ตอนที่ 187 ล้วนเป็นความผิดจากอคติตั้งแต่แรก ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับสวรรค์ทั้งปวง
เยวี่ยหมิงคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนบัลลังก์ จังหวะที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น นางก็พลันปิดราชโองการในมืออย่างแผ่วเบา
หลังจากกลับจากดินแดนเซียนโบราณ พลังบำเพ็ญเพียรของนางก็ก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับสิ่งล้ำค่ามากมายจากกู้ฉางเกอ อย่างหยดโลหิตแท้ของมังกรห้าสีหนึ่งหยดและโอสถเซียนบริสุทธิ์หนึ่งขวด
ในอดีตนั้น นางมิเคยแม้แต่จะคิดฝันถึงเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งจนถึงตอนนี้นางก็สามารถหลอมรวมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น วาสนาอันยิ่งใหญ่ทั้งสองนี้ นับว่าเป็นสิ่งของอันล้ำค่าที่สุดในดินแดนเซียนโบราณ ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อนางอย่างมหาศาล
ซึ่งอย่าว่าแต่นางเลย แม้กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสแห่งยุคบรรพกาลที่กำลังต่อสู้แย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในดินแดนนั้น หากได้รู้ว่าสิ่งของเหล่านี้ได้ตกอยู่ในมือของนางแล้ว ก็ย่อมที่จะเกิดความโลภและริษยาอย่างมิต้องสงสัย
“ถอยไปเถิด” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ รัศมีแห่งความสง่างามดุจจักรพรรดินีผู้บงการถึงความเป็นความตายของสรรพชีวิตนับมิถ้วนแผ่ออกมาโดยรอบ ซึ่งน่าเกรงขามจนผู้คนมิอาจจะเอ่ยคำใด
แววตาอันเยียบเย็นราวกับหงส์คู่นั้นฉายแววที่ไร้สิ้นซึ่งความรู้สึก ทว่าก็กลับแฝงเอาไว้ด้วยแรงกดดันอันมหาศาลจนผู้ที่อยู่เบื้องล่างตัวสั่นงันงก เพียงท่วงท่าของนางก็ทำให้เหล่าขุนนางแห่งราชสำนักเซียนต่างเหงื่อชุ่มไปทั้งร่าง มิมีผู้ใดกล้าหายใจแรงแม้แต่น้อย
“พะยะค่ะ ฝ่าบาท”
เมื่อได้รับคำสั่ง ทุกคนในท้องพระโรงต่างก็รีบถอยออกไปในทันที ก่อนจะทิ้งไว้เพียงเหล่านางกำนัลคนสนิทของเยวี่ยหมิงคงมิกี่คน
“ข่าวลือนั้นเป็นความจริงใช่หรือไม่” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าในแววตานั้นได้ซ่อนเร้นถึงอารมณ์บางอย่างที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ล่วงรู้
“ทูลฝ่าบาท ข่าวลือนั้นเป็นความจริง… นายน้อยกู้ฉางเกอได้ควักกระดูกแห่งมรรคาด้วยมือของตนเองต่อหน้าผู้คนจากวังสมุทรและเหล่าสำนักใหญ่ทั้งหลาย…” นางกำนัลกราบทูลอย่างเคารพ
“นายน้อยกู้ยังประกาศว่า หากผู้ใดบังอาจแตะต้องกู้เซียนเอ๋อร์อีก เขาจะไปกวาดล้างทั้งตระกูลของคนผู้นั้นให้สิ้น”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางกำนัลผู้นั้นก็มิอาจจะระงับความสั่นสะท้านในใจได้ ราวกับคำพูดนั้นยังคงดังก้องด้วยกลิ่นอายของความตายที่น่าสะพรึงกลัว
