนี้ไม่หมด หากท่านไม่รังเกียรติที่จะมีข้าเป็ครอบครัวก็เชิญท่านอยู่ฟังเื่ราวต่อไปนี้เถิด”
“อย่าได้คิดมากไปเลยเทียนหรง เ้าและหลี่หรงเป็คนที่น้องสาวข้ารักเหตุใดข้าจะทิ้งพวกเ้าได้ มิเช่นนั้นแล้วเมื่อข้าตายไปจะมีหน้าที่ไหนไปพบนางกันดีไม่ดีิญญาของนางอาจจะมาเข้าฝันและทุบตีข้าก็เป็ได้ เ้าก็รู้ว่านางนั้นน่ากลัวเพียงใดฮ่าๆๆๆ....”
“อ่า นั่นสิขอรับ”เทียนหรงเอ่ยตอบเสียงเศร้าแต่เขาก็มีรอยยิ้มตรงมุมปากน้อยๆเมื่อได้นึกถึงความแสบซนของภรรยาที่ลาลับไปแล้ว
“ท่านพ่อ”หลี่หรงที่เห็นว่าบิดากลับมาเศร้าอีกครั้งก็เอ่ยเรียก เพราะเขาไม่อยากให้บิดาคิดมากและยามนี้ก็มีเื่สำคัญที่ต้องทำแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เสียใจนะ
เทียนหรงที่คิดได้ว่าตนนั้นมีเื่ที่จะต้องพูดคุยกับบุตรสาวจึงได้เงยหน้าขึ้นมา ก่อนที่จะหายใจเข้าลึกๆแล้วหันหน้าไปทางที่หลิงหรงนั่งอยู่ ซึ่งหลิงหรงเองก็ทำเพียงนั่งเงียบๆรอคอยเพียงเท่านั้น
“เอ่อ พะ พ่อ เอ่อ…”
“เรียกอย่างที่ท่าน้าเถิด”หลิงหรงที่เห็นเทียนหรงเอ่ยอ่ำๆอึ่งๆอยู่จึงเอ่ยขัดขึ้น
“พะ พ่อ คือพ่อขอโทษที่ไร้ความสามารถช่วยเ้ากับมารดาเ้าเอาไว้ไม่ได้ในตอนนั้น และจนกว่าพ่อจะรับรู้เื่ราวความจริงได้ทุกอย่างมันก็สายไปเสียแล้ว หากวันนั้นพ่อไปเป็เพื่อนแม่เ้า หากพ่อไม่หลงใจอ่อนในคำไหว้วานของไอ้ชั่วช้านั่นพวกเราสี่คนพ่อ แม่ ลูกคงจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุขไปแล้วก็ได้ในยามนี้…พ่อขอโทษ ขอโทษ…”เทียนหรงเอ่ยทั้งน้ำตา
“…เกิดสิ่งใดขึ้น?”หลิงหรงเงียบไปพักนึงก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“เื่มันมีอยู่ว่า….”จากนั้นเทียนหรงก็เริ่มเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นั้แ่ต้น
สุดท้ายแล้วหลิงหรงก็นั่งฟังเื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากปากของเทียนหรงนานนับเกือบ 2 ชั่วยาม(4ชั่วโมง)สรุปใจความให้เข้าใจง่ายๆคือ ครอบครัวตระกูลฟางเป็ครอบครัวคหบดีในแคว้นลู่หยาง ตลอดชั่วอายุคนทำการค้ากับทางการของแคว้นทั้งห้ามาตลอดโดยเฉพาะการค้าเกลือ น้ำตาล กระดาษหรือแม้แต่อัญมณีและทำเมืองแร่ ตระกูลฟางนั้นต่างก็เป็พ่อค้ารายใหญ่และร่ำรวยยิ่งนัก
และด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้เกิดเื่ร้ายขึ้น เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อนบิดาและมารดาของเทียนหรงนั้นคิดว่าตนนั้นไม่สามารถมีบุตรได้แล้วจึงตัดสินใจรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงดูอย่างดี แต่พอรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงได้ 5 ปีท่านย่าของหลิงหรงหรือนางจางลี่ก็ได้ตั้งครรภ์เทียนหรงขึ้น หลังจากนั้น 20 ปีให้หลังทั้งสี่ก็อยู่อย่างมีความสุขมาตลอด แต่ใครจะรู้กันว่าหลังจากเทียนหรงแต่งงานและมีบุตรชายหญิงออกมาพี่ชายบุญธรรมที่แสนดีก็เปลี่ยนไปหรือบางที่เขาอาจจะเป็คนชั่วช้าเลวทรามเช่นนี้มาก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ใครจะรู้