“เขาพูดเช่นนั้นจริงหรือ… กู้ฉางเกอ เจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่… ข้ามิมีวันเข้าใจเจ้าได้เลย…”
เยวี่ยหมิงคงโบกมือส่งสัญญาณให้เหล่านางกำนัลทั้งหมดถอยออกไป นางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลง เอ่ยพึมพำด้วยความสับสน
ในความทรงจำเดิมของนางนั้น ชะตากรรมในชาติที่แล้วของกู้เซียนเอ๋อร์นั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้า กู้ฉางเกอในครั้งนั้น มิได้มีแม้เพียงเศษเสี้ยวของความคิดที่จะคืนกระดูกหรือเผยความจริงใดๆ ซ้ำยังไล่ล่ากู้เซียนเอ๋อร์อย่างมิหยุดหย่อน
มิเพียงแต่เท่านั้น เหล่าผู้คนในสายตระกูลของนางก็ยังถูกกู้ฉางเกอกวาดล้างจนเสียสิ้นด้วยกลวิธีอันโหดเหี้ยม
ดังนั้นตั้งแต่แรกเริ่ม เยวี่ยหมิงคงจึงพยายามที่จะหาหนทางเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของกู้เซียนเอ๋อร์ เพื่อหวังเพียงว่านางจะมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ
ทว่าเมื่อนางได้พบกับกู้เซียนเอ๋อร์ในคราแรก เยวี่ยหมิงคงก็กลับพบเจอกับสิ่งที่คาดมิถึง ความเคียดแค้นในดวงตาของกู้เซียนเอ๋อร์ที่มีต่อกู้ฉางเกอนั้นช่างเลือนรางอย่างยิ่ง สิ่งนี้ทำให้นางตกตะลึงและมิอาจจะทำความเข้าใจได้
ต่อมา หลังจากที่นางได้สืบสวนจึงพบว่า กู้ฉางเกอได้พาผู้คนในสายตระกูลของกู้เซียนเอ๋อร์กลับคืนมา และปล่อยตัวผู้ที่เคยถูกคุมขังทั้งหมด
วิธีการนี้นับว่าเป็นสิ่งที่สมควรและถูกต้องที่สุด และแท้จริงแล้ว นี่คือสิ่งแรกที่นางตั้งใจจะโน้มน้าวให้กู้ฉางเกอลงมือกระทำ เพื่อมิให้เขาจะต้องพบเจอกับจุดจบที่ไร้ซึ่งผู้คนเคียงข้าง ทว่ากลับกลายเป็นว่ากู้ฉางเกอได้ลงมือทำสิ่งนี้ไปก่อนหน้านางเสียอีก เขาเป็นฝ่ายยื่นมือประนีประนอมกับกู้เซียนเอ๋อร์เสียก่อน
ในตอนนั้นเอง เยวี่ยหมิงคงถึงกับเกิดความสงสัยว่า กู้ฉางเกออาจจะเป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง ทว่าหลังจากที่สังเกตการณ์เพิ่มเติม นางก็กลับพบว่า กู้ฉางเกอมิใช่ผู้ที่กลับชาติมาเกิด ใหม่
เขามิล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ในอนาคตแม้แต่น้อย พฤติกรรมของเขาแตกต่างจากผู้ที่เคยผ่านกาลเวลามาอย่างสิ้นเชิง เว้นเสียแต่ว่ากู้ฉางเกอจะแสร้งทำตัวโง่เขลาและปกปิดความจริงจากทุกคน ซึ่งดูจากพลังในตอนนั้นของเขาแล้ว ย่อมมิมีความจำเป็นใดที่เขาจะต้องกระทำเช่นนั้น
หากเขาเป็นผู้กลับชาติมาเกิดใหม่จริง ย่อมต้องรู้เท่าทันถึงเหตุการณ์ในอนาคตทั้งหมด และสิ่งนั้นจะทำให้ผู้คนสิ้นหวังจนมิกล้าแม้แต่จะต่อต้านเขาเลยทีเดียว ดังนั้น เยวี่ยหมิงคงจึงเข้าใจได้ว่า สิ่งที่นางกังวลทั้งหมดล้วนเป็นความคิดมากของตนเอง