พี่ชายบุญธรรมของเทียนหรงหรือก็คือฟางฉางอันเขามีอายุมากกว่าเทียนหรงประมาณ 10 ปี นั้นคิดเสมอว่าตนต้องได้ทุกอย่างของตระกูลฟางเพราะตนเป็ลูกคนเดียวแต่พอมีเทียนหรงเกิดขึ้นมาทุกอย่างที่คิดก็เปลี่ยนไป ความอิจฉาริษยา อยากได้อยากมีทำให้เด็กที่เคยแสนดีเปลี่ยนไป จนกระทั่งวันที่ฉางอันสืบความจริงได้ว่าตนนั้นได้มรดกเป็เพียงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งและร้านค้าอีกสองสามที่ไม่ใช่กิจการที่เป็กิจการหลักที่ตระกูลฟางทำจึงได้คิดแผนร้ายขึ้นมาและฉางอันก็ได้ทุกอย่างไปจริงๆหลังจากได้กำจัดคนตระกูลฟางที่แท้จริงไปจนหมดครบทุกคน
ฉางอันเริ่มจากกำจัดพ่อบุญธรรม ตามมาด้วยน้องสะใภ้และหลานซึ่งตามจริงควรจะเป็ทั้งหลี่หรงและหลิงหรงที่ถูกกำจัดไปพร้อมๆกัน แต่ทุกอย่างก็ผิดแผนไปหมดเมื่อนางจางลี่นำหลี่หรงเดินทางไปวัดด้วยจึงเหลือเพียงน้องสะใภ้หรือจี่หลิงกับหลิงหรงเท่านั้นที่ฉางอันลวงไปฆ่าได้ คนต่อไปก็เป็แม่บุญธรรมหรือนางจางลี่แต่นั่นก็นานนับสิบปีจนกว่าฉางอันจะกำจัดจางลี่ได้และเพียงนางจางลี่ตายเขาก็รีบตามเก็บน้องบุญธรรมกับหลานต่อทันที
แต่ตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมาฉางอันก็ไม่เคยปล่อยให้เวลานั้นสูญเปล่าเลยเพราะเขาคอยวางยาพิษน้องและหลานเสมอมาและที่ไม่ฆ่าให้ตายเพราะเขาคิดเสมอว่า ตนนั้นอยู่ไม่เคยมีความสุขเลยและคนที่แย่งความสุขไปจากตนนั้นคือเทียนหรงจึงคิดแผนวางยาพิษให้เทียนหรงอยู่อย่างทรมานพิการเหมือนตายทั้งเป็ได้แต่คอยมองดูความสำเร็จของตนที่ไม่ใช่คนตระกูลฟางจริงๆฮุบเอากิจการทุกอย่างมาเป็ของตนแล้วเสวยสุขกับสิ่งของเหล่านี้อย่างมีความสุขท่ามกลางความทุกข์ของเทียนหรงมันจะต้องเป็ความสุขที่มากที่สุดเท่าที่มันมีได้แน่นอน….
เมื่อเทียนหรงเล่าทุกอย่างที่ตนได้ยินจากปากผู้เคยเป็พี่ชายที่แสนดีก็ให้เจ็บแค้นยิ่งนัก ยิ่งเทียนหรงเล่ามาถึงครั้งสุดท้ายที่ตนได้เจอหน้าฉางอันและได้รู้ความจริงอันเลวร้ายนี้ก็ยิ่งทำให้พิษในกายของเทียนหรงกำเริบขึ้น สุดท้ายจำต้องหลบหนีออกมาเพื่อให้ลูกน้อยวัย 10 ขวบมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยการเอามาฝากพี่ชายของภรรยาแล้วตนจะกลับไปแก้แค้นให้ได้แม้จะต้องตัวตายก็ตาม ทว่าหลังจากเล่าเื่คร่าวๆให้จิ่นคังฟังได้ยังไม่ทันได้จบดีอาการาเ็และพิษในกายก็กำเริบรุนแรงขึ้นมาอีกครั้งทำให้ครั้งนั้นเป็ครั้งสุดท้ายที่เทียนหรงได้ใช้มือ เท้าและปากของเขาเป็ครั้งสุดท้าย เพราะเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็กายเป็คนพิการติดเตียงเหมือนผักเน่าๆไปแล้ว….
“คนเรามันช่างเลวบัดซบได้ถึงเพียงนี้เลยรึ แม้แต่คนที่ชุบเลี้ยงมามันยังสังหารได้ลงคอ นี่มันไม่ใช่คนแล้วแม้แต่สุนัขมันยังรู้จักบุญคุณคนที่คอยให้ข้าวให้น้ำมันกิน!”จิ่นคังที่ได้ฟังจนจบเขาก็เอ่ยออกมาอย่างเหลืออด
“…..”หลิงหรงที่ได้ฟังก็ยังคงนิ่งเงียบ
เพราะหลิงหรงนั้นก็พอจะได้ยินเื่ราวมาบ้างที่ว่าผู้นำตระกูลฟางคนปัจจุบันเป็เพียงลูกบุญธรรม ส่วนทายาทที่แท้จริงหายสาบสูญ เื่นี้แม้จะผ่านมานานหลายปีแต่ถ้าจะสืบก็ไม่ใช่เื่ยากเกินความสามารถของพวกหลิงหรงเลย เพราะตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาหลิงหรงหาได้เที่ยวเล่นอย่างเดียว แต่นางและสองจิ้งจอกยังได้สร้างคนของตนมาไว้ใช้สอยบ้างแล้วเช่นกัน
แม้จะบอกว่าเพียงนำมาไว้ใช้สอยแต่คนของหลิงหรงก็มีมากกว่าห้าร้อยคน และทุกคนล้วนเป็ขอทานและคนยากไร้ที่พวกหลิงหรงเคยช่วยไว้และถามความสมัครใจว่าอยากมาเป็คนของนางหรือไม่ใครตกลงเฮยเซ่อก็นำมาทำสัญญาทาสและฝึกฝนให้ด้วย ซึ่งทำให้คนของหลิงหรงทั้งหมดเป็ผู้ฝึกตนทั้งนั้นไม่มีใครเลยที่ยังคงเป็คนธรรมดา และที่สำคัญคนทั้งห้าร้อยกว่าก็แยกย้ายกันอยู่ทุกแคว้นโดยกิจการที่หลิงหรงให้พวกเขาทำก็คือเปิดโรงประมูลนั่นเอง
ซึ่งหนึ่งแคว้นจะมีโรงประมูลบุปผาหยินหยางเพียงหนึ่งโรงประมูลเท่านั้นและยังตั้งอยู่ที่เมืองหลวงของแต่ละแคว้นอีกด้วย ต่อให้พวหหลิงหรงจะพึ่งมาถึงแคว้นหลงซานแต่คนของนางก็ได้มาทำการสร้างโรงประมูลที่นี่แล้วั้แ่ครึ่งปีก่อน และยามนี้ก็คงลงหลักปักฐานมั่นคงไปแล้วเพราะโรงประมูลบุปผาหยินหยางนี้จะประมูลเพียงของหายากจริงๆเท่านั้นและคงไม่มีใครกล้าก่อกวนด้วยเนื่องจากหลงจู่ที่ประจำของแต่ละแคว้นล้วนเป็ผู้ฝึกปราณธาตุระดับ 8 ขึ้นกลางทั้งนั้น
ซึ่งทั้งห้าก็เป็ห้าคนแรกที่พวกหลิงหรงรับมาและทำให้เป็ผู้ฝึกปราณธาตุแล้วก็มีเพียงห้าคนในจำนวนคนทั้งห้าร้อยกว่าเท่านั้นที่ได้รับโอกาสนี้ เพราะการที่จะเป็ผู้ฝึกปราณธาตุได้นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลยถ้าไม่มีมาั้แ่กำเนิดคนๆนั้นต้องผ่านการทำลายจุดกำเนิดพลังที่มีและสร้างจุดกำเนิดพลังมาใหม่ ซึ่งจุดกำเนิดพลังของผู้ฝึกปราณธาตุคือหัวใจการทำลายหัวใจก็นับว่าเป็การฆ่าตัวตายซึ่งก็ไม่มีใครคิดจะทำแน่นอนและคงไม่มีใครสามารถทำได้เช่นกัน แต่คนๆนั้นก็ไม่ใช่หลิงหรงแน่นอนเพราะความสามารถยามนี้ของนางแม้แต่คนตายหลิงหรงก็สามารถทำให้ฟื้นได้ถ้าคนๆนั้นตายไม่เกินหนึ่งชั่วยาม….