หลังจากเหตุการณ์นั้น นางเริ่มรู้สึกสงสัยถึงบางสิ่งมาโดยตลอด กู้ฉางเกอที่นางเฝ้าสังเกตดูมาตั้งแต่ก่อนหน้า แม้นิสัยใจคอโดยรวมจะมิแตกต่างไปจากเดิม ทว่าก็กลับแฝงเอาไว้ด้วยความอบอุ่นอันหาได้ยากยิ่ง ราวกับความเป็นมนุษย์ที่เคยเลือนราง บัดนี้ถูกแต่งแต้มขึ้นมาทีละน้อย แม้ความอบอุ่นนั้นจะเบาบางเพียงใด ทว่ามันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับบุคคลเช่นเขา
ทว่าในตอนนั้น เยวี่ยหมิงคงกลับคิดว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตาที่กู้ฉางเกอตั้งใจจะสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงและปั่นหัวนาง ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมากลับค่อยๆ พังทลายความเชื่อมั่นในใจของนางลงไปทีละน้อย
จนถึงตอนนี้ นางเริ่มมิอาจจะเชื่อถือความทรงจำจากอดีตชาติของตนได้อีกต่อไป ด้วยเพราะความทรงจำเหล่านั้นทำให้นางเกิดอคติ ยึดติดคิดไปเองว่ากู้ฉางเกอมีเจตนาแอบแฝง มิได้หวังดีต่อนางอย่างแท้จริง และด้วยความเข้าใจผิดนี้ จึงนำพาให้ความสัมพันธ์ที่กำลังจะไปได้ดีขึ้น กลับถลำลึกลงสู่ความเย็นเยียบจนถึงจุดต่ำสุด
หากในตอนนั้น นางมิได้หลงยึดติดกับความทรงจำในอดีต หากมิได้คิดว่ากู้ฉางเกอมีความคิดแอบแฝง นางก็คงจะมิมีทางเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นกับเขาออกไป ณ เทือกเขาไป่เหิงนั้น
เยวี่ยหมิงคงเข้าใจดีว่าจะโทษความทรงจำมิได้ทั้งหมด ด้วยเพราะหากมิมีความทรงจำจากอดีตชาติ นางก็จะยังคงเป็นเพียงองค์หญิงสี่ผู้ที่อ่อนโยนและไร้เดียงสา ซึ่งแม้แต่สิทธิ์จะอยู่ในสายตาของกู้ฉางเกอก็ยังมิมีเลยแม้แต่น้อย และยิ่งมิต้องพูดถึงโอกาสที่จะขึ้นเป็นผู้ครองบัลลังก์แห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน
“กู้ฉางเกอ… ตอนนี้เขาคงผิดหวังในตัวข้ายิ่งนัก ความปรารถนาดีทั้งหมดของเขานั้นกลับถูกข้าตอบแทนด้วยความระแวงและความหวาดกลัว...”
เยวี่ยหมิงคงทอดถอนหายใจ ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในใจนั้นซับซ้อนจนยากจะบรรยาย
การที่กู้ฉางเกอควักกระดูกแห่งมรรคาคืนให้แก่น้องสาว และประกาศถึงเรื่องราวต่างๆ ต่อหน้าสาธารณชนในครั้งนี้ ก็มิต่างอันใดกับการตบหน้านางอย่างรุนแรง
ทุกสิ่งที่นางเคยคาดเดาและเคยหวาดระแวง ล้วนถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกในใจของนางนั้นปั่นป่วนอย่างหนักหน่วง ทั้งความเสียใจ ความว่างเปล่า และความละอายล้วนพรั่งพรู
กู้ฉางเกอถึงขั้นเปิดเผยถึงความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตนอย่างเรื่องที่เขาคือผู้สืบทอดวิชามาร โดยปราศจากซึ่งการป้องกันใดๆ ต่อหน้านาง
สิ่งนี้ยังมิเพียงพอที่จะอธิบายทุกสิ่งอีกหรือ
"ฉางเกอเป็นคนที่มักจะซ่อนความรู้สึกเอาไว้ภายใน ยากจะอ่านใจของเขาได้ ทว่าหากสังเกตจากการกระทำและท่าทีนั้น ก็เพียงพอจะคาดเดาถึงสิ่งที่เขาคิดได้…"
เมื่อคิดทบทวนถึงเรื่องราวเหล่านี้ เยวี่ยหมิงคงก็รู้สึกทั้งยินดีและขมขื่นปะปนกัน