“เอ่อ หรงเออร์ คือ แม้ว่าพ่อจะไม่ได้เลี้ยงดูเ้ามาจนเติบใหญ่ แต่เ้าจะช่วยให้โอกาสพ่อได้ทำหน้าที่ของบิดาผู้หนึ่งสักครั้งจะได้หรือไม่ พ่อไม่รู้ว่าเ้าพบเจอสิ่งใดมาหรือมีความเป็มาเช่นไรหลังเ้าหายไป แล้วเ้ารอดจากมือสังหารเล่านั้นได้เช่นไร แต่นับจากนี้พ่อขอเป็คนดูแลเ้าได้หรือไม่ ยามนี้พ่อมีเพียงพี่ชายของเ้าและเ้าเท่านั้น ได้โปรด…”หลิงหรงที่เงียบคิดสิ่งใดอยู่เมื่อได้ยินสิ่งที่เทียนหรงกล่าวก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าหากันมากยิ่งขึ้นก่อนที่นางจะกล่าวออกมา
“หากท่านขอโอกาสเช่นนั้นข้าก็จะให้ ส่วนเื่ที่ข้ารอดไปได้นั้นข้าเองก็ไม่รู้เช่นกันรู้แต่เพียงว่าข้าลอยไปตามน้ำแล้วมีตากับยายเก็บไปเลี้ยง แต่ตอนนี้พวกท่านทั้งสองไม่อยู่แล้วเพราะมีโจรป่าบุกปล้นหมู่บ้านเมื่อ 6 ปีก่อนพวกท่านทั้งสองนั้นได้เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องข้าจนข้ามีชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้…”หลิงหรงเพียงเล่าไปแค่คร่าวๆเท่านั้น
“เช่นนั้นรึ ขอบคุณ์ที่เมตตาให้เ้าได้มีชีวิตจนกลับมาหาพ่ออีกครั้ง และพ่อดีใจนักที่เ้ายังยอมให้โอกาสพ่อได้แก้ตัว…”
“หรงเออร์ เ้าคงไม่ได้หมายถึงหมู่บ้านป่าไผ่แคว้นลู่หยางหรอกนะ?”จิ่นคังถามขึ้น
“ใช่ ที่ที่ข้าอยู่เมื่อก่อนคือที่นั่น ทำไมรึท่านลุง?”หลิงหรงเอ่ยอย่างสงสัย
“อ่า นั่นหาใช่การบุกปล้นธรรมดาหรอกนะ แต่โจรที่ไปที่นั่นเป็เพราะมีขบวนสินค้าหายากไปพักที่นั่นและคนในขบวนนั้นก็มีตาของเ้าไปด้วยและท่านก็เสียชีวิตที่นั่นในเหตุการณ์ครั้งนั้นเช่นกัน มิคิดเลยว่าเ้าจะอาศัยอยู่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน และที่ครอบครัวของลุงตกต่ำเช่นนี้เพราะพวกเราต้องทำให้ครอบครัวปลอดภัยจึงหนีมาอยู่ยังที่หากไกล ด้วยความลับสินค้าชิ้นนั้นไม่ว่าใครก็้ามันคนที่รอดและครอบครัวของพวกเขาต่างก็หลบหนีการตามล่ากันทั้งนั้น ว่าแต่ลุงถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดยามนี้เ้าถึงแข็งแกร่งนักทั้งๆที่หากกล่าวว่าเมื่อ 6 ปีก่อนยังเป็เพื่อคนธรรมดา?”ในที่สุดจิ่นคังก็เอ่ยถามในสิ่งที่ตนค้างคาใจมากที่สุดออกไป
“ข้ามิได้แข็งแกร่งปานนั้น แต่คนที่แข็งแกร่งคืออาเฮยกับอาไป๋ต่างหาก”หลิงหรงตอบแบบปัดๆไป
“เื่ที่สองคนนั้นแข็งแกร่งลุงเองก็ไม่ค้านหรอกนะแต่ที่ลุงได้ยินมาคือเ้ามิใช่หรือที่เป็ผู้จัดการหมาป่าลมกรดระดับห้าเพียงแค่การโจมตีเดียวมิใช่หรือ?”หรือที่เขาได้ยินมานั้นเป็เื่เข้าใจผิด แต่จากที่เห็นมาตลอดหลายวันเขาก็ว่าหลานของตนไม่ธรรมดาแน่นอน
“คนอื่นคงจะเข้าใจผิดไปเองกระมัง เพราะยามนั้นต่างก็ชุลมุนมากอาไป๋กับอาเฮยเป็คนลงมือส่วนข้าเป็ผู้ปรากฏตัวออกมาก่อนทุกคนคงคิดไปเองว่าเป็ฝีมือข้าก็ได้”หลิงหรงก็ยังไม่ยอมรับและปฏิเสธไปอย่างหน้าตาเฉยเช่นเคย
“อือ ก็อาจเป็ไปได้ ว่าแต่ลุงขอถามอีกเื่ได้หรือไม่ว่าเ้านั้นเป็ผู้ฝึกสายโอสถใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ ข้าเป็เพียงผู้ฝึกสายลมปราณทั่วไปเท่านั้นและระดับเองก็ไม่ได้สูงมากนัก ท่านลุงคิดหรือว่าเพียงหกปีจะทำให้ข้าเก่งกาจได้ถึงเพียงนั้น คนที่แข็งแกร่งคืออาไป๋กับอาเฮยทั้งนั้น”
“ก็ได้ ก็ได้ลุงจะไม่ถามเกี่ยวกับพลังของเ้าแล้ว ว่าแต่เ้าในตอนแรกมาทำอันใดที่นี่หรือ ลุงเห็นว่าพวกเ้าพึ่งเดินทางมาถึงที่นี่เป็ครั้งแรกใช่หรือไม่มิเช่นนั้นจะได้ไปทำป้ายประจำตัวใหม่รึ?”
“นี่ลูกพึ่งมาที่แคว้นนี้ครั้งแรกเช่นนั้นรึ พ่อและพี่เ้าช่างมีวาสนาและโชคดียิ่งนักหากเ้าไม่เดินทางมาที่นี่พ่อและอาหรงคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อได้นานนักก็คงตกตายแล้วเป็แน่แท้…”
“ก็คงเป็โชคชะตากระมังเ้าคะ ที่ข้ามาที่แคว้นหลงซานเพียงพวกข้าทั้งสามได้ท่องเที่ยวจนครบทั้งสี่แคว้นแล้วแต่ยังไม่มีที่ใดถูกใจเลย และพวกข้าคิดว่าจะมาหาที่ลงหลักปักฐานสร้างบ้าน ปลูกผัก ผลไม้และสมุนไพรใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพียงเท่านั้นเ้าค่ะท่านลุง…”ที่หลิงหรงยอมตอบคำถามจิ่นคังนั้นเป็เพราะนางเห็นว่าคนผู้นี่เป็คนซื่อตรงและรักครอบครัวมาก จึงไม่คิดจะปิดบังอะไร แต่ส่วนเื่ความสามารถของนางนั้นเพียงแค่ไม่อยากให้รู้ก็เท่านั้นไม่มีอันใด…
“ว่าแต่หรงเออร์ โอสถที่เ้านำมารักษาพ่อกับพี่ชายเ้านั้นเ้าเอามาจากที่ใด ั้แ่ที่พ่อเห็นก็รู้แล้วว่ามันมิใช่เม็ดยาธรรมดาที่หาได้ทั่วไปอย่างแน่นอน ในกลุ่มของเ้ามีผู้หลอมโอสถรึ? มันอันตรายมากนะลูกหากมีคนรู้ว่ามีผู้หลอมโอสถที่เก่งกาจเช่นนี้โดยไร้อำนาจหนุนหลัง ถ้าผู้มีอำนาจรู้เข้าพวกเขาจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ผู้หลอมโอสถเ่าั้ไปอยู่ด้วยแม้แต่การเข่นฆ่าคนในครอบครัวคนผู้นั้นก็ตาม…”เทียนหรงเอ่ยด้วยความเป็ห่วงและเป็กังวล
“ข้าขอถามอะไรพวกท่านหน่อยได้ไหมว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินนี้อยู่ที่ระดับใดและฝึกสายไหน?”หลิงหรงไม่ได้ตอบคำถามของเทียนหรงแต่หันไปตั้งคำถามแทน