ยินดีด้วยเพราะในใจของกู้ฉางเกอยังมีที่ว่างสำหรับนางอยู่ มิฉะนั้น เขาก็คงจะมิคิดถึงนาง และคงจะมิทิ้งขวดโอสถเซียนเอาไว้ให้แก่นางก่อนจะจากไป เขาเพียงแต่ปากแข็ง มิยอมเอ่ยถึงสิ่งที่อยู่ในใจออกมา ชายผู้เย็นชาดุจหิมะเช่นเขา ย่อมมิเผยความรู้สึกออกมาโดยง่าย
ทว่ากลับขมขื่น ด้วยเพราะตำแหน่งที่นางมีในหัวใจของเขานั้นเล็กน้อยเหลือเกิน เล็กน้อยเสียจนราวกับจะเลือนหายไปได้ทุกเมื่อ
"ข้าช่างโง่เขลายิ่งนัก เพิ่งจะมาเข้าใจในตอนนี้เองว่า ฉางเกอนั้นในที่สุดแล้วก็ยังมีข้าอยู่ในใจ…" เมื่อเยวี่ยหมิงคงคิดได้ดังนี้ ก็ยังมีความพึงใจแฝงอยู่
ดุจคำพูดที่นางเคยเอ่ยต่อหน้าอิ่นเหมยในวันนั้น การขัดขวางมิสู้ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น
ในเมื่อมิอาจจะห้ามปรามกู้ฉางเกอได้ แล้วเหตุใดจึงมิร่วมเดินเคียงข้างเขาไปในฐานะผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ และช่วยเหลือเขาผงาดขึ้นเหนือสรรพสิ่งเล่า ผู้ใดจะไปรู้ว่า บทสุดท้ายอาจจะมิได้จบลงด้วยโศกนาฏกรรมอย่างที่เคยเป็นมาก็ได้
"แม้ว่าในท้ายที่สุด เจ้าจะกลายเป็นศัตรูของสรรพชีวิต ทว่าข้าก็จะยังคงยืนอยู่เคียงข้างเจ้า ผู้ใดเล่าจะไปโง่เขลาถึงเพียงนี้ ถึงขั้นที่ยินยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเจ้าได้เช่นอย่างข้า…"
เยวี่ยหมิงคงพึมพำกับตนเอง นางตัดสินใจอย่างแน่วแน่ สีหน้าของนางสงบนิ่ง ลุ่มลึก ทว่าภายในใจกลับแจ่มกระจ่างถึงทุกสิ่ง
แท้จริงแล้ว นางมิเคยจะใส่ใจต่อชะตากรรมสุดท้ายของตนเอง นับตั้งแต่วันที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ นางก็ได้ลั่นวาจาในใจว่าจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของคนสำคัญในอดีตให้ได้ ทว่าบัดนี้ คำสาบานนั้นก็ดูราวกับจะไร้ความหมายไปเสียแล้ว
ในชาตินี้ นางมิจำเป็นจะต้องทำเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะการกระทำของกู้ฉางเกอล้วนบ่งบอกอยู่แล้วว่า เขาจะมิซ้ำรอยชะตากรรมอันเลวร้ายในอดีตอีก เขาจะมิปล่อยให้โศกนาฏกรรมเช่นที่นางเคยรู้จักเกิดขึ้นอีก
ความแค้นที่นางมีต่อกู้ฉางเกอในชาติก่อน นางคงทำได้แต่เพียงเก็บมันเอาไว้ในใจให้ลึกที่สุด นางได้แบกรับสิ่งต่างๆ มามากมาย หากจะแบกรับเพิ่มเติมอีกสักเพียงเล็กน้อย ก็หาได้มีสิ่งใดแตกต่างกันไม่
“ตามพัฒนาการของเรื่องราวในอดีต เส้นทางโดยรวมดูเหมือนจะยังคงมิเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากการที่จิตวิญญาณเซียนจากดินแดนเซียนโบราณปรากฏตัว เหล่าผู้อาวุโสแห่งยุคบรรพกาลมากมายต่างเดินทางไปเพื่อมุ่งหวังจะได้ครอบครองสิ่งล้ำค่า ทว่ากลับไร้ผล เพราะถูกกู้ฉางเกอชิงตัดหน้าไปก่อน”