“เอ่อ เท่าที่ลุงรู้คนที่แข็งแกร่งที่สุดคือประมุขของพรรคหยกจันทรา เขาเป็บุรุษที่ลึกลับมากไม่มีใครเคยเห็นหน้าหากได้พบเขาก็มักจะสวมหน้ากากปิดบังไว้เสมอจนมีข่าวลือว่าเขาเป็คนหน้าตาอัปลักษณ์ และที่สำคัญเขาเป็คนเดียวที่ฝึกได้สองสายทั้งปราณธาตุและลมปราณ ซึ่งเขาอยู่ในระดับตำนานขั้นต่ำแล้ว ลุงคิดว่าในแผ่นดินนี้คงมิมีใครจะมีระดับสูงส่งไปมากกว่าเขาแล้วล่ะ ว่าแต่เ้าถามไปเพราะเหตุใดกันรึ?”จิ่นคังกับเทียนหรงมองหน้ากันก่อนที่จิ่นคังจะเป็คนตอบคำถามหลิงหรง
“อ่า ถ้าเป็เช่นนั้นพวกท่านก็ไม่ต้องกังวลหรอกว่าพวกข้าจะมีภัยเพราะไป๋เซ่อเป็ผู้หลอมโอสถและก็เป็ผู้ฝึกปราณธาตุเช่นกันและยังมีระดับตำนานอีกด้วย หากพวกท่านยังไม่หายกังวลก็ยังมีเฮยเซ่อที่เป็ผู้ฝึกลมปราณและปราณธาตุระดับตำนานอีกคนด้วย แต่ที่กล่าวมานั้นข้าไม่้าให้ใครรู้ข้าอยากให้พวกท่านรับรู้ไว้เท่านั้นว่าอย่างไรข้าก็ปลอดภัย และที่ไม่อยากให้ใครรับรู้เป็เพราะพวกข้าทั้งสามเพียงอยากใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายเท่านั้น”หลิงหรงตอบเสียงนิ่งและนิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่ตน้า
“ฮะ! เอ่อ…..”ทั้งเทียนหรงและจิ่นคังที่ได้ยินก็ได้แต่ใ แม้กระทั่งหลี่หรงที่นิ่งเงียบฟังมานานยังใจนเกือบหงายหลังตกเก้าอี้เลยที่เดียว ทั้งสามได้แต่คิดว่าพวกเขากำลังพบเจอตัวตนแบบใดกันแน่ แล้วทั้งสองมาอยู่กับหลิงหรงได้อย่างไรแล้วอยู่ด้วยเพราะเหตุใดกันแน่?……
“เอ้า! พวกท่านสามคนใสิ่งใดกัน เสียงดังยิ่งนักแล้วนั่นทั้งสองหายดีแล้วรึ? ว่าแต่เกิดสิ่งใดขึ้นรึคุณชายพวกเขาเป็อันใดกัน?…”ยังไม่มีใครได้ใไปมากกว่านี้มี่อิงที่ออกไปรดน้ำผักก็กลับและทันได้ยินและได้เห็นปฏิกิริยาของทั้งสามที่มี ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความสงสัยแล้วหันไปถามหลิงหรงต่อเมื่อตนไม่ได้คำตอบ
“อิงอิง หลิงหรงเป็สตรีหาใช่บุรุษ...”จิ่นคังที่ได้สติก็หันไปบอกภรรยาถึงสรรพนามที่ควรเรียกหลิงหรงให้ถูกต้อง
“ฮะ เป็สตรี?! เหตุใดเป็หญิงถึงได้มีหน้าตาหล่อเหลาเยี่ยงบุรุษเช่นนี้”มี่อิงเอ่ยกล่าวออกมาอย่างนึกใโดยไม่คิดเลยว่าคนที่ถูกกล่าวถึงจะรู้สึกหดหู่และอารมณ์เสียเพียงใด
และ ใช่ หลิงหรงกำลังกรอกตามองบนอย่างนึกอารมณ์เสีย ทั้งที่ไม่อยากคิดถึงมันแล้วแท้ๆ แต่นางก็ไม่รู้จะทำเช่นใดกับรูปร่างและหน้าตาของตนเองดีเช่นกัน…..
“…..”