“ถัดมา วังสมุทรได้ส่งเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งเผ่าห้วงสมุทรมากมายมายังดินแดนเซียนโบราณ เพื่อทวงความยุติธรรมจากกู้เซียนเอ๋อร์ ทว่าผลลัพธ์นั้นกลับเลวร้ายอย่างยิ่ง เมื่อบรรพชนผู้เจ้าอารมณ์จากสายตระกูลของกู้เซียนเอ๋อร์เดือดดาล และสังหารผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นจนสิ้น ต่อจากนั้น บรรพชนแห่งตระกูลกู้ก็ยังพุ่งตรงเข้าสู่เขตแดนของวังสมุทร”
“มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงรายละเอียดของศึกนั้น สิ่งที่รู้มีเพียงว่า หลังจากศึกในครั้งนั้น วังสมุทรก็ปิดตนเองลงเป็นเวลาสิบหมื่นปี และเหล่าเผ่าห้วงสมุทรก็ถูกสั่งห้ามมิให้ก้าวออกจากเขตแดนมหาสมุทรไร้สิ้นสุดแม้แต่ก้าวเดียว”
“เรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนเซียนโบราณ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกออยู่บ้าง ทว่าเบาะแสนั้นกลับมีเพียงน้อยนิด เท่าที่รู้แน่ชัดก็คือ ตระกูลมังกรโบราณจะเป็นผู้นำการต่อต้าน ทว่าสุดท้ายก็กลับถูกผู้อาวุโสใหญ่จัดการจนราบคาบ…”
เยวี่ยหมิงคงเรียบเรียงความทรงจำเหล่านี้ในใจ
ศึกใหญ่กับวังสมุทรในครั้งนั้น ก็ยังทำให้หนึ่งในอาจารย์ผู้ฝึกสอนกู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับต้องลงมือจากระยะไกล ส่งกระบี่สีดำสนิทสายหนึ่งฟาดฟันข้ามระยะทางอันไร้ที่สิ้นสุดลงมา พลังของยอดยุทธ์ทั้งสองที่ปะทะกันอย่างรุนแรง แผ่สะท้านไปทั่วทั้งผืนน้ำ ก่อนจะกดดันจนวังสมุทรต้องยอมสงบ
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่า แม้จะไร้ซึ่งกู้ฉางเกอ กู้เซียนเอ๋อร์ก็หาได้อ่อนแอไร้ที่พึ่งไม่ ด้วยฐานะอันลึกล้ำของนาง ย่อมมิมีวันที่จะพบเจอกับอันตรายถึงชีวิต และแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เล็กน้อย ซึ่งมิอาจจะเปลี่ยนแปลงทิศทางของเหตุการณ์ใหญ่ได้
วังสมุทรซึ่งครอบครองอำนาจเหนือมหาสมุทรไร้สิ้นสุดมานับกาลนาน ก็มิกล้าจะเปิดศึกกับตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ดังนั้น เยวี่ยหมิงคงจึงมิเคยกังวลถึงความปลอดภัยของกู้เซียนเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย
ตราบใดที่กู้ฉางเกอมิเป็นศัตรูกับกู้เซียนเอ๋อร์ นางก็ย่อมจะปลอดภัยไร้กังวล เพราะศัตรูที่อันตรายที่สุดของกู้เซียนเอ๋อร์ก็คือกู้ฉางเกอนั่นเอง
“หลังจากที่จัดการเรื่องราวตรงหน้าเสร็จสิ้น ข้าก็คงจะต้องไปหากู้เซียนเอ๋อร์สักครา เพราะมีบางเรื่องที่ควรจะเอ่ยกับนางให้ชัดเจน”
บัดนี้ เยวี่ยหมิงคงมิได้ตั้งใจจะแบกรับความกังวลเกี่ยวกับกู้ฉางเกอไว้ในใจตลอดเวลาอีกต่อไป นางเหนื่อยล้าที่จะเฝ้าสงสัยว่ากู้ฉางเกอมีจุดมุ่งหมายอันใดแอบแฝง หรือต้องคอยคาดเดาถึงความคิดอ่านของเขา นี่ช่างเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังใจเกินไป
นางแบกรับความแค้นอันยิ่งใหญ่ และแรงกดดันอันมหาศาลมาเนิ่นนาน จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหนื่อยหน่ายเกินกว่าที่จะสนใจสิ่งใดอีกต่อไป
แม้กู้ฉางเกอจะมีแผนการอันใดซ่อนเร้นอยู่ นางก็มิอยากจะใส่ใจอีก เพราะสุดท้ายแล้ว มิว่านางจะเตรียมพร้อมหรือวางแผนการอย่างไร ก็มิมีทางที่จะหยุดยั้งเขาได้
โลกยังคงหมุนเวียน เมื่อพิจารณาเรื่องราวในรายละเอียดนั้น สรรพสิ่งอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าเส้นทางหลักของโชคชะตาก็ย่อมมิอาจจะเบี่ยงเบนไป
แม้ในท้ายที่สุด กู้ฉางเกอจะลงมือสังหารนางเหมือนดังเช่นในชาติก่อน เยวี่ยหมิงคงก็มิคิดจะขัดขืนอันใดอีกต่อไปแล้ว
“หากสุดท้ายเขาจะสังหารข้า เช่นนั้นก็ให้เขาสังหารไปเถิด”
บัดนี้ สิ่งที่นางรับรู้ได้ก็คือ ภายในใจของกู้ฉางเกอยังมีที่ว่างเล็กๆ สำหรับนางอยู่ และเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“อีกมินาน ดินแดนอนธการจะปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกมนุษย์ เหล่าสำนักมรรคาและตระกูลโบราณจะส่งยอดฝีมือมารวมตัวกัน เพื่อสร้างสำนักเซียนแท้ ด้วยเป้าหมายที่จะหล่อหลอมเซียนที่แท้จริงขึ้นในยุคนี้”
“เมื่อถึงเวลานั้น เหล่าบุตรของจักรพรรดิ บุตรของราชันแห่งยุคบรรพกาล รวมถึงอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย ก็จะปรากฏตัวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง...”
เยวี่ยหมิงคงรำลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นในอดีต
สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว มันคือเวทีอันสมบูรณ์แบบ ราวกับดินแดนแห่งปฐมธาตุสำหรับการหลอมรวมเส้นทางแห่งมรรคา เพราะพลังต้นกำเนิดนับมิถ้วนจะกลายเป็นสิ่งที่เขาสามารถดูดกลืนเพื่อบรรลุยอดวิถีแห่งตน ทว่าสำหรับคนรุ่นเยาว์ มันคือยุคทองแห่งอัจฉริยะ ทว่าในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย
ในชาติที่แล้ว นางมิอาจจะจดจำได้ว่า มีอัจฉริยะมากมายเพียงใดที่จะต้องจบชีวิตลงอย่างเงียบงันในเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ มิว่าจะเป็นบุตรของจักรพรรดิหรือราชันแห่งยุคบรรพกาล ในสายตาของกู้ฉางเกอแล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงแค่วัตถุดิบที่มีคุณค่ามากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้น
เบื้องนอกนั้นมีดินแดนอนธการกำลังก่อตัวขึ้น ส่วนภายในสวรรค์กลับมีผู้สืบทอดวิชามารปะปนอยู่ เช่นนั้นโลกหล้านี้ก็ย่อมมิอาจจะสงบสุขได้อีกต่อไป
ดินแดนอนธการเป็นไปตามนามของมันนั้นก็คือ ฟากฟ้าแห่งความมืดมิดอันสมบูรณ์แบบ ซึ่งเปรียบเทียบได้กับดินแดนอันกว้างใหญ่ซึ่งไร้ที่สิ้นสุด เมื่อมันก่อรูปขึ้น ก็จะครอบคลุมไปหลายจักรวาลโบราณ และรวมมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนเอง
ความน่าสะพรึงกลัวของดินแดนอนธการนั้นอยู่ที่ความสามารถในการแผ่ขยายและกลืนกิน มันจะแผ่คลุมไปยังโลกอันน้อยใหญ่ อีกทั้งมิติและฟากฟ้าต่างๆ ราวกับว่ามันคือโลกที่มีชีวิต มีจิตสำนึกในการขยายตัวโดยการกลืนกินผืนฟ้าอื่นเพื่อเสริมสร้างตนเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้น
ในช่วงแรกเริ่ม มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงการปรากฏขึ้นของดินแดนอนธการ จนกระทั่งมันก่อรูปเป็นรูปร่างอันสมบูรณ์ และก็ได้แสดงพลังกลืนกินโลกออกมา
สำหรับเหล่าสำนักมรรคาและตระกูลต่างๆ แล้ว ดินแดนอนธการคือหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันมิได้เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ใด อีกทั้งมิมีชีวิต หากแต่เป็นดินแดนซึ่งขยายตัวออกไปอย่างมิมีที่สิ้นสุด และสามารถกลืนกินทุกสิ่งจนมลายหายสิ้น
“เมื่อดินแดนอนธการปรากฏขึ้น ร่างแห่งบรรพชนของมนุษย์ก็จะหวนคืน...”
เมื่อเยวี่ยหมิงคงนึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ นางก็พบว่าในชาติก่อนตนเองมิได้ใส่ใจศึกษาถึงเรื่องราวมากนัก นางเพียงแต่ได้ยินผู้อื่นกล่าวถึงเรื่องราวมาอย่างผิวเผิน ทว่ากลับมิได้ทราบถึงรายละเอียดอันแน่ชัด
ว่ากันว่ากู้ฉางเกอเคยคิดจะใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ ทว่าสุดท้ายแล้วเขาได้ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น นางก็มิอาจจะล่วงรู้ได้ อีกทั้งวิธีการที่เขาได้เตรียมการรับมือกับเหตุการณ์นี้เอาไว้ก็ยิ่งเป็นปริศนา
ดินแดนอนธการเป็นหายนะครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับแดนสวรรค์ทั้งหมด ทุกครั้งที่เหตุการณ์นี้บังเกิดขึ้น บรรพชนแห่งมนุษย์ก็จะปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งมวลให้พ้นจากวิกฤตอันลึกล้ำ ด้วยเพราะทุกครั้งที่ดินแดนอนธการบังเกิด ก็จะมีสำนักมรรคาและขุมอำนาจโบราณมากมายถูกกลืนกินและล่มสลายไปตลอดกาล
เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะบรรลุถึงความเป็นเซียนอย่างแท้จริง เช่นนั้นจึงมิมีผู้ใดที่จะกล้ากล่าวอ้างได้ว่าจะสามารถทำลายล้างหายนะในครั้งนี้ได้ แม้กระทั่งสำนักที่เคยให้กำเนิดเซียนขึ้นมา ก็ยังรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ยากจะรับมือไหว
ทว่าบรรพชนแห่งมนุษย์นั้นกลับสามารถที่จะทำได้ เขาคือผู้ครอบครองวิธีการอันล้ำลึกเหนือกว่าจะจินตนาการ บรรพชนแห่งมนุษย์นั้นเป็นผู้ที่จะมิมีวันสูญสิ้น เขาได้เดินทางข้ามผ่านวัฏสงสารนับกาลเวลามานับมิถ้วน และทุกครั้งที่ดินแดนอนธการบังเกิดขึ้น สำนักมรรคาและอำนาจจากทั่วสารทิศจะพากันสืบค้นหาการกลับชาติมาเกิดใหม่ของบรรพชนผู้นี้
ฐานะของบรรพชนแห่งมนุษย์นั้นสูงส่งเหนือฟ้า แม้แต่อำนาจโบราณอันเก่าแก่ที่สุด ก็ยังจะต้องปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพ